
กัญชาธิปไตยรวมพลังสายเขียว
สุดยอดนโยบาย "แก้จน" เขาว่าให้ไปดูพรรคนี้ "พรรคกัญชากู้ชาติ"
เขาไม่ใช่พรรคการเมือง แต่มาเพื่อตีฆ้องร้องป่าว ให้คนการเมืองหันมาร่วมวงด้วย
บอกเลยถ้าเอาด้วย ท่านผู้แทนฯ ก็จะได้ทำให้ฝันของคนไทยเป็นจริงเสียที เพราะ “กัญชา” คือพืชเศรษฐกิจที่จะทำให้คนไทยได้ลืมตาอ้าปาก !
พรรคกัญชา ขอกู้ชาติ
สำหรับที่มาของพรรคกัญชากู้ชาติ ซึ่งเปิดตัวไปในงานเสวนาที่จัดขึ้นช่วงวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ แกนนำก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ “แม่มดกัญชา” ดร.แก้มหอม ณ ล้านช้าง ที่เราเห็นหน้าบ่อยช่วงนี้นั่นแหละ
โดยเธอได้เปิดพื้นที่ในสื่อออนไลน์ ทั้งเปิดรับสมาชิกพรรคด้วยการกดไอดีไลน์ @ganjawitch และเปิดเฟซบุ๊กแฟนเพจ “พรรคกัญชากู้ชาติ” ขึ้นมาเมื่อช่วงวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
มุมหนึ่งแม้ ดร.แก้มหอม จะออกตัวว่า เหตุที่ต้องก่อตั้ง “พรรคกัญชากู้ชาติ” เพราะเชื่อว่ากัญชาจะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นมาได้ โดยนอกจากกัญชามีราคาดีแล้ว ประโยชน์ของกัญชายังทำให้คนสุขภาพดีอีกด้วย
แต่อีกมุมหนึ่ง ก็ชัดเจนว่านี่คือการประกาศหา “แนวร่วม” อย่างเป็นรูปธรรม ที่กำลังบอกว่านี่คือ “เสียงคนกัญชา” จำนวนมหาศาลที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด !
ใครที่เข้าไปดูหน้าเพจพรรคกัญชากู้ชาติ ต้องครางฮือกับภาพโพรไฟล์แรกของเพจ ที่เรียกแขกด้วยใบหน้าสวยดุ ของ ดร.แก้มหอม จากนั้นก็เปลี่ยนไปใช้ภาพของโลโก้พรรคที่เป็นรูปใบกัญชา ที่มีตัวย่อว่า “กชกช.”
แต่ที่ดุดันยิ่งกว่า เห็นจะเป็นความเคลื่อนไหวของทั้งแม่เพจ และลูกเพจ ที่ต่างออกมาแสดงจุดยืน ว่า “กัญชาไทย” จะต้องได้รับการปลดล็อกจากภาครัฐโดยให้คนไทยสามารถปลูกกัญชาได้ !
นอกจากนี้ ก็ยังให้ความรู้เกี่ยวกับเจ้าพืชใบแฉกริมหยักอันสวยงามชนิดนี้อีกเยอะแยะมากมาย ทั้งสรรพคุณต่างๆ
แต่ที่เด็ดยอดคือ คนไทยยังได้รู้ว่ากัญชาสายพันธุ์ไทย “ดีและแพงที่สุด!” ไม่แพ้สายพันธุ์ไหนในโลก !!
ตัวเลขที่คุยกัน ตอนนี้กัญชาแห้ง กก.ละ 300,000 บาทอัพ !! ทำเอาหลายคนต้องร้อง “ว้าว“ แต่ก็ต้องร้อง ”อ้าว” ! เพราะเคยท่องตามตำรามาทั้งชีวิตว่า “กัญชาคือสารเสพติด”
ก็นี่แหละคือสิ่งที่แม่มดกัญชาอยากบอกว่ามันไม่ใช่ !! กัญชาไม่เคยทำให้ใครติด ! แถมยังติดแฮชแท็กร้อนแรงสุดๆ ว่า #คนไทยต้องได้ปลูกกัญชาต้นละสามแสน
เท่านี้บรรยากาศในเพจก็ร้อน ราวกำลังปลุก “ม็อบกัญชา” อยู่กลายๆ แล้ว
ที่จริงสำหรับคนไทยสายเขียว จะรู้จัก “แม่มดกัญชา” คนนี้กันมานานแล้ว เพราะหากจำกันได้ เธอคือ “นางฟ้าบาทเดียว” สาวเชียงใหม่
ชื่อเต็มคือ ดร.แก้มหอม สวนแก้ว (ณ ล้านช้าง) อายุ 46 ปี เป็นบุตรีของ พล.ต.ต วิจิตร และแม่พะนาย เวชชศาสตร์
หลังเรียนจบปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยพายัพ ขณะที่กำลังเรียนต่อโท ก็็ย้ายไปอยู่อเมริกาช่วงปี 2549
อยู่ที่นั่น ก็ศึกษาทางด้านหมอสมุนไพร สาขาเอก Holistic Cancer Coach (ด้านมะเร็ง) เรียนจบในปี 2554 ก็ต่อปริญญาโท สาขา Master Herbalist (BCMH) ที่ Kingdom College of Natural Health, USA และยังเรียนต่อจนได้ปริญญาเอกอีก 5 ใบ จาก 3 สถาบันที่อเมริกาทั้งหมด ใช้เวลาเรียน 12 ปี
ช่วงปี 2558-2559 ดร.แก้มหอมหอบเงินจากการเป็นแพทย์ทางเลือก และขายยาสมุนไพรที่อเมริกาจนร่ำรวย กลับบ้านเกิดเชียงใหม่ มาเปิดธรรมสถานชื่อ “อโรคยาสารภี” ทำการรักษาโรคฟรี 1 บาทรักษาทุกโรค จนโด่งดังในฐานะ “นางฟ้าบาทเดียว”
แต่ช่วงปี 2560 ประสบปัญหาถูกร้องเรียนว่าเป็นการโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงในบริบทของกฎหมายไทย เธอจึงยุติการรักษาทั้งน้ำตา !
มาวันนี้ กลับมาในมาดแม่มด และเดินหน้าสร้างเครือข่ายคนกัญชาในนาม “พรรคกัญชากู้ชาติ” อย่างสวยเข้ม
เปิดตัวมาสิบกว่าวัน ได้ยอดไลค์สองหมื่นกว่าๆ เท่ากับยอดกดติดตาม และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ความหวังที่ใคร
อย่างที่รู้ ในที่สุดความหวังขั้นแรกของ “คนกัญชา” ก็บรรลุ !!
เพราะเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในการประชุมสภานิติบัญญัติชาติ (สนช.) ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่..) พ.ศ… วาระแรก ตามที่สมาชิก สนช. 44 คน เข้าชื่อเสนอเพื่อแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ปลดล็อกให้ “กัญชา” สามารถใช้เป็นยารักษาโรคได้
สาระสำคัญคือ กำหนดให้สามารถขออนุญาตผลิต นำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งประกอบด้วยกัญชา และกระท่อม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ นำไปใช้ในการรักษาโรคเฉพาะตัวได้ เช่นเดียวกับยาเสพติดให้โทษประเภท 2 แบบฝิ่นเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงการใช้เสพเพื่อสันทนาการ
และให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นผู้กำหนดเขตพื้นที่ทดลองเพาะปลูกกัญชา และเสพกัญชา เพื่อศึกษาวิจัยทางการแพทย์ในปริมาณที่กำหนดโดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งการกำหนดพื้นที่ดังกล่าวจะต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกามีมาตรการตรวจสอบควบคุม
โดยผู้ที่จะสามารถอนุญาตครอบครองกัญชาได้ คือ กระทรวง, องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น, สภากาชาดไทย, องค์กรเภสัชกรรม, ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์สาขาต่างๆ ทั้ง ทันตกรรม, สัตวแพทย์, แพทย์แผนไทย เป็นต้น โดยผู้ขออนุญาตจะต้องไม่เคยต้องโทษตามกฎหมายยาเสพติดมาก่อน และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้พิจารณาอนุญาตตามความเห็นของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ
ซึ่งที่สุดแล้ว ที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการและจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน
แน่นอนว่าสิ่งนี้ถือเป็นก้าวใหม่ของวงการแพทย์ไทย โดยบรรดานักวิจัยและผู้ผลิตสารสกัดกัญชาเพื่อการแพทย์ต่างขานรับกันเพียบ แต่ในภาคประชาชนมันยังเหมือน “ไม่สุดทาง” !
ไปดูในเพจ พรรคกัญชากู้ชาติ ก็จะพบบรรยากาศมาคุอยู่ เพราะยังไงรัฐก็จะยังไม่ให้ประชาชนปลูกกัญชาอย่างเสรีอยู่ดี
ส่วนที่ได้ยินมาว่ารัฐให้ประชาชนรออีก 3 ปีถึงจะให้ลองปลูก ก็ยังรู้สึกว่านานเกินไป กลัวกันว่าจะหมกเม็ดให้ภาคเอกชนทำเสียมากกว่า ?
ดังนั้น การที่ ดร.แก้มหอมและแนวร่วมก่อตั้งพรรคกัญชากู้ชาติขึ้นมา ก็คงเพราะรู้แล้วว่ายังไงก็ต้องออกมาในรูปนี้
ความหวังของพวกเขาจึงต้องมองไปที่บรรดานักการเมืองที่กำลังอยู่ในช่วงทำคะแนน ซึ่งก็ยังมีนักการเมืองบางคน ได้หยิบเรื่องกัญชามาเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องพูด ต้องทำ
อย่างกลุ่ม New Dem พรรคประชาธิปัตย์ "หมอเอ้ก" นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัลย์ ได้เสนอแนวคิดการเปิดการค้ากัญชาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด และเสนอให้รัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตและสกัดสารของกัญชาออกมา โดยรัฐควบคุมมาตรฐานและความปลอดภัย ส่งเสริมสายพันธุ์กัญชาใหม่ๆ ปกป้องสิทธิบัตร และเปิดตลาดกัญชาโลกให้ไทยมีมาตรฐานทัดเทียม
หรือ ที่ นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ก็ระบุไม่นานมานี้ว่า รัฐบาลต้องปลดล็อกให้สามารถปลูกได้ และนำมาใช้ในการแพทย์ได้โดยด่วน
ส่วนที่เหลือยังเงียบๆ ไม่ออกตัวแรงมากเท่าไหร่ คิดในแง่ดี อาจเพราะนักการเมืองเองก็ยังติดล็อกการหาเสียงอยู่เหมือนกัน
แต่ไม่ว่าจะยังไง ที่แน่ๆ แก๊งกัญชากู้ชาติยังคงฮึ่มฮั่มกันอยู่ ด้วยจุดยืนที่ว่า “คนเจ็บป่วยควรได้ปลูกกัญชาเลยไม่ต้องรอ เพราะชีวิตสำคัญกว่ากฎหมาย” !!
การเคลื่อนไหวต่อไปต้องดุเผ็ดแน่นอน !
คนไทยมึน!ให้สิทธิบัตรกัญชาคนนอก
ถึงกฎหมายจะผ่านฉลุยแล้ว แต่ก็ยังมีมุมที่ร้อนแรง ซึ่งยังต้องเกาะติด กับ “ปัญหาสิทธิบัตรกัญชา” ที่หลายฝ่ายอ้าปากค้างว่าเหตุใด “กรมทรัพย์สินทางปัญญา” ได้รับคำขอจดสิทธิบัตร “สารสกัดกัญชา” ของบริษัทต่างชาติเป็นจำนวนมากถึง 11 คำขอ ทั้งที่รู้ว่าผิดกฎหมาย
คือ 1.กฎหมายสิทธิบัตรของไทย มาตรา 9 สารสกัดจากธรรมชาติ ไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้ และ 2.กัญชาเป็นสารเสพติดผิดกฎหมายของไทย
โดยเฉพาะเรื่องนี้ ยังอาจส่งผลต่อการวิจัยในอนาคตของไทยที่จะนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ต่อไปหลังจากนี้
แต่ที่สุด พอเกิดเป็นกระแสกดดันมากเข้า กรมทรัพย์สินทางปัญญาเลยต้องยกเลิกคำขอสิทธิบัตรที่เป็นปัญหา ตั้ง “1 เจ้า!!” ที่ยื่นขอจดมาตั้งแต่ปี 2553 โน่น
โดยเป็นสิทธิบัตร “แคนนาบิไดออล” (CBD หรือสารสกัดกัญชา) ประมาณกว่า 400 มิลลิกรัม ใช้ในการป้องกันการชัก ซึ่งชัดเจนว่าขัดกับ พ.ร.บ.สิทธิบัตรของไทย มาตรา 9 ที่ว่า จุลชีพหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของสัตว์ และพืชที่มีอยู่ในธรรมชาติ ไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้
อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าขณะที่คนไทยก็ยังงงๆ ว่า แล้วที่เหลืออีก 10 คำขอที่รัฐระบุว่ายื่นขอจดตั้งแต่ในปี 2545-2555 จะเป็นยังไงต่อไป
ปรากฏว่าล่าสุดพบว่าในจำนวนนี้มี 2 คำขอ ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้สั่งละทิ้งไปแล้ว เพราะต้นทางไม่มาอัพเดทข้อมูลภายในเวลาที่กำหนด และยังเหลือที่อยู่ระหว่างพิจารณาละทิ้งเพิ่มเติมอีก 1 คำขอ
แต่ปัญหาคืออีก 7 คำขอ กลับมีแววว่าจะได้จด แม้ว่าจะไม่ใช่บริษัทไทยแม้แต่บริษัทเดียว! เพราะไม่ได้เป็นการยื่นจดสิทธิบัตร “สารสกัดกัญชา” แต่ยื่นจด “การใช้สารสกัดจากกัญชา” เป็นองค์ประกอบหรือส่วนผสมในสูตรยา หรือสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ
ขณะทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังเพิ่งมาอ้างเรื่อง ปัญหา TRIPS Agreement และมาตรา 17 วรรคท้ายของ พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา ที่ทำให้ไม่สามารถยกเลิกคำขอในส่วนนี้ได้
แถมล่าสุดยังมีรายงานว่าคำขอสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับตำรับยา โดยมีสารสกัดจากกัญชาเป็นส่วนประกอบนั้น มีถึง 31 คำขอ !!
ที่สุด พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ยุติธรรม ก็ออกแอ็กชั่นทันทีว่าประเด็นสิทธิบัตรยา กรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องจัดการให้ได้ข้อยุติภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อคนไทยจะได้ประโยชน์ 100%
งานนี้สายเขียวใบกัญชา แทบจะแร็พพร้อมกันเลยว่า ขอให้จริง ขอให้จริง!



