คอลัมนิสต์

"การย้ายพรรค" ที่ต้องบันทึก !!

"การย้ายพรรค" ที่ต้องบันทึก !!

26 พ.ย. 2561

"การย้ายพรรค" ที่ต้องบันทึก !! : คอลัมน์...  ขยายปมร้อน  โดย...  สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์


 

          วันนี้ (26 พ.ย.) คือวันสุดท้ายที่ผู้จะลงสมัครส.ส.จะต้องเข้าเป็นสมาชิกพรรค ตามเงื่อนไขการเป็นสมาชิกพรรคติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 97 เรื่องคุณสมบัติผู้สมัครส.ส. คือ ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง

 

 

          ผลทางการเมืองอย่างหนึ่งคือหลังจากนี้จะไม่มีภาพที่นักการเมืองวิ่งเข้าพรรคนั้น ย้ายเข้าพรรคนี้ให้เห็นอีก (ยกเว้นถ้ามีการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป)


          สำรวจการย้ายพรรคที่ผ่านมาของบรรดานักการเมือง สรุปเป็นภาพรวมจะมีหลายจุดที่น่าสนใจและบันทึกเอาไว้

          1.“พลังประชารัฐ” ดูดได้มากที่สุด
          กลุ่มก้อนใหญ่ของการย้ายพรรคหนีไม่พ้นผลจาก “พลังดูด” ของพรรคพลังประชารัฐ พรรคที่ถูกมองว่าวางไว้เป็นกลไกในการกลับสู่อำนาจอีกครั้งของฝ่าย คสช. “พลังดูด” ของฝ่ายคสช. ที่สร้างความสั่นสะเทือนทางการเมืองมากที่สุดในช่วงแรก คือการดูด “ตระกูลคุณปลื้ม” จากพรรคพลังชล เข้ามาช่วยงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และต่อมาอดีต ส.ส.ของพรรคนี้ก็ย้ายเข้ามาพรรคพลังประรัฐ ส่วน “สนธยา คุณปลื้ม” ได้รับปูนบำเหน็จจาก ม.44 ไปเป็นนายกเมืองพัทยา


          ต่อมาคือการเปิดตัว “กลุ่มสามมิตร” ของสมศักดิ์ เทพสุทิน, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และเป็นที่ทราบกันว่ามีอีก ส. คือ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.ประยุทธ์ เป็นอีกหนึ่งของ “สามมิตร” นี้


          การเกิดขึ้นของกลุ่มสามมิตร ก่อให้เกิดการดาหน้า “ดูด” อดีตส.ส. อดีตผู้สมัครส.ส.จากหลายพรรค รวมไปถึงนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ท่ามกลางกระแสข่าวการต่อรองผลประโยชน์ในสารพัดรูปแบบหากยอมย้ายมา


          ภาพทั้งหมดที่เกิดกับพรรคพลังประชารัฐ นักวิเคราะห์และผู้ติดตามการเมือง จึงอดไม่ได้ที่จะไปเปรียบเทียบกับ “พรรคสามัคคีธรรม” ที่เกิดขึ้นมาหลังการเข้ายึดอำนาจของ รสช. เมื่อปี 2534 และต่อมาพรรคนี้สนับสนุนให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร มาเป็นนายกฯ จนเป็นเหตุให้มีการชุมนุมประท้วง และเกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ”




          โมเดลการก่อตัวของพรรคพลังประชารัฐมีความคล้ายคลึงกับพรรคสามัคคีธรรมอย่างมาก คือเป็นการรวบรวมอดีตส.ส.เก่าจากหลายๆ พรรคมาอยู่ด้วยกัน แต่ก็มีข้อที่แตกต่างกัน


          อย่างแรกในการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2535 พรรคสามัคคีธรรมได้ ส.ส.มาเป็นอันดับ 1 แต่สำหรับพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้แม้จะมีอดีต ส.ส.จำนวนมากย้ายเข้ามา แต่ก็ยังไม่น่าจะมากพอที่จะเอาชนะพรรคเพื่อไทย เข้ามาเป็นอันดับ 1 ได้


          ความต่างที่สองคือครั้งนั้นพรรคสามัคคีธรรมสนับสนุนให้ พล.อ.สุจินดา ซึ่งเป็น “คนนอก” มาเป็นนายกฯ บางคนนำกรณีนี้มาเทียบกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีแนวโน้มว่าพรรคนึ้จะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ แต่ก็ต้องบอกว่าจะต่างกันเพราะครั้งนี้ “พล.อ.ประยุทธ์” จะไม่ได้อยู่ในฐานะ “คนนอก” แต่มีฐานะเป็น “คนใน” ตามที่รัฐธรรมนูญออกแบบไว้ คือ คนในบัญชีที่พรรคการเมืองมีมติว่าจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ (หากเป็นไปตามที่มีการวิเคราะห์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ)


          แต่พล.อ.ประยุทธ์คงจะไม่สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเป็นเงื่อนไขไว้


          2.การย้ายพรรคที่น่าบันทึกไว้
          การย้ายพรรคของลูกชาย “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรณีใครเห็นก็ต้องฉงน เป็นการย้ายพรรคที่มากกว่าการพลิกขั้วจากเพื่อไทยมาอยู่พลังประชารัฐ ที่น่าสนใจตอนนี้บุญทรงติดคุกอยู่เพราะคดีระบายข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และบุญทรงยังมีความใกล้ชิดกับ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” น้องสาวทักษิณ กรณีนี้สะท้อนเรื่องราวหลายประเด็น


          ประเด็นหนึ่งสะท้อนออกมาจากสิ่งที่ “เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์” ลูกชายบุญทรง พูดออกมา คือเรื่องความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย

 

          “รู้สึกลำบากใจ เพราะที่ผ่านมาทนายความของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ให้ข่าวในลักษณะโจมตีพ่อในหลายเรื่อง และหลายครั้งทำให้รู้สึกว่าพรรคและผู้ใหญ่บางคนไม่เชื่อใจซึ่งกันและกัน จึงคิดว่าการร่วมกันในอนาคตลำบาก จึงขอลาออก”


          “เดชนัฐวิทย์” บอกว่า การลาออกนั้น ปรึกษานายบุญทรงตลอด


          ทั้งนี้การตัดสินใจย้ายพรรคของลูกนายบุญทรงครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่นายบุญทรงมีอาการป่วยอยู่ในขั้นวิกฤติ


          “คุณพ่ออาการหนักอยู่ในขั้นวิกฤติ หินปูนขึ้นกระดูก ไม่สามารถอยู่ในห้องควบคุมทั่วไปที่มีผู้ต้องขัง 40-50 คน ยังรักษาตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ รอกำหนดผ่าตัด ได้พูดคุยกับแพทย์แล้วคาดว่าเมื่อผ่าตัดอาการจะดีขึ้น แต่ตอนนี้รักษาตามอาการ”


          อีกกรณีที่น่าบันทึกคือการย้ายพรรคของ “ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ” อดีตส.ส.หลายสมัยของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่อยู่พรรคนี้มาตั้งแต่รุ่นพ่อ คือ “บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ” ตั้งแต่ยุคพรรคชาติไทย เขามีปัญหาเรื่องพื้นที่ที่จะลงสมัครส.ส. และปีนเกลียวกับ “วราวุธ ศิลปอาชา” จนทำให้ตัดสินใจเดินออกจากพรรคไปสมัครเข้าพรรคเพื่อไทย


          มีข้อมูลว่ากรณีนี้เป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้พรรคชาติไทยต้องมีการปรับกระบวนยุทธ์กันใหม่ ต้องกลับไปเอา “รุ่นใหญ่” กลับมาเป็นผู้บริหารพรรค ซึ่งเป้าหมายหนึ่งคือดึงตระกูล “ประเสริฐสุวรรณ” กลับมาให้ได้ เพราะถ้าตระกูลนี้ไปหมายถึงสุพรรณฯ แตก ไม่สามารถเป็นฐานที่มั่นของชาติไทยพัฒนาได้อีกต่อไป
  

          ในที่สุด “ณัฐวุฒิ” ที่เตรียมไปลงสมัครส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทยแล้ว “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่สุพรรณช่วยหาเสียงแล้ว ก็ยอมเปลี่ยนใจย้ายกลับมาพรรคชาติไทยอีกรอบ
  

          หลังจากนี้ในมุมของการย้ายพรรคจะสงบลง แต่สถานการณ์การเมืองนับจากนี้จะมีความเข้มข้นขึ้น จุดหนึ่งคือเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งที่เดิม กกต.กำหนดจะแบ่งเขตให้เสร็จตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา แต่ก็มีปัญหาติดขัดจนพล.อ.ประยุทธ์ ต้องใช้อำนาจตาม ม.44 เข้าช่วยเหลือ และ กกต.ประกาศจะแบ่งเขตให้เสร็จวันที่ 30 เดือนนี้


          การที่จะประกาศเขตเลือกตั้งหลังจากส.ส.ย้ายพรรคไม่ได้แล้วนั้น ทำให้ถูกมองว่าเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งก็คือ พรรคพลังประชารัฐหรือไม่ ขณะที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ออกมาปูดว่ามีการต่อรองกับอดีต ส.ส.ให้ย้ายเข้าพรรคเพื่อแลกกับการแบ่งเขตเลือกตั้งที่จะเอื้อประโยชน์ให้


          28 พฤศจิกายน พรรคเพื่อไทยมีเรื่องให้ลุ้น เพราะอัยการนัดฟังคำสั่งในคดีที่คสช.แจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำพรรคจากการแถลงข่าววันครบรอบ 4 ปี คสช.ข้อหาผิดกฎหมายอาญามาตรา 116 คือ ยุยงปลุกปั่น เพราะคดีนี้อาจโยงไปถึงการยุบพรรคได้ แม้จะยังไม่สามารถยุบได้เร็วๆ นี้ก็ตาม


          ก่อนกฎหมายเลือกตั้งส.ส.จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ธันวาคม คสช.นัดกกต.และพรรคการเมืองมาหารือเกี่ยวกับเรื่องการปลดล็อกในวันที่ 7 ธันวาคม ต้องดูว่าจะคลายล็อกให้แค่ไหน


          และการเมืองจะไปพีคที่สุดเมื่อถึงช่วงสมัครส.ส. ที่พรรคการเมืองต้องเปิดตัวบุคคลที่พรรคจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ


          ถึงวันนั้น “พล.อ.ประยุทธ์” หลบฉากไม่ได้แล้ว !!