
กำเนิดเจ้าสัวจุดตัดประวัติศาสตร์
กำเนิดเจ้าสัวจุดตัดประวัติศาสตร์ : รายงาน
บนเส้นทางความมั่งคั่ง “เจ้าสัววิชัย” มิต่างจากการเขียนประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ-การเมือง จากกงสีสิ่งพิมพ์ทะยานสู่ร้านค้าปลอดภาษี และอื่นๆ อีกมากมาย “เจ้าสัววิชัย” ฟันฝ่ามาทุกวิถี นอกเหนือจากลิขิตแห่งฟ้า ความสำเร็จจะลุล่วงได้ ย่อมต้องมีพวกพ้อง
การจากไปอย่างไม่คาดฝันของ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” สะท้อนความไม่แน่นอนแห่งชีวิต แต่เส้นทางก่อนนั้นของเขา กลับแน่ยิ่งกว่าแน่ !!
เพราะเขาได้ขีดเส้นทางชีวิตตนเอง ตั้งแต่เป็น "วิชัย รักศรีอักษร” ว่าต้องเบนหัวจากธุรกิจของครอบครัว ที่ บริษัท ศรีอักษร (1980) จำกัด ซึ่งขายตัวพิมพ์และอุปกรณ์การพิมพ์ มาสู่เส้นทางร้านค้าปลอดภาษี ที่ยังไงก็เห็นอนาคตมากกว่า !
โดยราวปี 2532 เมื่อรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ให้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สามารถดำเนินธุรกิจร้านสินค้าปลอดอากรในเมืองไทยได้ ในลักษณะให้สัมปทาน “เอกชน” และมีผลประโยชน์ร่วมกัน เหมือนกับที่ “การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย” ให้สัมปทาน บ.บี-เอดีเอฟ ทำที่่สนามบินดอนเมืองมาก่อนหน้านั้น
วิชัย นักธุรกิจหนุ่มวัยเพียงสามสิบต้นๆ ก็ไม่รอช้า หอบเอาโปรเจกต์ยักษ์มาทุ่มไว้ที่นี่ทันที
ทุ่มทุนฝันที่ดาวน์ทาวน์
จะเพราะชะตาฟ้าลิขิต สัมปทานตกเป็นของ บริษัท ดาวน์ทาวน์ ดี.เอฟ.เอส.(ไทยแลนด์) จำกัด ของวิชัย
เขากลายเป็นผู้บริหาร “บริษัท ททท. สินค้าปลอดอากร จำกัด” หรือ ทีเอที ที่มีหุ้นร่วมกับ ททท. ซึ่งข้อตกลงคือจะมีการแบ่งหุ้นให้ ททท. 10% และถือสัมปทาน 5 ปี
เสี่ยวิชัยวัยหนุ่มได้เลือกอาคารมหาทุนพลาซ่า ถ.เพลินจิต เป็นที่ตั้งบริษัท และหน้าร้าน
แต่แล้วช่วงแรก วิชัยถูกโจมตีเกี่ยวกับความโปร่งใสในการประมูล หนักๆ เข้า เขาจึงลาออกหมดทุกตำแหน่งในทั้งสองบริษัทเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
วิชัยหายเงียบไป 2 ปีเต็ม ข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์ เล่าว่า ช่วงนั้นเขาไปฝึกวิทยายุทธ์บริหารธุรกิจร้านค้าปลอดอากรแห่งหนึ่งที่ฮ่องกง (ข่าวระบุว่าเป็น บ.ยูโรป้าปรินซ์)
ผ่านมาจนราวปี 2535 เสี่ยหนุ่มในวัย 34 กลับมาพร้อมหมายศาลแจ้งจับผู้ที่ประโคมข่าว ทำลายชื่อเสียงของเขา
แล้วหวนคืนถิ่นเก่าที่ดาวน์ทาวน์ และ บ.สินค้าปลอดอากร จำกัด แถมทีนี้ได้เป็น “กรรมการผู้จัดการทั่วไป” มีอำนาจเต็มที่ทางการบริหาร !!
จากนั้นโชว์ฟอร์มสด สร้างยอดขายขยายสาขา มีร้านที่หน้ากรมศิลปากร ถ.หน้าพระธาตุ และที่ จ.ภูเก็ต แถมไปไกลถึงกัมพูชาภายใต้ชื่อ “ทีเอที พนมเปญ” ขายทั้งในสนามบินและในเมือง...รุ่งสุดๆ !
แถมยังผลักดันจน รัฐบาลสมัยชวน หลีกภัย “ไตรรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งเก้าอี้ รมช.คลัง ยอมเปลี่ยนเงื่อนไขให้ทีเอทีขายสินค้าปลอดอากรให้แก่คนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศได้ หลังจากที่ให้เฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้น
นับจากนั้น คนไทยก็สามารถซื้อสินค้าจากร้านปลอดอากรในเมืองได้ 4 แห่งคือ ที่อาคารมหาทุนพลาซ่า, หน้ากรมศิลปากร, จ.ภูเก็ต รวมทั้งในประเทศเพื่อนบ้าน
ผ่านมาจนปี 2536 ททท. ไม่ให้เสี่ยวิชัยไปต่อ โดยนอกจากไม่ต่อสัญญาแล้ว ททท.ยังไปเปิดร้านค้าปลอดภาษีเองที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ชั้น 7
ทั้งหมดนี้ วิชัยบอกว่าเป็นเรื่องของการเมืองล้วนๆ แต่เขาเดินหน้าต่อไปที่มหาทุนพลาซ่า ถึงจะกำไรน้อย ขาดทุน แต่ก็ยังสู้ !
จนที่สุด ก็มาถึงวันของเขาอีกครั้ง คือ ทอท.ได้มีการเปิดประมูลสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีที่ดอนเมืองรอบใหม่พอดี
เสี่ยวิชัยจึงไม่รอช้า เข้าไปประมูล และได้สัมปทานมาครอง รับผิดชอบพื้นที่อาคาร 2 กับอีกเจ้าที่ได้สัมปทานรับผิดชอบพื้นที่อาคาร 1
แต่ภายหลังเจ้าที่ทำอยู่อาคาร 1 มีปัญหาร้องเรียน ทอท.จึงไม่ต่อสัญญาให้ เป็นอันว่า “ส้มหล่น” ที่ดอนเมือง ! เสี่ยวิชัยได้สัมปทานแต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่ปี 2536-2549 รวมท่าอากาศยานเชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ด้วย !!
ที่สุดบริษัท ดาวน์ทาวน์ ดี.เอฟ.เอส. (ไทยแลนด์) จำกัด ก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น “คิง เพาเวอร์”
และยิ่งปังสุดๆ เมื่อช่วงปี 2547 ที่รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร มีการเปิดประมูลล่วงหน้าหาผู้เข้ามาบริหารพื้นที่ ซึ่ง คิง เพาเวอร์ คือผู้ชนะ !! (สัญญานับแต่ปี 2549)
วิชัย กลายมาเป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด เจ้าอาณาจักรดิวตี้ฟรีที่สนามบินสุวรรณภูมิอันลือลั่น !
และการได้สัมปทาน 10 ปีที่สุวรรณภูมิ คือฝั่งฝันที่เขาจะวางมือให้ทายาทได้อย่างสบายใจ
สายสัมพันธ์-ลมใต้ปีก
ความสำเร็จหนึ่งที่ไม่ต้องบรรยาย คือช่วงปี 2555 วิชัยได้รับพระราชทานนามสกุลใหม่ “ศรีวัฒนประภา” จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
แต่ที่เหลือ หากใครปะติดปะต่อ จะพบว่าการเติบโตของเสี่ยวิชัยล้วนมีคนหลายคนที่เป็นเหมือนลมใต้ปีก
หนึ่งในนั้นมี “เสี่ยหมึก” มนตรี พงษ์พานิช อดีตหัวหน้าพรรคกิจสังคมผู้ล่วงลับ ที่มีตำแหน่ง รมว.คมนาคม สมัยรัฐบาลชาติชาย
บ้างว่า เสี่ยหมึกคือพี่ชายที่ี่รัก และชักนำวิชัยเข้าสู่วงการพระเครื่อง จนกลายเป็นผู้มีรังพระที่ทุกคนต้องกรี๊ดสลบ !
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูลว่า ในกลุ่มของเสี่ยหมึกยังมีคนชื่อ “พ้อง ชีวานันท์” อดีต ส.ส.พระนครศรีอยุธยา อีกคน รายนี้เคยทำธุรกิจ “อินโฟร์เทล คอมมูนิเคชั่น” ให้บริการ “ออดิโอเท็กซ์ยุคใหม่” โดยมีเสี่ยวิชัยร่วมถือหุ้นอยู่ด้วย
แต่พ้องเองก็เป็นเพื่อนรักของมนตรีมานาน พอๆ กับนายตำรวจใหญ่คนหนึ่ง ที่เคยติดตามอยู่ใกล้ชิดเสี่ยหมึก คือ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง
ดังนั้น เราจึงได้เห็น “บิ๊กอ๊อด” พร้อมกับครอบครัวศรีวัฒนประภาในภาพข่าว ที่เขาได้ไปวางพวงหรีดแสดงความอาลัยแด่เจ้าสัวผู้นี้ที่อังกฤษ
เหล่านี้ บางคนว่านี่คือสายสัมพันธ์ของคนในระดับตำนาน โดยมี “เสี่ยหมึก” นั่งเป็นดาวฤกษ์ หรือจะเป็นเสี่ยวิชัยก็แล้วแต่จะมองมุมไหน !
แต่ที่แน่ๆ พวกเขามีสิ่งที่เหมือนกันคือความหลงใหลในพระเครื่องชนิดทุ่มสุดตัว ไปสุดทาง !!
หลังเสี่ยหมึกจากไปในปี 2543 และเมื่อถึงเวลาที่เสี่ยวิชัยมองว่าตนเองควรพักได้แล้ว เขาจึงหันไปสนใจเรื่องฟุตบอลอย่างจริงจัง
จนเมื่อศึกษาหาข้อมูลอยู่ช่วงหนึ่ง ผ่านมาจนปี 2553 วิชัยข้ามฟ้าไปสร้างตำนานที่ “เลสเตอร์ซิตี" แดนผู้ดี
ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จวบนาทีสุดท้ายของชีวิตในวัย 60 ปี



