
เจาะการเมืองยุค4.0สินทรัพย์ดิจิทัลกับประเทศไทย"
นักการเมืองไทยเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าคืออะไร... จะใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
ช่วงนี้ “พรรคการเมืองไทย” ทยอยเปิดตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งรายวัน ทั้งแบบเปิดเต็มที่กับเปิดแบบโยนหินถามทาง เป็นที่น่าแปลกใจว่าพรรคการเมืองทุกพรรคในขณะนี้มีนโยบายหาเสียงคล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นอดีตเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อเขียว เช่น นโยบายการศึกษา เด็กไทยเรียนฟรี นโยบายเกษตร อุดหนุนชาวไร่ชาวนามีที่ดินทำกิน นโยบายสวัสดิการสังคม ดูแลคนชรา จ่ายเงินคนจน ฯลฯ
แต่ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงนโยบายของพรรคการเมืองตนเองในเรื่อง “สกุลเงินดิจิทัล” หรือ สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital asset) ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในหลายประเทศทั่วโลก
นักลงทุนและนักพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทยหลายกลุ่มพยายามเรียกร้องให้พรรคการเมืองและนักการเมืองออกมาแสดงวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้ เพื่อเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจว่าจะลงคะแนนเสียงให้หรือดีหรือไม่?
เนื่องจากมูลค่ารวมตลาดของสกุลเงินดิจิทัล ที่มีอยู่เกือบ 2 พันสกุลทั่วโลก มีมูลค่าเกือบ 7 ล้านล้านบาท เช่น เงินสกุลที่คุ้นหูอย่าง บิทคอยน์ อีเธอเรียม ริปเปิล
หลายประเทศทั่วโลกใช้เงินดิจิทัลหรือสินทรัพย์ดิจิทัลซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าอย่างเสรี มีรัฐบาลออกกำหมายรับรอง เช่น อเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น โดยเมื่อต้นปีวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศใช้ “สกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติ” เป็นประเทศแรกของโลก วันแรกที่เงินสกุลดิจิทัลใหม่ชื่อว่า “เปโตร” เปิดตัวขาย สามารถทำยอดได้ถึง 2.5 หมื่นล้านบาท
คนไทยส่วนหนึ่งคุ้นเคยกับเงินดิจิทัลดี แต่จากนี้ไปคนไทยจะคุ้นเคยมากขึ้น เพราะ “บริษัทไลน์” ที่คนไทย 40 ล้านคนใช้ส่งข้อความพูดคุยกันนั้น กำลังเตรียมเปิดใช้ “สกุลเงินของไลน์” เพื่อซื้อขายสินค้าเงินกู้หรือแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัลอื่นๆ ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน
ปีนี้ “กระทรวงการคลัง” ยุค รัฐบาล คสช. ออกกฎหมายเป็นพระราชกำหนด 2 ฉบับได้แก่ “พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2561” บังคับใช้ตั้งแต่ 13 พฤษภาคม โดยมีจุดมุ่งหมายเปิดทางให้กรมสรรพากรสามารถเก็บภาษีคนซื้อ คนขาย คนโอน หรือคำทำกำไรจากเงินดิจิทัลได้อย่างสะดวก ในอัตราร้อยละ 15
และกฎหมายอีกฉบับคือ “พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561” บังคับใช้ 14 พฤษภาคม เพื่อรองรับเงินดิจิทัลให้เป็น “สินทรัพย์ดิจิทัล” มีการกำหนดนิยามความหมาย ระเบียบการทำธุรกิจ กลไกการกำกับดูแล อำนาจหน้าที่ และบทลงโทษต่างๆ
หมายความว่าต่อไปนี้ประเทศไทยจะมีสินทรัพย์ 3 ชนิดด้วยกันคือ สินทรัพย์มีตัวตน เช่น เงินสด บ้าน ที่ดิน ฯลฯ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ลิขสิทธิ์ สัมปทาน สิทธิการเช่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ และ “สินทรัพย์ดิจิทัล” เช่น “คริปโตเคอเรนซี” โทเคน หรือเงินดิจิทัลรูปแบบอื่นๆ
“รื่นวดี สุวรรณมงคล” อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวในงานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “การบังคับคดีกับสินทรัพย์ดิจิทัล” ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ว่าในวันนี้แม้ว่าจะมีกฎหมายเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลแล้วแต่ยังมีความสับสนเรื่องเกี่ยวกับรายละเอียดของสินทรัพย์ดิจิทัลในหลายเรื่อง เช่น มีกี่ประเภท สิทธิ ครอบครองเป็นอย่างไร การระดมทุน การควบคุมดูแล หรือแม้กระทั่งเมื่อเกิดเป็นคดีความจะอายัดทรัพย์สินหรือจำหน่ายจ่ายโอนกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างไร ทั้งของบุคคลทั่วไป นิติบุคคล องค์กร หน่วยงานรัฐ
แสดงให้เห็นว่าตอนนี้ประเทศไทยกำลังสับสนกับ “นโยบายสกุลเงินดิจิทัล” ทั้งเรื่องการกำหนดกฎหมายควบคุม กำหนดตลาดดูแลซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลระหว่างประเทศ การยึดสินทรัพย์ดิจิทัล การสนับสนุนการลงทุน การขายทอดตลาด ฟอกเงิน ฯลฯ
ทีมข่าวพิเศษ “คม ชัด ลึก” สอบถามความเห็นตัวแทนคนไทยว่า นักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่จะมาลงสมัครรับเลือกตั้งควรมีนโยบายเกี่ยวกับ สกุลเงินดิจิทัล หรือ “สินทรัพย์ดิจิทัล” อย่างไร
ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ นักวิชาการหนุ่มรุ่นใหม่ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวแสดงความเห็นว่า ขณะนี้รัฐบาลหลายประเทศกำลังตื่นตัวจัดทำกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั่วโลก เพราะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่หันมาใช้เงินดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับดูแลเรื่องเกี่ยวกับการเงินและสินทรัพย์ แต่เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าจริง และจับต้องได้ เช่น การยึดทรัพย์ก็ไปยึดบ้านหรืออายัดเงินในธนาคารตามที่กฎหมายแพ่งหรือกฎหมายอาญากำหนดไว้ แต่ถ้าโลกในอนาคตเปลี่ยนไปใช้เงินดิจิทัลหรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีตัวตน ไม่มีสมุดบัญชีธนาคาร การยึดทรัพย์จะทำอย่างไร นโยบายของรัฐในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจน เช่น ย้อนไปในอดีต คนยุคเก่าจะติดต่อกันด้วยวิธีการเขียนจดหมาย ต่อมาก็พัฒนาเป็นอีเมล ไม่ต้องมีกระดาษอีกต่อไป เหมือนกับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเกิดการเปลี่ยนระบบและเปลี่ยนรูปแบบที่แตกต่างไปจากอดีต เช่น การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน
“เท่าที่ฟังพรรคการเมืองมาหลายพรรค ยังไม่ค่อยได้ยินนโยบายเรื่องนี้เท่าไรนัก ทั้งที่กลไกของสภาผู้แทนราษฎรที่จะมาดูแลออกกฎหมายเหล่านี้ในอนาคตอันใกล้ เป็นเรื่องสำคัญ นักการเมืองหรือผู้นำรัฐบาล รวมถึงข้าราชการหรือหน่วยงานรัฐ ต้องมีความเข้าใจและหมุนให้ทันโลกในเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัล อยากฟังวิสัยทัศน์ของนักการเมืองเทยในเรื่องนี้เหมือนกัน ว่ามีความคิดอย่างไรบ้าง มีแนวคิดจะออกฎหมายสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างไร เช่น กระบวนการยุติธรรม กรมบังคับคดี ศาล ฯลฯ”
“สถาพน พัฒนะคูหา” กรรมการผู้จัดการบริษัท สมาร์ทคอนแทรก ไทยแลนด์ แสดงความเห็นสอดคล้องกันว่า รัฐบาล คสช.มีการพูดถึงไทยแลนด์ 4.0 และเศรษฐกิจดิจิทัลกันหลายครั้งหลายหน แต่ยังไม่เคยพูดเกี่ยวกับเงินดิจิทัลในอนาคตว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีอย่างไร หรือในเรื่องบิสสิเนสโมเดล เพราะจากนี้ไปกฎระเบียบหรือกฎหมายที่มีอยู่อาจไม่สามารถครอบคลุมได้หมด เช่น ถ้าบริษัทหรือหน่วยงานในอนาคตจะติดต่อกันทำเป็นสมาร์ทคอนแทรก หรือสัญญาที่เป็นโค้ดเฉพาะเทคโนโลยีเฉพาะ เช่น บล็อกเชน หรือใช้สกุลเงินดิจิทัลบิตคอยน์ ในการซื้อขายแลกเปลี่ยน แตกต่างจากพรรคการเมืองหรือผู้นำการเมืองในต่างประเทศจะโชว์วิสัยทัศน์เลยว่ามีแนวทางบริหารเรื่องพวกนี้อย่างไร จะออกกฎหมายแนวไหน
“เพราะธุรกิจใหญ่ข้ามชาติทั่วโลกเริ่มใช้ระบบเหล่านี้อย่างจริงจังแล้ว และต้องการความชัดเจนของรัฐบาลในแต่ละประเทศว่ามีนโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจเงินเสมือนหรือเงินดิจิทัลนี้อย่างไร การแลกเปลี่ยนสกุลเงินจริงและเงินดิจิทัล การเก็บภาษี กฎหมาย จะเป็นอย่างไร หรือแม้กระทั่งการจัดการกับธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน การค้ายาเสพติด หรือการค้ามนุษย์ ถ้าพวกนี้หันมาใช้วิธีซื้อขายและโอนเงินให้กันด้วยสกุลเงินดิจิทัล รัฐบาลจะมีนโยบายจัดการอย่างไร เพราะกฎหมายเก่าๆ ควบคุมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หากพรรคไหนมาสมัครเลือกตั้งก็ควรมีนโยบายนี้มาแถลงให้ชัดเจนด้วยจะดีมาก แม้แต่ในอเมริกา รัฐต่างๆ ก็มีนโยบายเรื่องนี้แตกต่างกัน”
สกุลเงินดิจิทัลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลกที่กำลังถูกปฏิวัติพลิกผันด้วยดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น อีกไม่นานจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างในสังคมและศรษฐกิจของโลกใบนี้ ตั้งแต่รากฐานกระบวนการสื่อสาร การทำงาน การผลิตสินค้า การขายสินค้า การตลาด ฯลฯ
คนไทยจึงคาดหวังให้ “นักการเมือง” ที่กำลังจะลงสมัครรับเลือกตั้งช่วยไปศึกษาและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างลึกซึ้งก่อนจะมาเดินขอเสียงเพื่อให้เลือกตัวเองมาบริหารประเทศไทยในปีหน้า
“นรินทร์ฤทธิ์ เปรมอภิวัฒโนกุล” กรรมการสมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ (TISA) กล่าวว่า ก่อนจะพูดถึงนโยบายสกุลเงินดิจิทัล ต้องถามก่อนว่านักการเมืองไทยมีความเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าคืออะไร จะใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
นักการเมืองต้องมองล่วงหน้าไปได้ว่าโลกเศรษฐกิจและการเงินกำลังหมุนไปทางไหน ตอนนี้สังคมทั่วโลกและสังคมไทยกำลังถูกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก ในอดีตรัฐบาลไทยชอบตั้งหน่วยงานเฉพาะเข้ามาดูแลเรื่องพวกนี้ แต่สุดท้ายกลายเป็นมาหาผลประโยชน์ มาตั้งพรรคพวกหรือคนของตัวเองเข้ามาทำงาน คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าของประเทศ
“อยากเห็นพรรคการเมืองใหม่ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลมีความโปร่งใสและเข้าใจถึง ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น ต้องมีวิธีคิดว่าจะตั้งงบประมาณ จะบริหารประเทศในภาคส่วนต่างๆ อย่างไร เช่น ภาคเกษตร ภาคท่องเที่ยว ภาคการเงิน การธนาคาร วันนี้พูดถึงสินทรัพย์ดิจิทัล มีบิตคอยน์ โทเคน คริปโตเคอร์เรนซี บล็อกเชน ฯลฯ แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้าอาจเปลี่ยนเป็นเทคโนโลยีอย่างอื่นแล้วก็ได้ นักการเมืองที่มาเป็นตัวแทนของประชาชนต้องคิดวิธีบริหารและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้”
ข้อแนะนำเบื้องต้นสำหรับ “พรรคการเมืองและนักการเมืองไทย” ที่กำลังเตรียมเปิดตัวลงสมัครหาเสียงเลือกตั้งนั้น ก่อนอื่นควรไปศึกษาหาข้อมูลและประชุมปรึกษาหารือในเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งเพราะเป็นเรื่องสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน
ช่วงที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้ “รัฐบาล คสช.” นานกว่า 5 ปีนั้น เศรษฐกิจโลกหมุนไปไกลมากแล้ว
ดังนั้นรัฐบาลใหม่ต้องเตรียมวิ่งตามให้ทัน ไม่ใช่แค่นโยบายดูแล “สกุลเงินกระดาษ” แต่ต้องพูดถึง “สกุลเงินดิจิทัล” ด้วยว่าจะเอาอย่างไร สนับสนุนเต็มที่หรือชะลอไว้ก่อน
ตอนนี้นักธุรกิจและคนไทยยุคดิจิทัลกลัวอย่างเดียวคือ กลัวว่านักการเมืองไทยจะถามว่า “สินทรัพย์ดิจิทัล” แปลว่าอะไรกันจ๊ะ????



