
คุมเม็ดเงิน"หาเสียง"เท่าใดจึงจะพอ-ป้องโกงได้จริงหรือ?
คุมเม็ดเงิน"หาเสียง"เท่าใดจึงจะพอ-ป้องโกงได้จริงหรือ? : คมชัดลึก...ลุยเลือกตั้ง โดย... จักรวาล สาเหล่ทู
การเลือกตั้ง ส.ส. ในปีหน้าใกล้จะเข้ามาทุกที หลายพรรคเริ่มมีการขยับหาสมาชิกและทาบทามผู้สมัคร ส.ส.อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจัยหนึ่งที่น่าสนใจจับตามองคือ การใช้เงินหาเสียงในการส่งผู้สมัคร ส.ส. ลงแข่งหาเสียงในแต่ละพื้นที่ โดยในการเลือกตั้งปี 2554 นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคาะงบให้ผู้สมัครแต่ละคนใช้งบไม่เกิน 1.5 ล้านบาท โดยจากการยื่นตัวเลขงบหาเสียงของพรรคใหญ่ๆ ที่ผ่านมาไม่ได้ใช้งบเกินกว่าเพดานที่ กกต.กำหนดเอาไว้
กกต. ชุดปัจจุบันมีแนวคิดว่าจะเพิ่มเพดานงบหาเสียงให้เป็น 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นการคำนวณตามอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบัน แต่ทว่าคนละ 2 ล้านบาทนั้น จะเพียงพอต่อการหาเสียงในยุคปัจจุบันจริงๆ หรือ ?
ในเรื่องของการใช้งบหาเสียง ส.ส. นั้น “อรรถสิทธิ์ พานแก้ว” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า “ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้ว่าแต่ละพรรคการเมืองจะแจ้งกับ กกต. ว่าใช้งบไม่ถึงที่ได้มีการกำหนดเอาไว้ แต่ที่เคยได้ยินมาก็เป็นเทคนิคในการยื่นเรื่องของงบ คือยื่นตัวเลขให้ต่ำไว้ก่อน เพราะในกรณีที่ยื่นงบแบบพอดี อาจจะเกิดปัญหาในการตรวจสอบเพิ่มเติม ทำให้งบบานปลายและเกินกว่าที่กำหนดเอาไว้ แต่ถ้ายื่นตัวเลขต่ำไว้ก่อน เวลาที่ถูกเรียกตรวจสอบ แล้วพอมีงบเพิ่มเติมก็จะแก้ปัญหาเรื่องตัวเลขเกินได้”
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า ในส่วนของการควบคุมงบหาเสียงของ กกต. ในการเลือกตั้งนั้น งบประมาณที่มีการประเมินไว้ (2 ล้านบาท) นั้น ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการหาเสียงในปัจจุบัน ที่วันนี้มีเรื่องช่องทางสื่อออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งมีเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแน่ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ช่องทางนี้อย่างเดียวเป็นหลัก หรือว่าจะช่วยให้การใช้งบลดลง เพราะว่าท้ายที่สุดแล้ว สื่อบนภาคพื้นมีความสำคัญอยู่ดี โดยต้องไปดูว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ กกต.จะวางข้อกำหนดเหมือนเดิมหรือไม่
“เรื่องของขนาดป้าย หรือติดได้ถี่ขนาดไหน หรือจะมีทีวีพูลที่ให้แต่ละพรรคมาหาเสียงแบบเท่าๆ กัน และ กกต.จะมีข้อกำหนดเรื่องการหาเสียงช่องทางออนไลน์หรือไม่ ซึ่งการกำหนดเช่นนี้นอกจากทำให้จำกัดงบแล้ว ยังช่วยให้การแข่งขันการเลือกตั้งแฟร์กับพรรคที่ทุนน้อยด้วย ไม่เช่นนั้นพรรคที่เงินหนาก็ได้เปรียบ
แต่ถ้าจะถามว่า 2 ล้านบาทพอไหม เชื่อว่าในการเลือกตั้งยิ่งงบมากยิ่งทำให้การหาเสียงเข้าถึงประชาชน แต่การกำหนดตัวเลขทำให้ไม่เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในพรรคการเมืองมากนัก แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบการใช้งบของ กกต. ว่าจะบรรลุผลตามความตั้งใจหรือไม่” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็น
ขณะที่ "ยุทธพร อิสรชัย” นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มสธ. กล่าวเรื่องเดียวกันว่า จริงๆ แล้วเรื่องของการใช้งบประมาณการเลือกตั้งนั้น มีกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2540 แล้ว (การเขียนกฎหมายเพื่อกำกับการใช้เงิน) แม้ว่าจะมีเจตนาดีเพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองลงทุนเงินมากเกิน ที่จะนำไปสู่การหวังตำแหน่งและเพื่อถอนทุนคืน หรือป้องกันการแทรกแซงของนายทุนที่จะเข้ามาครอบงำพรรค
“แต่ไม่สามารถบังคับทำได้จริง เพราะสุดท้ายแล้วจะมีนักการเมืองบางคนย่อมใช้เงินกว่าที่กำหนดอยู่ดี และไม่ได้ช่วยให้ปัญหาหายไปด้วย”
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มสธ. กล่าวว่า การใช้เงินของการลงเลือกตั้ง ส.ส. จำนวนมากนั้น นอกจากจะมีเรื่องของการใช้เพื่อทำสื่อไว้หาเสียงทั่วๆ ไป เช่น ป้ายประกาศต่างๆ ยังมีเรื่องของ "เงินใต้ดิน” ที่ตรวจสอบไม่ได้ เช่นการซื้อเสียงประชาชน หรือการซื้อตัวนักการเมืองเข้าพรรค ดังนั้นในความเป็นจริง การแจ้งเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งต่อ กกต.นั้น ก็จะมีการตกแต่งงบ หรือว่าแจ้งไม่ครบเกิดขึ้น เพราะว่าหากแจ้งไปแบบพอดี หรือเกินก็จะทำให้ผิดกฎหมายไปอีก
นักวิชาการคนนี้กล่าวทิ้งท้ายว่า ส่วนแนวคิดที่จะมีการกำหนดงบใช้ในการหาเสียง 2 ล้านบาทต่อคนนั้น ค่าใช้จ่ายต่างๆ มีเรื่องรายละเอียดยิบย่อยมากมาย อย่างไรก็ตามเชื่อว่ามีการใช้เกินงบที่กฎหมายระบุอยู่แล้ว จึงไม่เห็นว่าการกำหนดเพดานงบในการหาเสียงจะช่วยเรื่องความเป็นธรรมในการหาเสียง หรือปลอดจากการโดนครอบงำโดยนายทุนได้ แต่ส่วนตัวเห็นว่า การแก้ปัญหาเหล่านี้ ควรให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย คือให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน หากมีการใช้เงินในทางที่ไม่ชอบ เพราะเงินไม่ใช่ทุกสิ่งในการเลือกตั้ง ส.ส.เสมอไป
“บางคนที่ใช้เงินเยอะ แต่ไม่ได้รับเลือก ไม่แน่ก็อาจจะช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเรื่องนี้ได้”
แม้ว่าขณะนี้ข้อกำหนดเรื่องของเพดานงบที่ใช้หาเสียงยังไม่ออกมา แต่ก็เชื่อได้ว่าเงินที่ใช้ในการเลือกตั้งนั้นสะพัดจำนวนมากอย่างแน่นอน แต่ว่าจะถูกใช้อย่างถูกต้องหรือไม่นั้น เรื่องนี้ต้องอยู่ที่กรรมการว่าจะตรวจสอบได้มากน้อยขนาดไหน และจะลงโทษให้เกิดความเกรงกลัวหรือไม่ แม้กฎหมายในวันนี้จะเพิ่มดีกรีการลงโทษอย่างหนักอยู่แล้วก็ตาม
แต่เชื่อเถิด...ย่อมมีคนฝืนลิขิตกฎหมายเสมอ !



