
ไดโว่พลังประชารัฐ & ยุทธศาสตร์ล้มระบอบทักษิณ!
ไดโว่พลังประชารัฐ & ยุทธศาสตร์ล้มระบอบทักษิณ! : คอลัมน์... กวาดบ้านกวาดเมือง โดย... ลมใต้ปีก
ปรากฏการณ์การย้ายพรรคช่วงก่อนการเลือกตั้งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย เมื่อจะมีการเลือกตั้งที่เรียกกันว่า “ดูด” เพื่อหวังชัยชนะในการเลือกตั้ง เพราะประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดยังยึดติดกับตัวบุคคลมากกว่าพรรค การเลือกตั้งเดือนมกราคม 2544 พรรคไทยรักไทยของทักษิณ ชินวัตร เป็นพรรคที่เรียกว่า “โคตรดูด” ตั้งแต่มีการเเลือกตั้ง ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย จนพรรคไทยรักไทยขณะนั้นชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย เพราะรวมอดีตส.ส.จากทุกพรรคเข้ามารวมกัน เลือกตั้ง 3-4 ครั้งหลังจนครั้งสุดท้าย เมื่อกรกฎาคม 2554 เครือข่ายทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะใช่ชื่อไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย สามารถรักษาอดีตส.ส.ไม่ไหลไปพรรคอื่นได้อย่างเหนียวแน่นทำให้การเลือกตั้งกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทักษิณ ชินวัตร ชนะทุกครั้งไป
แต่การเลือกตั้งคราวนี้ไม่เหมือนเดิม อดีตส.ส.กว่าครึ่งร้อยของเครือข่ายทักษิณไหลออก ส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ “ไดโว่การเมือง” ใหม่ ที่รวมอดีตส.ส.เข้ามาสังกัด
ไล่มาจากภาคเหนือ ตระกูลจงสุทธนามณี แห่งเชียงราย บูรณปกรณ์ และเตริยาภิรมย์ แห่งเชียงใหม่ ตระกูลจันทรสุรินทร์ จากลำปาง พรหมเผ่า แห่งพะเยา จินากูล จากแม่ฮ่องสอน เทพสุทิน แห่งสุโขทัย รัตนากรและลิกค์แห่ง กำแพงเพชร ภิญโญ นิโรจน์ จากนครสวรรค์ และรายเล็กรายน้อยในจังหวัดภาคเหนือตบเท้าเข้าค่ายพลังประชารัฐ อย่างพร้อมเพรียง
ภาคอีสานนำทีมโดย วิรัช รัตนเศรษฐ และครอบครัว สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ประกบบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ หวังยึดพื้นที่โคราช สุพล ฟองงาม นำทีมอุบลราชธานี เข้าสังกัด ร่วมกับส.ส.บ้านริมน้ำในเขตอีสานของสุชาติ ตันเจริญ และเครือข่ายสามมิตร อีกหลาย 10 ชีวิต
ภาคตะวันออกนำโดย “คุณปลื้ม” ที่เหมาชลบุรี สมทบฉะเชิงเทราของ สุชาติ ตันเจริญ อนามพงษ์ จากจันทบุรี ยังมีลูกหลานป๋าเหนาะ ในสระแก้วที่มาร่วมด้วย
ภาคกลางทั้งราชบุรี กาญจนบุรี ชัยนาท นนทบุรี และสมุทรปราการที่ตระกูล "อัศวเหม” ตบเท้าอย่างพร้อมเพรียงทั้งอดีตส.ส.เพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ถูกสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ กวาดต้อนมาครบครัน
จากพรรคใหม่แต่ไดโว่ขนาดใหญ่ที่มีกำลังพร้อมทั้งทุนและอำนาจทำให้ พลังประชารัฐเป็นพรรคที่มีสิทธิแย่งเบียดอันดับสองของการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ทันที ที่สำคัญการเกิดขึ้นและการเดินกลยุทธ์ดึงส.ส.เขตครั้งนี้ เพื่อยุทธศาสตร์ “ล้มทักษิณ” ในการเลือกตั้งอย่างไม่ต้องสงสัย
ผู้อยู่เบื้องหลังพลังประชารัฐคงศึกษาอย่างท่องแท้แล้วว่าระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ “คน” สำคัญกว่า “พรรค” เพราะทั้งการเลือกตั้งที่มีบัตรใบเดียว ที่เลือกคนเป็นหลัก และต่างเขต ต่างเบอร์ ทำให้ “พรรค” มีความสำคัญน้อยกว่าคน การเมืองไทยในต่างจังหวัด ระบบอุปภัมภ์ ซึ่งติดตัวกับคน (ส.ส.) จึงมีอิทธิพลเหนือพรรค ด้วยเหตุนี้จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ “ผู้มีบารมีนอกพรรค” กำหนดให้พลังประชารัฐเดิน
แน่นอนยุทธศาสตร์นี้ไม่เป็นที่สบายใจของอดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ สายกทม.ที่ย้ายมาอยู่ในสังกัดพลังประชารัฐ เพราะการรวมเอาอดีตส.ส.ที่มีทั้งพระและโจรเข้ามาในสังกัด แต่การเมือง กทม. ต่างจากการเมืองต่างจังหวัดที่ขึ้นอยู่กับกระแสเป็นหลัก ถ้าจะให้ว่าที่ผู้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องมาเสี่ยงกับกระแส ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ กับการมีฐานเสียงที่แน่นอนในนักการเมืองต่างจังหวัด จึงทำให้ข้อทัดทานของฝั่งการเมืองที่อิง “กระแส” ไม่สามารถนำพรรคได้
คนรุ่นใหม่ที่เป็นจุดขายสำหรับสัดส่วน 8 ล้านเสียง พลังประชารัฐก็ไม่ให้ตกเทรนด์ จัดมาราวครึ่งร้อย พร้อมด้วย “มาดามเดียร์” วทันยา วงศ์โอภาสี แต่ทั้งหมดต้องพิสูจน์กันว่า 24 กุมภาพันธ์ 2562 ผลจะออกมาอย่างที่ “ผู้มีบารมีนอกพรรค” คิดหรือไม่ เพราะการเมืองลูกกลมๆ ไม่ได้เล่นโดยลำพัง ทุกพรรคมีกลยุทธ์ที่จะต่อสู้กันทั้งสิ้น



