คอลัมนิสต์

"ประเทศกูมี" บทเรียนที่เพิ่งเริ่มต้น

"ประเทศกูมี" บทเรียนที่เพิ่งเริ่มต้น

01 พ.ย. 2561

"ประเทศกูมี" บทเรียนที่เพิ่งเริ่มต้น : บทความพิเศษ โดย... พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร


 

          เพียงแค่เจ็ดวันที่บทเพลง “ประเทศกูมี” นำเสนอโดย Rap Against Dictatorship ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ มียอดผู้เข้าชมยูทูบมากกว่า 20 ล้านวิว พร้อมคอมเมนต์หลายหมื่นคอมเมนต์ที่เชียร์กันอย่างล้นหลาม ซึ่งนับว่าเป็นเพลงที่ไม่ธรรมดาในรอบหลายๆ ปี ทำเอาคนที่ไม่เคยรู้จักหรือไม่นิยมชมชอบเพลงแร็พ ต่างต้องเข้าไปค้นหาความจริง

 

 

          ต้องยอมรับว่าตัวเร่งที่ทำให้เพลงที่แทบไม่มีคนรู้จักมียอดเข้าชมสูงมากอย่างถล่มทลาย ทั้งๆ ที่คนจำนวนมากไม่เคยรู้จักหรือได้ยินเพลงนี้มาก่อน หรือแม้แต่ชื่อวงก็ไม่เคยได้ยินนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากคำพูดจากฟากฝั่งรัฐบาลที่บอกว่าเสียใจที่เพลงนี้ทำร้ายประเทศ ผนวกกับความขึงขังของเจ้าหน้าที่รัฐที่เห็นว่าเพลงนี้น่าจะหมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิดกฎหมาย จึงทำให้ใครต่อใครอยากรู้จักเพลงประเทศกูมี อย่างไรก็ตามในที่สุดคอมเมนต์บนยูทูบก็ถูกปิดลงเรียบร้อย และการเข้าชมวิดีโอของเพลงต้องมีการลงทะเบียนด้วยเหตุว่าไม่เหมาะสมต่อกลุ่มผู้ชมบางกลุ่มบางวัย


          ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของสื่อสังคมออนไลน์ที่ท้าทายต่อการตรวจสอบและควบคุมจากภาครัฐซึ่งไม่ว่าประเทศใดก็ตามจะต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพียงแต่เราจะเข้าใจ ยอมรับ และปรับตัวเพื่อรองรับสิ่งเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด

 

          ในทำนองเดียวกันเราต้องยอมรับถึงความล่อแหลมและความเปราะบางของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ให้โอกาสและอิสระแก่ผู้ใช้ทุกคนที่อาจนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองในทางใดทางหนึ่งได้เช่นกัน ดังนั้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุดโดยการสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้คนในสังคมต่อการใช้เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการเน้นการใช้วิจารณญาณในการเลือกเสพสื่อ จึงน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับคนทั่วๆ ไป


          ปรากฏการณ์ของเพลง “ประเทศกูมี” ที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ว่าผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่จะออกมาเป็นเช่นใด สังคมรับรู้และได้แสดงให้เห็นประจักษ์ผ่านสื่อต่างๆ แล้ว ว่าสังคมตอบสนองต่อเพลงนี้อย่างไร นอกจากนี้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงรอยต่อระหว่างกลุ่มคนในสังคมอย่างน้อย 4 แบบ คือ

 



          1.รอยต่อระหว่างวัย : เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย เมื่อคนในวัยเด็กแสดงออก แต่ไม่ถูกใจของคนในวัยผู้ใหญ่ กรณีของเพลง “ประเทศกูมี” ผู้ใหญ่หลายคนในวงการเมือง วงการศึกษา วงการศิลปิน หลายคนไม่ติดใจในเนื้อหาของเพลง แต่ติติงเรื่องความหยาบคายซึ่งปรากฏอยู่ทั่วเกือบทั้งเพลง หากสามารถลดความหยาบคายลงเล็กน้อย แม้จะทำให้ขาดอรรถรสของเพลงไปบ้าง ก็จะทำให้รอยต่อเหล่านี้หายไปได้


          2.รอยต่อระหว่างความชอบกับความไม่ชอบ : เป็นเรื่องธรรมดาของสังคมทุกยุคเช่นเดียวกันที่คนกลุ่มหนึ่งอาจชอบในบางสิ่ง แต่สิ่งเดียวกันอาจไม่เป็นที่พอใจของคนบางกลุ่ม ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เข้าใจได้ของสังคม กรณีของเพลงประเทศกูมี หากดูจากคอมเมนต์จำนวนนับหมื่นบนยูทูบนั้น มีทั้งเชียร์และตำหนิปะปนกัน แต่เสียงเชียร์ดูเหมือนจะท่วมท้น ถ้าดูจากยอดไลค์ในช่วงเจ็ดวันพบว่าอยู่ประมาณ 776,000 หรือราว 3.8 เปอร์เซ็นต์ ส่วนยอดดิสไลค์ในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ประมาณ 18,000 หรือราว 0.088 เปอร์เซ็นต์ 


          นอกจากนี้ยังมีการตอบโต้ด้วยเพลงทำนองรักชาติของฝ่ายไม่ชอบเพลง หรือการแสดงความเห็นของฝ่ายที่เห็นว่าเป็นแค่เพลงเสียดสีให้เห็นตามสื่อสังคมออนไลน์และสื่อหลักทั่วไป แสดงให้เห็นถึงกระแสของความชอบและไม่ชอบต่อเพลงดังกล่าวอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะหัวหน้ากลุ่มการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลนั้นแสดงความไม่ชอบเพลงนี้อย่างเห็นได้ชัด


          3.รอยต่อระหว่างผู้บังคับใช้กฎหมายกับผู้นำเสนอเพลง : เป็นเรื่องปกติที่เจ้าหน้าที่จะต้องมีการตรวจสอบเพื่อดูว่า เพลง ภาพ หรือข้อความต่างๆ ที่เผยแพร่บนสื่อออนไลน์ขัดต่อกฎหมาย ศีลธรรม หรือความมั่นคงของประเทศหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การนำเสนอเพลงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ผู้ชมได้รับรู้ไปจนทั่วและมีกระแสตอบกลับในเชิงบวกต่อเพลงนั้นอาจมีความกดดันต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่อยู่บ้าง เพราะขณะนี้ผู้อยู่ในเกมมิได้มีแค่เจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มศิลปินเท่านั้น แต่มีคนกลุ่มใหญ่ในสังคมซึ่งได้ชี้ให้เห็นแนวโน้มความชอบ ไม่ชอบ ผ่านสื่อต่างๆ ไปล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นว่าในสังคมดิจิทัลนั้นมีความอ่อนไหวต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มากกว่าที่เคยเป็น 


          4.รอยต่อระหว่างโลกอนาล็อกกับโลกดิจิทัล : การก้าวเข้ามาสู่สังคมดิจิทัลเป็นการก้าวเข้ามาสู่สังคมที่มีความซับซ้อนยิ่งกว่าสังคมในโลกอนาล็อกหลายเท่า ความเข้าใจต่อสภาพแวดล้อมของสังคมสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี คือความละเอียดอ่อนที่ต้องไม่มองข้ามไป การแสดงออกและการนำเสนอของนักดนตรีกลุ่มนี้เริ่มทำให้สังคมได้เห็นแล้วว่า สิ่งต่างๆ ที่เราเคยเห็นจะไม่เป็นไปแบบเดิมอีกต่อไป เมื่อสื่อสังคมออนไลน์อยู่ในกำมือของมนุษย์ทุกคน


          แม้ว่าคนทุกวัยจะได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์มากมายเพียงใดก็ตาม แต่การรับรู้และการปรับเปลี่ยนแนวคิดเข้าไปสู่สังคมดิจิทัลยังเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเรียนรู้และต้องปรับแนวคิดให้สอดคล้องกับสังคมที่ยุ่งเหยิงด้วยเทคโนโลยีและแนวคิดใหม่ที่ผสมปนเปกันไป ที่สำคัญคือเราต้องรู้ตัวเองอยู่เสมอว่าเรากำลังอยู่ในโลกดิจิทัลที่กว้างขวางกว่าโลกอนาล็อกมากมายนัก และเราสามารถสัมผัสความรู้สึกของผู้คนทุกคนในโลกได้เพียงแค่มีเทคโนโลยีอยู่ในมือ โลกนี้จึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


          รัฐบาลเองต้องทำใจให้กว้างและยอมรับพฤติกรรมบางประเภทของมนุษย์ในโลกดิจิทัล และต้องกำจัดความหวาดระแวงหรือความกลัวใดๆ ก็ตามที่อาจมีผลกระทบต่อการจำกัดสิทธิการใช้สื่อในการแสดงออก ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบเพลงหรือรูปแบบอื่นๆ ก็ตาม การที่รัฐบาลออกมากล่าวว่าเพลงนี้เป็นการทำร้ายประเทศจึงน่าจะเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินไป และในบางเรื่องรัฐบาลอาจใช้ประโยชน์จากการตัดสินใจของสังคมและปล่อยให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดีกว่าออกมาเล่นเสียเอง


          ปรากฏการณ์ของเพลง “ประเทศกูมี” น่าจะให้บทเรียนแก่สังคมหลายๆ อย่าง เป็นบทเรียนที่น่านำไปศึกษาทั้งในสถาบันการศึกษาและฝ่ายบริหารของประเทศ บทเรียนนี้จึงเป็นหนึ่งในบทเรียนแรกๆ ของการเข้าสู่สังคมที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ผสมผสานกับความคิดของคนรุ่นใหม่ต่อการแสดงออกในรูปแบบของเพลง โดยมีสังคมร่วมชี้นำ ซึ่งเชื่อได้ว่าจะต้องมีปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ตราบใดที่เทคโนโลยีดิจิทัลยังเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของมนุษย์