คอลัมนิสต์

คดีอลเวง!! คนดีรวมพลัง

คดีอลเวง!! คนดีรวมพลัง

24 พ.ย. 2561

  สังคมไทย เรื่องในที่ลับ แต่เอามาไขในที่แจ้งมันไม่ดี

       
          แต่ข่าวที่กำลังสนั่นทั่วไทยตอนนี้ก็คือเรื่องที่หมอสูตินารีเวชวัย 53 ปี เจ้าของคลินิกแห่งหนึ่งใน จ.นครสรรค์ ถูกต้องสงสัยว่ากระทำอนาจารล่วงละเมิดทางเพศคนไข้หญิงขณะตรวจรักษา
 

 

        เรื่องนี้้แต่ก่อนเคยเงียบ หากเวลานี้กำลังถูกไขให้กระจ่างแจ้ง เมื่อมีหน่วยกล้าอายลุกขึ้นมาเอาเรื่อง อ้างว่าเธอคือกลุ่มผู้เสียหายหญิงที่เป็นอดีตคนไข้ของหมอคนนี้ และเมื่อมีหนึ่งรายที่สองสามสี่จึงตามมา จนเวลานี้มีมากกว่า 50 คนแล้ว!

 

          แน่นอนในทางคดีแม้จะทำเอาคนไทยนั่งไม่ติดอยู่มาก แต่หากดูลีลาของ “ตัวกลาง” สองฝ่าย ที่พากันออกมาช่วยไขความจริงให้ปรากฏ ก็็ทำเอาคนไทยลุ้นและอดคล้อยตามไปด้วยไมได้เหมือนกัน!


 


          ความจริงที่พูดไม่ได้


          ฝ่ายหนึ่งคือ "บุ๋ม" ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ในฐานะประธานองค์กรทำดี ที่รับเรื่องต่อจาก "ทนายนิด้า" ศรันยา หวังสุขเจริญ ทนายความที่ผู้เสียหายเข้าไปร้องทุกข์แรกเริ่มจนเป็นข่าว


          มุมนี้ทุกคนต่างก็เป็นเพศหญิงที่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมรู้และเข้าใจหัวอกของผู้หญิงมากที่สุด 


          และสิ่งที่บุ๋มต้องการให้เกิดขึ้นคือการไขความจริง การส่องไฟไปยังมุมมืดให้คนไทยได้รับรู้ว่าในสังคมเรามีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับเพศหญิงตลอดเวลา


          โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข้อมูลของฝ่ายผู้เสียหายที่ได้แจ้งไว้ตามข่าว หลายคนมองแล้วก็เห็นถึงปมของปัญหาของเรื่องอยู่ 3 อย่าง คือ “ความไม่รู้” “ความกลัว” และ “ความอับอาย”


          ความไม่รู้เกิดขึ้นในฐานะของ “คนไข้” ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการตรวจภายใน พวกเธอจึงมอบความไว้วางใจให้แพทย์ว่าจะสามารถเข้าใจอาการป่วยและรักษาให้หายได้


          ตามข่าวระบุว่า ผู้เสียหายหลายรายแจ้งว่าในการตรวจครั้งแรก พวกเธอไม่รู้ว่าหมอจะทำอะไรบ้างและการตรวจในห้องสองต่อสองก็คงเป็นเรื่องปกติ


          จนไปตรวจครั้งต่อมาจึงเริ่มสงสัยถึงความผิดปกติว่าตนเองกำลังเจอการกระทำที่ไม่ปกติจากผู้เป็นหมอ 


          ที่สุดก็มาถึงขั้นของ “ความกลัว” มุมหนึ่ง ผู้หญิงกลัวเพราะอาจจะมีการข่มขู่ใดๆ เกิดขึ้น กับอีกมุมคือกลัวพูดไปแล้วไม่มีใครเชื่อ!!

 

          ส่วนเรื่องความอับอาย นอกจากโดยพื้นฐานสังคมไทย เรื่องเพศต้องห้ามพูดอยู่แล้ว ยังมีมุมที่่ว่าพวกเธอและครอบครัวจะอับอายขนาดไหน เมื่อที่สุดสังคมจะมองว่านี่คือการสมยอม เหล่านี้คือมุมของผู้หญิงทั้งสิ้น!



          หันมาที่ในมุมของบุ๋มและแนวร่วม แม้ว่า “ความไม่รู้” อีกอันหนึ่งของฝ่ายผู้เสียหายคือการรับเงินจากหมอเพื่อไกล่เกลี่ยเรื่องราว ซึ่ง “บุ๋ม” ปนัดดา และทนายนิด้ารู้ดีว่านี่คือการ “ยอมความ”


          แต่เป้าประสงค์ของพวกเธอคือ “การพูดแทน” ผู้เสียหายที่ไม่กล้าพูดมาก่อน ด้วยความไม่รู้ กลัว และอับอาย และเพื่อให้เห็นว่าการยอมชดใช้ค่าเสียหลักฐานสำคัญชี้ชัดว่ามีเรื่องราวเกิดขึ้นนั่นเอง


          “บุ๋มพุ่งประเด็นคือต้องการให้คนในพื้นที่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมมีผู้เสียหายถึง 50 คนมาลงรายชื่อ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมเรา ไม่เกี่ยวกับชนะหรือแพ้ บุ่มเตี๊ยมไม่ได้หรอก คนเยอะขนาดนี้”


          กับอีกเรื่องสำคัญคือบุ๋มต้องการให้มีการโอนคดีมาให้กองปราบรับผิดชอบ เนื่องจากการทำงานของตำรวจที่นครสวรรค์ไม่น่าไว้วางใจ เพราะมีการเปิดเผยข้อมูลผู้เสียหายต่อสื่อมวลชน และที่ผ่านมาไม่มีการทำคดีอย่างเต็มที่ กระทั่งเป็นข่าวจึงเรียกผู้เสียหายไปให้ปากคำอย่างละเอียด


          “ตำรวจทำไมไม่ลงพื้นที่ตรวจสอบ ไม่เต็มที่และมีข้อมูลหลุด ก็ไม่รู้หรอกว่าคดีจะไปจบที่ไหน แต่อย่างน้อยสังคมต้องได้รับรู้ว่ามันเกิดอะไรในพื้นที่นั้น สิทธิของผู้ป่วยต้องมีพยาบาลอีกคนในห้องสูติฯ ไม่ใช่กับหมอสองต่อสอง”


          นอกจากนี้เธอก็ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการที่ฝ่ายคุณหมอมีการเปลี่ยนเตียง เปลี่ยนลูกบิด และกลอนที่ห้องตรวจแห่งนั้น ซึ่งผิดสังเกตมาก

 

          ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ฝ่ายบุ๋มและผู้เสียหายมีอยู่ในมือ พร้อมหลักฐานที่ระบุว่าเตรียมไว้ในชั้นศาลอีกเพียบ!! คนไทยต้องรอดู!


 


          ความจริงที่ต้องตะโกน!


          หันมาที่ฝ่ายคุณหมอผู้ตกเป็นผู้ต้องสงสัย โดยทางนี้มีฝ่ายที่เหมือนเป็น “ตัวช่วย” พากันเข้ามามากมาย


          คือนอกจาก ทนายเดชา กิตติวิทยานนท์ ที่ออกมาจับพิรุธเรื่องนี้ว่าไร้หลักฐานและสงสัยว่าเหตุใดจึงเพิ่งมาแจ้งความ ซึ่งได้กลายเป็นคู่ชกไปแล้วกับ “ทนายนิด้า”


          ยังมีเจ้าเก่า “อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์” ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมอีกคน


          รายนี้ปรากฏตัวที่ไหน มีเฮที่นั่น อย่างงานนี้เจ้าตัวระบุว่าตนเองมาเป็นคนกลางที่จะมาทำให้สิ้นสงสัย แต่ไม่รู้ยังไง ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นคู่ชกกับ ดาราสาว “บุ๋ม” ปนัดดา ไปอีกคน เมื่อมีการเข้าใจผิดว่าดาราสาวกล่าวว่าเขารับเงินฝ่ายหมอมาช่วยคดี!


          ซึ่งแม้ต่อมาทั้งคู่มีการเคลียร์กันทางไลน์ โดยฝ่ายดาราสาวปฏิเสธไม่เคยพูดดังกล่าว แต่ฝ่ายของบุ๋มก็ได้กล่าวว่าผิดหวังและขอบคุณที่ทำให้รู้จักอัจฉริยะดีขึ้น!! ทั้งยังระบุว่าอัจฉริยะก็ควรจะมีการพูดคุยกับฝ่ายผู้เสียหายด้วยเช่นกัน


          แน่นอนทั้งหมดนี้มิได้ส่งผลต่อเรื่องทางคดี แต่ก็ทำให้คนไทยลุ้นไม่น้อย


          โดยเฉพาะลีลาของฝ่ายอัจฉริยะ ที่งานนี้เขาเองก็ไม่ลดละ เขาได้ลงพื้นที่นครสวรรค์ ติดต่อไปยังคุณหมอต้นเรื่องเพื่อพิสูจน์ทราบทุกอย่าง โดยคุยว่าทั้งหมดคือวิธีการทางนิติวิทยาศาสตร์!!


          มุมหนึ่งอัจฉริยะมองว่า การตรวจภายในเป็นการรักษาทางการแพทย์ ซึ่งหมอแต่ละคนมีเทคนิคไม่เหมือนกัน และต่อให้มีการข่มขืนจริงก็ไม่สามารถตรวจร่างกายหาหลักฐานได้แล้ว เพราะเวลาผ่านไปเนิ่นนานเกินไป ดังนั้นการดูสถานที่และจำลองเหตุการณ์ คือสิ่งที่ทำได้

 

          ที่สุดเมื่อเขามีการจำลองเหตุการณ์ ก็ตั้งข้อสงสัย 2 ประเด็นคือ 1.มีการสมยอมแล้วเรียกเงินภายหลัง เพราะจากแชทมีการพูดคุยกันนานแล้ว โดยฝั่งผู้เสียหายมีการถามว่าจะเยียวยาอย่างไร


          2.มีการก่อเหตุจริง เพราะจากการจำลองเหตุการณ์มันมีความเป็นไปได้ว่าคุณหมอสามารถกระทำชำเราผู้ป่วยได้ ซึ่งมุมนี้ต้องรอตรวจร่างกายของผู้เสียหายในส่วนที่ทราบมาว่ามีบาดแผลที่ขาอีกครั้ง


          แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือ หากเป็นการล่วงละเมิด หรือข่มขืน หากไม่สมยอมก็ควรที่จะดิ้นขัดขืนและร้องเรียก หรือตะโกนให้คนมาช่วย! 

 

          โดยในการจำลองเหตุการณ์ซึ่งให้คนตะโกนอกมาจากห้องตรวจ ปรากฏว่าแม้ร้องด้วยเสียงที่ไม่ดังมาก คนที่อยู่ด้านนอกก็สามารถได้ยิน และรับรู้ได้!


          “คนไข้ถ้าถูกล่วงละเมิดมันน่าจะต้องสมยอมนะ เพราะถ้าตะโกน ขัดขืนก็ต้องมีคนได้ยิน”

          กระนั้นก็ดี ที่สุเแล้วผ่านไปวันเดียว นิติวิทยาศาสตร์ก็ทำให้อัจฉริยะมีท่าทีไปอีกทางว่า หมอสูติฯ คนดังกล่าวมีพฤติกรรมล่อลวงคนไข้ตามที่เป็นข่าว ซึ่งถือว่าผิดข้อบังคับแพทยสภาด้านจริยธรรม

         เวลานี้ เขาจึงไปยื่นหนังสือให้แพทยสภาดำเนินการต่อไปแล้ว 


          สุดท้าย  "ประธานองค์กรทำดี“ และ "ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม"  จึงน่าจะกลับมาเดินเส้นทางเดียกวันได้ในที่สุด!


          เหตุเกิดที่ห้องตรวจ!


          สืบเนื่องจาก “ทนายนิด้า” ศรันยา หวังสุขเจริญ ได้แฉเรื่องราวของหมอสูติฯ รายหนึ่ง ที่จ.นครสวรรค์ ได้ลงมือกระทำชำเราคนไข้ขณะตรวจภายใน จากนั้นไปร้องกับ “องค์กรทำดี” ของ "บุ๋ม" ปนัดดา วงศ์ผู้ดี จนเป็นข่าวใหญ่


          ทั้งนี้ตามข่าวมีผู้เสียหาย 2 รายที่อยู่ในความสนใจ รายแรกคือหญิงอายุ 28 ที่อ้างว่าโดนกระทำชำเรา (ข่มขืน) จากหมอขณะตรวจภายใน โดยเธอหาหมอ 2 ครั้ง


          รายนี้หมอปฏิเสธอ้างว่าสิ่งที่สอดใส่ให้ผู้ป่วยหญิงนั้นเป็นวัตถุปลอมเพื่อการรักษา มิใช่การข่มขืน หากแต่หมอเคยยื่นข้อเสนอคนไข้รายนี้ด้วยเงิน 50,000 บาท และเพิ่มเป็น 300,000 บาท โดยมีหลักฐานเป็นแชทไลน์การโอนเงิน


          อีกรายคือหญิงสาวอายุ 26 ปี ที่ไปรักษาฝี เธอไปหาหมอ 2 ครั้ง ห่างกันราว 1 ปี และได้เล่าว่ามีการกระทำอนาจารและล่วงละเมิดทางเพศ แต่ยังไม่กล้าบอกใครในตอนแรกเพราะกลัว


          จนสุดท้ายได้เล่าให้ครอบครัวฟังจึงมีการพากันไปแจ้งความ ซึ่งหมอได้จ่ายค่าเสียหายมาให้จำนวน 40,000 บาท


          และที่สุดก็มีผู้เสียหายอกมาร้องเรียนกับทนายนิด้าเรื่อยๆ จนพบว่าเหตุได้เกิดขึ้นนับแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน รวม 50 กว่าราย! โดยหลายรายหมดอายุความไปแล้ว เพราะคดีลักษณะนี้มีอายุความแค่ 3 เดือน แต่ยังมีบางเคสที่ดำเนินคดีได้ ส่วนรายที่เหลือจะสามารถนำมาเป็นพยาน


          อย่างไรก็ดีหมอผู้นั้นได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมบอกว่าทุกครั้งที่ตรวจจะมีผู้ช่วยอยู่ด้วยตลอด แต่ยอมรับว่ามีการชอบพอกับคนไข้รายหนึ่ง จึงโอนเงินให้เพื่อให้เรื่องจบลง


          ที่สุดในด้านคดีเราต้องติดตามกันต่อไป ดังที่อัจฉริยะว่าให้ดูตอนจบ!


          แต่อีกทางหนึ่งทางแพทยสภาก็ได้รับลูกแล้วว่าจะสืบสวนอย่างเป็นธรรม เพียงแต่คาดว่าเร็วที่สุดใช้ระยะเวลา 1 ปี!!