คอลัมนิสต์

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในมุมมอง"เสรีรวมไทย"

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในมุมมอง"เสรีรวมไทย"

23 พ.ย. 2561

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในมุมมอง"เสรีรวมไทย" :  คมชัดลึก...  ตะลุยเลือกตั้ง 

 

 

          “ธีรวิทย์ จารุวัฒน์” อดีตนักเรียนเก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 93 และอดีตนิสิตวิศวกรรมศาสตร์ (เครื่องกล) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอีกหลากดีกรีจากต่างประเทศที่วันนี้ผันตัวมาร่วมงานด้านนโยบายเศรษฐกิจกับ “พรรคเสรีรวมไทย” ในตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค

 

 

          ธีรวิทย์ได้นำเสนอชุดความคิดที่วางไว้เเละจะนำไปบรรจุไว้ในนโยบายพรรคว่า “นโยบายพรรคทั้งหมด รวมถึงนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ เร็วๆ นี้จะแถลงกับสังคมได้รับทราบอย่างเป็นทางการเพื่อให้รับไปพิจารณาในแนวทางของพรรคที่จะใช้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้


          ในมุมมองส่วนตัวนั้น เห็นว่าเศรษฐกิจของไทยผู้บริหารประเทศมีหน้าที่และกำหนดเป้าหมายในการทำงานเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ประชาชนทั้งประเทศ โดยรัฐบาลจะต้องบริหารประเทศให้เกิดความเป็นดีอยู่ดีอย่างสูงสุด (Welfare Maximization) ฉะนั้นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลต้องพัฒนาประเทศในรูปแบบ “Progressive Development” ซึ่งแทบทุกพรรคพูดเหมือนกันว่าการพัฒนาประเทศจะต้องสร้างความสมดุลให้เกิดความยั่งยืนแบบทั่วถึงและจะต้องเกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมที่ดีของชาติ ลดความเหลื่อมล้ำกระจายความมั่งคั่งไปยังท้องถิ่นที่สามารถสร้างคุณภาพชีวิตประชาชนให้กินดีอยู่ดี สร้างความสามัคคีของคนในชาติ


          “One Nation, Two Roles” นั้น รัฐบาลจะต้องมีภารกิจที่จะสามารถสร้างบทบาทของประเทศไทยเพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุน การท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการสร้างบทบาทให้ไทยเป็น “ผู้นำที่แท้จริง” ของภูมิภาคนี้ที่ต้องมุ่งเน้นและขยายโอกาสด้านการค้าระหว่างประเทศและการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจท้องถิ่นที่สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยอาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของประเทศที่อยู่ใจกลางของภูมิภาคอาเซียน แต่สิ่งที่จะต้องควบคู่ไปคือการส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนาในด้านต่างๆ ให้มาต่อยอดอย่างจริงจังและจะต้องสร้างระบบไหลเวียนข้อมูลข่าวสารทางดิจิทัลให้ประชาชนทุกระดับ เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งการวางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้เข้าถึงทุกหมู่บ้าน ทุกพื้นที่ เพื่อให้สามารถพัฒนารวมระบบ E-Government, E-Commerce, E-Industry ที่เข้าถึงได้ง่ายใช้ง่ายและครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้คนไทยทุกระดับเข้าถึงได้ เพราะในข้อเท็จจริงคนไทยยังห่างไกลเรื่องเหล่านี้อยู่มาก หากทำได้จริงจะทำให้ประเทศอยู่ในยุค 4.0 ที่แท้จริง




          แต่จะทำอย่างไรให้ปรากฏขึ้นจริงและเป็นรูปธรรมเพราะการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต้องแก้ปัญหาที่รากฐาน ฉะนั้นหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎหมายที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขให้มีความทันสมัย รวมทั้งสร้างบคุลากรที่มีคุณภาพทั้งในด้านการทำงานและมีจริยธรรมด้วยระบบการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เยาวชนรวมถึงจะต้องมีการปลกูฝังแก่นของจริยธรรมควบคู่กันเพื่อให้เติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องของการคอร์รัปชั่นพร้อมทำงานกันเป็นทีมและมีเสรีภาพทางระบบเศรษฐกิจ (Economic Freedom) อาทิ การประกอบธุรกิจการค้าการคลัง (การจัดเก็บภาษี) การใช้จ่ายของรัฐบาลการดำเนินธุรกรรมทางการเงินการลงทุน นโยบายการเงิน และสิทธิในทรัพย์สิน


          บทบาทที่สาคัญอีกประการคือ การปรับสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ประเทศไทยเรามีจุดแข็งด้านการเกษตรที่สำคัญ ของโลกอยู่แล้วแต่ยังขาดการพัฒนาต่อยอดสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพสูงขึ้น เช่นทำไมเราไม่ส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนาสินค้าเกษตรให้เป็นอาหารทางการแพทย์ที่สามารถจะเพิ่มมูลค่าเพิ่มได้หลายเท่าตัว พัฒนาวัสดุก่อสร้างทั่วไปให้เป็น Advanced Materials หรือ Nano Materials, โพลีเมอร์ พลาสติกทั่วไป เป็นโพลีเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พลาสติกชีวภาพ การพัฒนากัญชาเพื่อการแพทย์ เป็นต้น


          รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะต้องปรับตัวและยึดถึงหลักการ “ตลาดใหญ่ รัฐบาลเล็ก” (Big Market Small Government) รัฐบาลจะต้องไม่พยายามแทรกแซงการดำเนินการทางเศรษฐกิจแต่จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด รัฐบาลทำหน้าที่สนับสนุนและมีบทบาทนำทางด้านนโยบายเท่านั้น กิจการของรัฐวิสาหกิจต้องนำมาพิจารณาว่ากิจการใดที่รัฐจำเป็นต้องทำในลักษณะ Natural Monopoly ซึ่งยังต้องดำเนินการต่อ พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่กิจการที่เอกชนทำได้ดีกว่ารัฐก็ควรจะยุติกิจกรรมนั้นๆ กระทรวงต่างๆ ที่มีงบประมาณสูงควรต้องพิจารณาปรับลดขนาดของรัฐบาลจะเล็กลงทำให้ต้นทุนต่ำลง เพิ่มคุณภาพการบริการให้ประชาชนดียิ่งขึ้น ทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐบาลก็จะลดลง สามารถจัดสรรงบประมาณไปพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ ตัวอย่างประเทศที่เจริญแล้วรัฐบาลมีขนาดเล็ก เช่น ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ สหราชอาณาจักร เป็นต้น


          มาตรการสาคัญที่จะช่วยในการเข้าถึงแหล่งทุนทั้งภาคเอกชนรายใหญ่กลางและเล็กโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น และเป็นธรรม เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีระบบกึ่งผูกขาดในระบบการเงิน คนจนเข้าถึงแหล่งทุนยากมากและต้นทุนสูง เพราะสถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากมาก ถ้าไม่ลด Interest Spread ลงมา คนในสังคมจะยกระดับและสร้างฐานะตัวเองอย่างไร เอสเอ็มอีไทยจะเติบโตแข็งแรงได้อย่างไรและแก้ปัญหาหนี้นอกระบบไม่ได้ด้วย


          มุมมองส่วนตัวเห็นว่าระบบเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกกำลังทำสงครามการค้าที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐกับจีนที่กำลังสร้างผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่อาจจะสร้างผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยได้ทั้งบวกและลบ วันนี้เราต้องรู้เท่าทันและปรับตัวเพื่อการรับมือโดยเฉพาะประเด็นที่จีนกับญี่ปุ่นจับมือกันเพื่อไปลงทุนในประเทศที่สามโดยมองพื้นที่การลงทุนในกล่ม ประเทศอาเซียน ไทยควรจะหาประโยชน์การจับมือของทั้งสองประเทศ ดัง นั้นในฐานะของผู้บริหารประเทศต้องมีมมุมองเรื่องนี้และเดินหน้านโยบายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย


          “One Nation, Two Roles” นั้น รัฐบาลจะต้องมีภารกิจที่จะสามารถสร้างบทบาทของประเทศไทยเพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุน การท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการสร้างบทบาทให้ไทยเป็น “ผู้นำที่แท้จริง” ของภูมิภาคนี้"