
จากประเทศกูมีถึง"ส.ว.ตู่มี""ไอติม"หวั่นได้รัฐบาลสวนฉันทามติ
จาก "ประเทศกูมี" ถึง "ส.ว.ตู่มี""ไอติม" หวั่นได้รัฐบาลสวนฉันทามติ : รายงาน โดย... อัญชลี อริยกิจเจริญ ทีมล่าความจริง เนชั่นทีวี
วันสุดท้ายของเดือนตุลาฯ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ หลานชายของ “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปลดจากการเป็นทหารกองประจำการ พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านคือ “พ้นเกณฑ์ทหาร” แล้ว เรียกว่าจังหวะเหมาะจริงๆ เพราะได้ออกมาเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่พอดี (แต่โชคร้ายที่ระบบล่ม น่าจะยังไม่ได้ลงคะแนน)
“ไอติม” คือนั กการเมืองเลือดใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ เรียกว่าเป็น “คนรุ่นใหม่” ในพรรคเก่าแก่ที่สุดของประเทศ ซึ่งว่ากันว่าเป็นพรรคที่มีความเป็นอนุรักษนิยมสูงมาก จึงน่าสนใจว่า “น้องไอติม” มีแผนผลักดันบทบาทของคนรุ่นใหม่ในพรรคอย่างไร
รวมทั้งทัศนะที่มีต่อกระแสโจมตีรัฐบาลผ่านเพลงแร็พอย่าง “ประเทศกูมี” และแนวโน้มผลการเลือกตั้งที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่ อาจไม่ได้มาจากเสียงของประชาชนผ่านสนามเลือกตั้งอย่างแท้จริงด้วย เนื่องจาก “ส.ว. 250 คน” ซึ่งผู้เขียนขอให้คำจำกัดความเองว่า “ส.ว.ตู่มี” เพราะมาจากการคัดเลือกและเคาะชื่อโดย คสช.ทั้งหมด จะมีบทบาทในการเลือกนายกฯ ซึ่งอาจไม่ได้มาจากเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นได้
เห็นประเด็นกันแล้ว หลายคนน่าจะอยากฟังคำตอบจากนักการเมืองรุ่นใหม่คนนี้...
เริ่มจากเพลง “ประเทศกูมี” ก่อน “ไอติม” มองว่ากระแสของเพลง “ประเทศกูมี” ไม่ได้มีอะไรแปลกประหลาด และไม่ควรเป็นประเด็นขึ้นมา เพราะแท้จริงที่แล้วก็คือการเคลื่อนไหวแสดงออกทางการเมืองแบบประชาธิปไตยธรรมดาๆ ที่ใครๆ ก็ทำในยุคออนไลน์ แถมยังแย้มว่า ทีมคนรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมสื่อสารกับประชาชนด้วยบทเพลงเช่นกัน โดยคิดเอาไว้ก่อนที่จะมีกระแสเพลงแร็พ 20 ล้านวิวนี้ด้วยซ้ำ
“ผมว่าเป็นสิทธิเสรีภาพที่ควรมีในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งในโลกที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ ก็ไม่ควรจะเป็นประเด็นเลย ปรากฏการณ์นี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะถ้าย้อนไป 20-30 ปีก่อน การแสดงออกทางการเมืองอาจเป็นรูปแบบการเดินชุมนุม หรือ ‘ออฟไลน์’ ซึ่งมีความเสี่ยง ต้องสละเวลา สละการงานของตัวเองเพื่อไปร่วม แต่พอมีรูปแบบออนไลน์ ก็ทำให้คนแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องสละเวลา หรือเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยเหมือนสมัยก่อน”
“การแร็พเป็นเรื่องดี สามารถสร้างพื้นที่ให้คนออกมาแสดงความคิดเห็น การที่โดนใจคน เพราะมันก็มีหลายประเด็นที่ค้างคาใจคนจริงๆ กับรัฐบาลชุดนี้ สำหรับทีมคนรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เตรียมดนตรีที่จะใช้สื่อสารกับประชาชนในนามคนรุ่นใหม่ของพรรคไว้แล้ว ซึ่งเป็นแผนก่อนที่เพลงแร็พเพลงนี้จะออกมาด้วยซ้ำ ขอให้รอดู”
ส่วนการทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเป็น “ทีมคนรุ่นใหม่” และ “เลือดใหม่” ในทางการเมือง พริษฐ์ซึ่งเพิ่งถอดชุดทหารรับใช้ชาติ บอกว่า ได้วางแผนไว้หมดแล้ว โดยจะเสนอนโยบายจากคนรุ่นใหม่ให้แก่พรรค และทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมคนรุ่นใหม่กับคนทุกรุ่น เพื่อให้ประชาธิปัตย์เข้าถึงง่าย และเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง
“การตั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ขึ้นมาก็เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนรุ่นใหม่กับพรรค เพราะต้องยอมรับว่าคนมองว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความเป็นทางการสูงมาก เข้าถึงลำบาก ดังนั้นเราจะเป็นสะพานให้ ถ้าใครมีแนวความคิดดีๆ ก็มาเชื่อมกับเราได้ จะไปหาและรับฟังเพื่อสื่อสารต่อให้แก่พรรค”
แน่นอนว่าในฐานะที่เป็นตัวแทนของคนเจนเนอเรชันนี้ ย่อมต้องมองเห็นความสำคัญของการใช้ “เทคโนโลยี” เป็นสะพานเชื่อมผู้คนเข้าด้วยกัน
“ผมคิดว่าตัวช่วยหลักคือเทคโนโลยี เหมือนกับการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สามารถเลือกตั้งผ่านมือถือได้ ซึ่งพรรคการเมืองอื่นก็สามารถทำได้ ที่ผ่านมาผมก็สมัครสมาชิกพรรคผ่านโทรศัพท์มือถือ เพราะอยู่ในค่ายทหาร ทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีช่วยให้สมาชิกมีส่วนร่วมได้ ทั้งการเสนอนโยบาย หรือการบริจาคเงิน”
มุมมองการเมืองต่อการเลือกตั้งครั้งใหม่ของ “ไอติม” นับว่าน่าสนใจ โดยบอกว่า ผลเลือกตั้งที่มีความเป็นไปได้ก็คือ นายกรัฐมนตรีคนใหม่และรัฐบาลชุดต่อไปอาจไม่ใช่เสียงข้างมากในสภาล่าง หรือสภาผู้แทนราษฎร หมายถึงการไม่ได้มาจาก “เสียงข้างมากของประชาชน” อย่างแท้จริง แต่ได้เป็นรัฐบาลและนายกฯจากการพึ่งพาอำนาจและมือของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน ซึ่ง “ไอติม” มองว่าหากเป็นแบบนั้นจริง ย่อมถือว่าไม่เคารพสิทธิ์ของประชาชนอย่างรุนแรง จึงขอเรียกร้องให้ ส.ว. 250 คนเคารพสิทธิ์และเสียงของประชาชนผ่านการเลือกตั้งด้วย
“ผมมีข้อกังวลอยู่มาก โดยเฉพาะบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญปี 60 ที่กำหนดให้ ส.ว.มีส่วนร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตั้งแต่รอบแรก ผมกลัวว่านายกฯ และรัฐบาลชุดต่อไปจะไม่ใช่เสียงข้างมากในสภาล่าง และไม่ได้มาจากเสียงข้างมากของประชาชน แต่มีการพึ่งอำนาจ ส.ว. 250 คนมาช่วยผลักดัน ถือว่าไม่เคารพสิทธิ์ประชาชนอย่างรุนแรง ผมจึงอยากขอร้อง 250 ส.ว.ว่าให้เคารพสิทธิ์และเสียงของประชาชนผ่านการเลือกตั้งด้วย”
นอกจากนั้น “ไอติม” ยังมีข้อกังวลว่า การเลือกตั้งจะเสรีและเป็นธรรมจริงหรือไม่ เพราะสมาชิกหลายคนของรัฐบาลชุดนี้ลงมาเป็นผู้เล่นเสียเอง ขณะที่ระบบการเลือกตั้งแบบ “บัตรเดียว” เขาก็ไม่เห็นด้วย แม้ถึงนาทีนี้จะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วก็ตาม
“ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับระบบบัตรเดียว เพราะผู้แทนที่ประชาชนต้องการในพื้นที่ อาจจะมาจากพรรคการเมืองที่เขาไม่ได้ชื่นชอบที่สุด แต่อาจมีพรรคที่ชื่นชอบซึ่งมีนโยบายที่ถูกใจและเขาอยากเลือกด้วยก็ได้ ผมไม่ได้ต่อต้านอะไรรุนแรง แต่ถ้าเลือกได้ คิดว่าประชาชนน่าจะมีสิทธิ์เลือกผู้แทนกับเลือกพรรค ตอนนี้เหมือนเป็นการบีบให้ประชาชนเลือก ก็ต้องรอดูว่าผลจะเป็นอย่างไร”
เมื่อถามถึงกระแสพยากรณ์ผลการเลือกตั้งล่วงหน้า โดยคิดตัวเลขแบบคณิตศาสตร์ว่าพรรคการเมืองไหนน่าจะได้คะแนนเท่าไรนั้น หลานชายอดีตนายกฯ ออกตัวว่า ส่วนตัวไม่อยากวิเคราะห์ เพราะมีโอกาสผิดพลาดสูง อยากให้ทุกคนสนใจนโยบายที่แต่ละพรรคนำเสนอมากกว่า
“ถ้าดูการเลือกตั้งต่างประเทศช่วง 2-4 ปีที่ผ่านมา คนที่โดนวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดหลังการเลือกตั้งทุกครั้งคือคนที่ทำโพลล์ เช่น เบร็กซิท (การโหวตให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป) โพลล์ที่ออกมาก็ผิด หรือการเลือกตั้งที่สหรัฐ โพลล์ออกมาว่า ฮิลลารี คลินตัน จะชนะ ปรากฏว่าแทบทุกโพลล์ผิด รวมถึงเลือกตั้งที่มาเลเซียก็ถือว่าพลิกล็อกพอสมควร เพราะฉะนั้นเรามานั่งคำนวณคณิตศาสตร์ตรงนี้อาจจะไม่สร้างสรรค์เท่ากับเรามาดูดีกว่าว่านโยบายที่แต่ละพรรคนำเสนอคืออะไร”
นี่คือมุมมองและทัศนะของนักการเมืองเลือดใหม่ที่หลายคนคาดหวังว่าจะเข้ามาไล่น้ำเสียการเมืองไทย !



