คอลัมนิสต์

แง้มประตูรัฐประหาร สกัดการเมืองวุ่น?

แง้มประตูรัฐประหาร สกัดการเมืองวุ่น?

03 พ.ย. 2561

แง้มประตูรัฐประหาร สกัดการเมืองวุ่น? : คอลัมน์... ขันเชือกท็อปบู๊ต  โดย... สไนเปอร์

 


          เริ่มเห็นเค้าลางความวุ่นวายทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นนับต่อจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้หน่วยงานความมั่นคงประเมินสถานการณ์และทบทวนแผนรองรับ ก่อนจะมีการปลดล็อกการเมืองทั้งหมดในห้วงเดือนธันวาคมนี้ เพื่อคงระดับความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย และติดตามความเคลื่อนไหวดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงจะก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกระลอก

 

 

          ภายหลัง คสช.ประกาศคลายล็อก เปิดให้พรรคการเมืองทำ 6 กิจกรรม โดยไม่ต้องขออนุญาต เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา บรรยากาศถือว่าเป็นไปด้วยดี และยังไม่พบว่ามีพรรคการเมืองใดดำเนินการนอกกรอบที่กำหนดให้ แต่ความพยายามสร้างเงื่อนไข ให้เกิดความขัดแย้ง ยังปรากฏอย่างต่อเนื่องทันที


          มีการปล่อยเพลงแร็พ ประเทศกูมี โดยมีเนื้อหาเสียดสี รัฐบาล คสช. รวมถึงเรื่องราว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศ โดยเฉพาะการจำลองเหตุการณ์เดือนตุลา ออกมาปรากฏในเอ็มวี


          คสช.พบข้อมูลว่า กลุ่มนักร้องเพลงประเทศกูมี เคยร่วมกิจกรรมและขึ้นเวทีร้องเพลง ในงานประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ช่วงเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา เมื่อพิจารณาบุคคลที่ร่วมในเอ็มวี พบว่าเป็นกลุ่มเดียวกับ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ของรังสิมันต์ โรม ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกพรรคอนาคตใหม่อีกด้วย ส่วนการดำเนินการนั้น คสช.เชื่อว่า หากไม่เข้าไปช่วยต่อ ก็จุดไม่ติด

 

          “ที่นายกฯ บอกไม่ให้ความสำคัญ เป็นสิ่งถูกต้องที่สุดแล้ว และท่านก็ดูเอ็มวี บอกท้อใจ ด่าตัวท่าน ด่า คสช.ไม่เป็นไร แต่มันคือการด่าประเทศของตัวเองให้คนอื่นฟัง เป็นนักการเมืองอาสาเข้ามาทำงานให้ประชาชน แต่สนับสนุนให้คนด่าประเทศของตัวเอง หากกลุ่มนักร้องเพลงแร็พ ปล่อยเพลงอื่นๆ ที่มีเนื้อหาทำนองเดียวกับ เพลงประเทศกูมี ตามมาอีก ก็คงต้องให้สังคมตัดสินกันเองว่าสนับสนุนคนกลุ่มนี้หรือไม่” แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงระบุ



 


          นอกจากนี้ คสช.ยังรวบรวมหลักฐาน คลิปวิดีโอความเคลื่อนไหวของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศในห้วง 4 ปีที่ผ่านมา เตรียมส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)หากมีการร้องขอ เพื่อตรวจสอบการกระทำที่เข้าข่ายผิด มาตรา 28 และ 29 ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่ห้ามพรรคการเมืองยินยอมให้บุคคลภายนอกยุ่งเกี่ยวกับกิจการในพรรค หากมีมูลจะทำให้พรรคเพื่อไทยถูกยุบ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความไม่เรียบร้อยในอนาคต


          โดยเฉพาะคลิปในวงรับประทานอาหารกลางวันฉลองวันเกิด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งทักษิณได้ต่อสายวิดีโอคอลล์ พูดคุยกับ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวมทั้งบทสัมภาษณ์ของนายทักษิณกับสื่อชื่อดังของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม นี้


          “พฤติกรรมคุณทักษิณ ในระยะหลังชัดเจนขึ้นว่าเข้ามามีบทบาทในพรรคเพื่อไทย และทุกคนในประเทศรับรู้กันทั่วว่า คุณทักษิณ เป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทย จะหาข้อมูลแกนนำพรรคต้องบินไปหาคุณทักษิณนั้นหลักฐานชัดเจน แต่ทั้งนี้ กกต.คงต้องสืบพยานว่า การกระทำของคุณทักษิณเข้าข่ายหรือไม่ กฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว ว่าอะไรทำได้ หรือไม่ได้ และอีกไม่นาน พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ก็จะออกมาอีก” แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง กล่าว


          อุณหภูมิการเมืองที่กำลังกรุ่นอยู่ขณะนี้ น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอทำให้ พล.อ.อภิรัตช์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ไม่รับประกันว่าประเทศไทยจะเกิดรัฐประหารอีกหรือไม่ ?? เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในปีหน้านี้ถือเป็นจุด ‘เปราะบาง’ 


          โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งในปี 2562 ไม่ว่าพรรคการเมืองใดชนะเลือกตั้ง หรือใครก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะส่งผลต่อการไม่ยอมรับของคนบางกลุ่ม


          สิ่งที่น่าจับตา คือการประชุมคณะผู้บัญชาการทหาร ประกอบด้วย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และเสนาธิการทหาร


          ตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติการจัดส่วนราชการของกระทรวงกลาโหม พ.ศ 2551 จากเดิมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อประเทศเกิดวิกฤติ หรือมีภัยสงคราม แต่ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้สั่งยกระดับจัดประชุมเป็นเดือนละสองครั้ง เช่นเดียวกับการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ


          ด้านหนึ่งมองว่า การเพิ่มความถี่ประชุมคณะผู้บัญชาการทหาร ไม่มีอะไรในก่อไผ่ เนื่องจาก พล.อ.พรพิพัฒน์ ต้องการเพิ่มบทบาทกองบัญชาการกองทัพไทย ไม่ให้เป็นเพียง ‘เสือกระดาษ’ รวมถึงการบูรณาการเตรียมความร่วมมือกับเหล่าทัพ รองรับการฝึกร่วมระดับนานาชาติ ในปีหน้า เช่น การฝึกคอบร้าโกลด์ การฝึกร่วมในระดับพหุภาคีในกรอบอาเซียน แต่ในมุมกลับกัน การหารือระหว่างคณะผู้บัญชาการทหาร ยังถูกมองว่าเป็นการเตรียมพร้อมล่วงหน้า เพื่อรับมือสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ อาจเกิดวิกฤติจากเหตุการเมือง


          เป็นที่น่าสังเกตว่า ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก่อนจะเกิดรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เพียงแค่ 2 เดือน มีการประชุมคณะผู้บัญชาการทหาร เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2557 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย โดยผู้บัญชาการเหล่าทัพในขณะนั้น


          การเรียกประชุมดังกล่าว เพื่อร่วมหารือการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และแนวทางการประกาศใช้กฎอัยการศึก ในการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 เมษายน 2557


          “ถือเป็นอำนาจของผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะเรียกประชุมได้ ส่วนการทำรัฐประหาร จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ไม่มีใครบอกได้ เพราะไม่มีใครล่วงรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่กองทัพทำได้ในขณะนี้คือ การดูแลความสงบเรียบร้อย โดย พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำตลอดจะไม่ยอมให้เหตุการณ์ความวุ่นวายในอดีตเกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด ส่วนสถานการณ์ขณะนี้ยอมรับว่ายังไม่น่าไว้วางใจ โดยเฉพาะหลังปลดล็อกการเมือง เชื่อว่าจะมีความเคลื่อนไหวมากกว่านี้ นิสัยคนไทยไม่ยอมกันง่ายๆ เปรียบเหมือนลูกบอลที่เรากดเอาไว้ใต้น้ำ เมื่อปล่อยมือลูกบอลจะพุ่งออกมา” แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง ระบุ


          หากจะเรียงลำดับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่พัฒนามาถึงการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557 จะพบว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากความไม่พอใจการบริหารงานรัฐบาลของคนกลุ่มหนึ่ง และไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา จนลุกลามบานปลาย มีการปลุกระดมกลายเป็นการชุมนุมขนาดใหญ่ บุกเข้ายึดสถานที่สำคัญหวังใช้ต่อรองกับรัฐบาล รวมถึงการรวมตัวกันของกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล ในการจัดม็อบต้าน จนทำให้เกิดการปะทะระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุม หรือผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ 


          ประเด็นสำคัญคือ กลุ่มหัวรุนแรง ใช้อาวุธสงครามกระทำต่อกลุ่มผู้ชุมนุม จนทำให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสีย ในขณะที่การบังคับใช้กฎหมายปกติของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีประสิทธิภาพ จนทำให้สถานการณ์เลวร้าย 


          รัฐบาลจึงต้องประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ก่อนพัฒนาเป็นการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก โดยฝ่ายทหารเข้ามามีอำนาจในการดูแลความเรียบร้อยภายในประเทศ จนมาถึงแผนเผชิญเหตุสุดท้ายของกองทัพ คือ รัฐประหาร