คอลัมนิสต์

กกต.คลอดคู่มือตรวจการเลือกตั้ง "เปิดตำราจับกลโกง"

กกต.คลอดคู่มือตรวจการเลือกตั้ง "เปิดตำราจับกลโกง"

20 พ.ย. 2561

กกต.คลอดคู่มือตรวจการเลือกตั้ง "เปิดตำราจับกลโกง" : คอลัมน์...  โดย...  ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย


 

          ปี่กลองการเมืองเริ่มเเล้ว โดยกรรมการที่คุมเวทีนี้ตามกติกาใหม่ของประเทศที่ต้องรับงานหิน เริ่มกันที่เวทีลองไฟใน “การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)” และ ”ของจริง” ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)

 

 

          สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้คลอดคู่มือการปฏิบัติงานสำหรับผู้ตรวจการเลือกตั้ง พร้อมจัดสัมมนา 3 วันเต็ม เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดและกรุงเทพมหานคร 597 คน

 

          ภาพรวมของการสัมมนาเป็นการอธิบายเจาะลึกถึงใจความเนื้อหากฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองและความผิดตามกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเกี่ยวกับการสืบสวนไต่สวน และความผิดตามกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. การเลือกตั้ง ส.ส. โครงสร้างการบริหารจัดการและขั้นตอนการปฏิบัติงานการเลือก ส.ว. และ ส.ส. การสนับสนุนอำนวยความสะดวกและปฏิบัติงานและการรายงานเหตุ เครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั้ง การกำกับการรายงานและการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ตรวจการเลือกตั้ง รวมถึงค่าตอบแทน ค่าใช้จ่าย และสวัสดิการของผู้ตรวจการเลือกตั้ง


          หลังการจับสลากเพื่อแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด โดยจังหวัดที่มีเขตเลือกตั้งไม่เกิน 5 เขต จะมีผู้ตรวจการเลือกตั้ง 5 คน, 6-8 เขตเลือกตั้ง มีผู้ตรวจการเลือกตั้ง 6 คน, 9-11 เขตเลือกตั้ง มีผู้ตรวจการเลือกตั้ง 7 คน และ 12 เขตขึ้นไป มีผู้ตรวจการเลือกตั้ง 8 คน ในส่วนของวิธีจับสลาก กกต.จะจับรายชื่อผู้ตรวจการเลือกตั้งจำนวน 595 รายชื่อ รอบแรกจะจับจากรายชื่อของผู้ที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดนั้นๆ 2 คน และรอบที่ 2 จะคละรายชื่อจับสลากจากผู้ที่ไม่มีภูมิลำเนาในจังหวัดเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในกลุ่มจังหวัดจนครบจำนวน 413 รายชื่อ ส่วนผู้ตรวจการเลือกตั้ง 182 รายชื่อ ที่จับสลากไม่ได้จะยังคงชื่อไว้ในบัญชี 5 ปี มีสิทธิจับสลากเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป




          ด้วยเหตุที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งถูกออกแบบมา “ให้เป็นหูเป็นตา” สอดส่องดูแลการจัดการเลือกตั้ง แต่ “หูตา” นั้น “ไม่มีแขน-ขา” เดินไปไหนมาไหนหรือหยิบจับอะไรเองไม่ได้ ผู้ตรวจการเลือกตั้งจึงต้องพึ่งพิง ”สำนักงาน กกต.จังหวัด” ให้ทำหน้าที่เป็น “แขนขา” หลังจากการจับสลากแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดแล้ว เพื่อให้งานง่ายขึ้น ผู้ตรวจการเลือกตั้งควรเข้าไปขอดู ”บัญชีหัวคะแนน” ซึ่งวิเคราะห์เครือข่ายความสัมพันธ์ของหัวคะแนนในแต่ละพื้นที่ไว้ครบทุกจังหวัด โดยการจับจ้องไปที่หัวคะแนนจะช่วยวิเคราะห์ได้ว่า “วันเงินออก” ควรจะเป็นวันใดได้บ้าง


          ในการเลือกตั้งที่กำลังมีขึ้น พบสัญญาณบ่งบอกพฤติกรรมของหัวคะแนนที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ในอดีตหัวคะแนนจะเลือกข้างชัดเจน แต่ปัจจุบันการต่อสู้ในพื้นที่เปลี่ยนไป หัวคะแนนไม่ปฏิเสธใคร "รักทุกคน-รับเงินทุกพรรค” เกลี่ยสัดส่วนฐานเสียง แล้วเฉลี่ยแบ่งไปสนับสนุนให้แก่ทุกพรรคขณะที่บัตรเลือกตั้งใบเดียว ซึ่งมีผลในการเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต, ส.ส.บัญชีรายชื่อ และยังมีผลต่อการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ประเมินได้ว่า “จ่ายหนัก-ราคาพุ่ง”


          นอกจากนี้ในวันหย่อนบัตรลงคะแนน ขอให้จับตาไปยัง “หัวคะแนน” ซึ่งจะมีพฤติการณ์ที่แสดงออกอย่างชัดเจน สังเกตง่ายๆ “พวกเขาคือคนที่มานั่งเฝ้าไม่ไกลจากหน่วยเลือกตั้งในระยะ 50 เมตร“ อาจนั่งรออยู่ในรถจอดเปิดกระจกทิ้งไว้ หรือนั่งอยู่บนเบาะรถจักรยานยนต์ เฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวอยู่หน้าหน่วยเลือกตั้งทั้งวัน ไม่กินข้าวกินปลา “เพื่อดูว่าเงินที่จ่ายไป…เดินเข้าคูหาหรือยัง”


          สำหรับพรรคการเมือง ประมวลจากพฤติกรรมดูดและการแตกเซลล์เป็นพรรคย่อยหรือพรรคสาขา สะท้อนถึงเม็ดเงินมหาศาล “ค่าตัวขั้นต่ำ 5 ล้านบาท” ที่จ่ายไปยังนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เพื่อคุมฐานคะแนนในตำบล แม้ไม่มีหวังชนะเลือกตั้งได้เป็นส.ส. แต่จำเป็นต้องทุ่ม เพื่อเก็บคะแนนลำดับที่ 2, 3, 4 นำมาคำนวณสัดส่วนปาร์ตี้ลิสต์ เพราะถ้าอยู่รวมกันเป็นพรรคใหญ่มี ส.ส.ล้นหลาม แต่พรรคนั้นๆ จะไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เลย


          สิ่งที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งมองข้ามไปไม่ได้ คือ “ข้อพิรุธในการย้ายทะเบียนเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้ง” โดยให้จับตาไปยังทะเบียนบ้านที่มีคนต่างนามสกุลมาอยู่รวมกันเยอะๆ ถ้าเจอขอให้สันนิษฐานเบื้องต้นได้เลยว่าเป็นการย้ายทะเบียนบ้านเพื่อให้มีผลต่อการเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี


          นโยบายในการหาเสียงของทุกพรรคการเมือง เป็นอีกจุดที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งต้องจับตามอง เพราะกฎหมายระบุชัด "ให้พรรคแจ้งนโยบายต่อ กกต.ก่อนจะนำไปโฆษณาหาเสียง” โดยต้องคำนึงถึงวงเงินที่ต้องใช้ ที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ รวมถึผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย เมื่อกกต.อนุมัติแล้วจึงจะนำไปใช้หาเสียงได้ โดยนโยบายหาเสียงจะเริ่มมีผลในตอนเข้าร่วมรัฐบาล และต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ถึงเวลานั้นจะถูกตรวจสอบว่า "นโยบายสอดคล้องกับนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่” นโยบายรัฐบาลกับนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกัน ก็จะกลายเป็นว่า "หาเสียงหลอกลวง” มาตั้งแต่ต้น เมื่อได้รับเลือกแล้วไม่ได้นำนโยบายหาเสียงมาใช้เลย


          ทุกพฤติกรรมไม่ว่าจะเป็นหัวคะแนน พรรคการเมือง และประชาชนผู้มีสิทธิ์หย่อนบัตร ล้วนบ่งชี้ถึงกระแสเงินมหาศาลที่จะทุ่มให้แก่การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า อย่างน้อยที่สุดผู้ตรวจการเลือกตั้งต้องจับให้ได้ เพราะหลังเสร็จสิ้นภารกิจจะมีการประเมินผล ผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ผลงานไม่ผ่านการประเมินจะถูกคัดชื่อออกจากบัญชี


          เปิดกลุ่มจังหวัด“ผู้ตรวจการเลือกตั้ง”
          สำหรับบัญชีกลุ่มจังหวัดตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยผู้ตรวจการเลือกตั้ง พ.ศ.2561 มีดังนี้
          กลุ่มที่ 1 กรุงเทพฯ สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี
          กลุ่มที่ 2 เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท อุทัยธานี
          กลุ่มที่ 3 ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว 
          กลุ่มที่ 4 ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส 
          กลุ่มที่ 5 ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา ภูเก็ต 
          กลุ่มที่ 6 ขอนแก่น อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย สกลนคร นครพนม หนองคาย บังกาฬ 
          กลุ่มที่ 7 นครราชสีมา ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ 
          กลุ่มที่ 8 สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร มุกดาหาร 
          กลุ่มที่ 9 เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน 
          กลุ่มที่ 10 นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์