
"วิชัย" กับ "จิ้งจอกเลสเตอร์"ภาคภูมิ จดจำ!!
"วิชัย" กับ "จิ้งจอกเลสเตอร์"ภาคภูมิ จดจำ!! : รายงาน
เหตุร้ายที่กำลังเป็นข่าวทั่วโลกตอนนี้ เกี่ยวกับอุบัติเหตุ ฮ.ตก เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีข่าวยืนยันว่าเสี่ยวิชัย ศรีวัฒนประภา เป็นหนึ่งในผู้โดยสารบนเครื่องมรณะลำนี้
โดยสำนักข่าวในอังกฤษยังรายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับสโมสรทีมเลสเตอร์ ซิตี ว่า นอกจากเสี่ยวิชัยแล้ว ยังมีบุตรสาวของเขาด้วยที่ขึ้นมาบน ฮ.ลำนั้น ขณะที่ยังมีนักบินอีก 2 ราย ในจำนวนคนบนเฮลิคอปเตอร์ทั้งหมด 5 ราย
อย่างไรก็ดีมุมหนึ่งที่ต้องไฮไลท์สำหรับบุคคลที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศคนหนึ่งอย่างมากคนนี้ อย่าง “วิชัย ศรีวัฒนประภา” หรือที่บางสื่อเรียกเขาว่า “เฮียไช้” เจ้าพ่ออาณาจักรดิวตี้ฟี คิงเพาเวอร์ อันยิ่งใหญ่ ก็คือเส้นทางของความเป็นเป็นประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี
วิชัย ศรีวัฒนประภา เกิดในครอบครัวที่ดี (“รักศรีอักษร” ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็นศรีวัฒนประภา) และมีการศึกษาอย่างดีตราไก่ไกลถึงเมืองนอก เคยไปเรียนในช่วงต้นที่ไต้หวัน ราวอายุ 11 ปี ที่นั่น ซึ่งได้ปลูกฝังความรับผิดชอบและการช่วยเหลือตัวเอง
จากนั้นไปสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมศึกษาวูดลอว์น สหรัฐอเมริกา และไปจบคณะบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยนอร์ททอร์ป ที่อเมริกาเช่นเดียวกัน ส่วนที่เมืองไทยเขาจบคณะศิลปศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
สิ่งที่โดดเด่นหนึ่งของวิชัยคือการที่เขาเข้าลึกถึงวงในของคนชั้นสูงอังกฤษ ด้วยความชื่นชอบกีฬาโปโล เกมกีฬาชั้นชั้นนำ เขาจึงทุ่มงบไปกับเนื้อที่ 666 ไร่ ในการสร้างสนามโปโล Billingbear ที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในประเทศอังกฤษ
เขาเคยเล่าว่าเคยเล่นโปโลกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ก่อนทรงรีไทร์ แถมต่อมายังได้เล่นกับพระโอรสทั้งสองพระองค์ คือเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี แต่ทุกครั้งเป็นการเล่นเพื่อการกุศล
ปัจจุบันเสี่ยวิชัยเป็นเจ้าของสนามโปโล 3 แห่ง และยังก่อตั้งสมาคมขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทยในปี 2547 โดยเป็นนายกสมาคมคนแรก
อีกด้านหนึ่งถ้าพูดถึงเรื่องงานธุรกิจ ต้องบอกว่า “เสี่ยวิชัย” เป็นอีกคนที่มีความโดดเด่นทั้งกิจการของตนเองและร่วมบริหารอีกมากมายกล่าวไม่หมด
แต่ที่คนไทยติดตาแถมยังติดใจมากที่สุดก็คงเป็นฐานะของประธานกรรมการกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ อันยิ่งใหญ่ และฐานะของประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี
โดยเฉพาะบทบาทในข้อหลังที่กำลังทำให้การจากไปของเขายิ่งยังความเสียดายหนักเข้าไปอีกกับคนไทย ก็ถ้า ทักษิณ ชินวัตร คือมหาเศรษฐีไทยคนแรกที่เข้าไปครอบครองสโมสรฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ กับทีม “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี ในปี 2550 แล้วก็เทขายในเวลาต่อมา
เสี่ยวิชัยก็คงเป็นรองแค่ความเป็นเจ้าที่ 2 เพราะที่เหลือจากนั้น มันสุดยอดมากกว่า ตรงที่เส้นทางของการทำสโมสรของเขาและบุตรชาย หรือ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา รองประธานสโมสร มิได้เกิดขึ้นแค่เพราะเขาเป็นเช่นนักลงทุนเงินถังคนหนึ่ง ที่ชีวิตโลดแล่นไปบนวิถีจับจ่ายเพื่อเพิ่มมูลค่า
แต่กับจิ้งจอกน้อยตัวหนึ่งที่เสี่ยวิชัยจับมาล้างโคลน แต่งขน ขุนให้อ้วน แล้วปล่อยให้โลดแล่นเข้าไปเผชิญคู่แข่ง ที่สุดทีมฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี ที่เป็นแค่จาก Underdog ก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ!
ถ้าใครจำนาทีนั้นได้ เชื่อว่าน่าจะกำลังอ้าปากค้าง เพราะขนาดผู้เล่นในทีมเองยังแทบไม่เชื่อแข้งตัวเองเหมือนกัน
ย้อนไปดูรอยต่อช่วงเดือนสิงหาคมปี 2553 ที่ วิชัย ศรีวัฒนประภา ตัดสินใจซื้อเลสเตอร์ ซิตี ล้วนเต็มไปด้วยขวากหนาม
ช่วงแรกเสี่ยวิชัยถือหุ้น 51% ก่อนที่ในปีเดียวกันได้เข้าถือหุ้นเพิ่มเป็น 100% มูลค่าการซื้อขายทั้งหมดอยู่ที่ราว 40 ล้านปอนด์ และในปี 2554 ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานสโมสรอย่างเต็มตัว
แต่เอาเข้าจริงๆ หากใครจำได้ หากมองถึงศักยภาพของ “เลสเตอร์ ซิตี” เวลานั้นหลายคนพูดตรงกันว่า ‘ขึ้นรูปยาก’!! จนต้องถามเฮียไช้เสมอว่า ‘ซื้อทำไม...ทีมตกชั้น’!!
กล่าวคือ แม้ในอดีต เลสเตอร์ ซิตี จะมีชื่ออยู่บ้าง แต่ก็นับย้อนไปไกลมากจนถึงช่วงฤดูกาล ค.ศ.1928-29 (พ.ศ.2471-2472) โน่น! ที่ตอนนั้นเลสเตอร์เป็นถึงรองแชมป์ลีก แถมยังเคยเป็นรองแชมป์เอฟเอ คัพ เมื่อปี 2492, 2504, 2506, กับ 2521 (อย่าเพิ่งตกใจกับตัวเลขนี้ เพราะสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี ที่มีเจ้าของเป็นคนไทยนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2427)
กระทั่งหลังจากนั้น “จิ้งจอกสีน้ำเงิน” ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นสโมสรฟุตบอลเล็กๆ ในอังกฤษ ที่วนเวียนอยู่ในลีกล่างๆ อย่าง “เดอะแชมเปี้ยนชิพ” หรือระดับ “ดิวิชั่น 1” มานานหลายปี
โดยการ ‘ตกชั้น’ จากลีกสูงสุดของประเทศในศึกพรีเมียร์ลีก ช่วงหลังจบฤดูกาล 2546-2547 ก็คือหนสุดท้ายของพวกเขาที่ได้ลงเล่นลีกสูงสุด!
แต่คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน ช่วงปี 2553 “เสี่ยวิชัย” ได้แวะเวียนมา และตัดสินใจเติมฝันของตนเองและลูกชาย ด้วยการรับดูแลจิ้งจอกสีน้ำเงินตัวนี้มาจากอกของ ‘มิลาน ดันดาริช’ เศรษฐีนักธุรกิจอเมริกันเชื้อสายเซอร์เบีย เจ้าของคนก่อน
แล้ว “เสี่ยดิวตี้ฟรี” ก็ทำให้จิ้งจอกสีน้ำเงิน ไต่หุบเขาแห่งความสำเร็จ ตั้งแต่การคว้าแชมป์ ‘เดอะ แชมเปี้ยนชิพ’ ฤดูกาล 2556-2557
กระทั่งได้เลื่อนชั้นกลับคืนสู่ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ช่วงปี 2557-2558 หลุดรอดจากการตกชั้นได้แบบฟินๆ
แถมยังผงาดแผงคอสีขาวอีกครั้งแบบยิ่งใหญ่กับการกำชัยเป็นแชมป์ ‘พรีเมียร์ลีก’ ฤดูกาล 2558-2559 ได้สำเร็จ และนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรอีกด้วย
ที่สุดจาก “จิ้งจอกสีน้ำเงิน” ก็ได้รับฉายาใหม่จากสื่อมวลชนและแฟนบอลชาวไทยว่า “จิ้งจอกสยาม” สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย หลายคนคงจำขบวนแห่แหนนักเตะกลางกรุง เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ได้ดี!
ไม่เพียงเท่านั้นภายใต้ร่มหลังคาของ ‘คิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม’ สโมสรเลสเตอร์ ซิตี ยังมี ‘มูลค่าสโมสร’ เพิ่มขึ้นเกือบ 8 เท่าตัว
ตอนนั้นทั่วโลกตีข่าว จากตอนที่เฮียวิชัยลงทุนซื้อเมื่อ 6 ปีก่อน ด้วยราคาราวๆ 2,000 ล้านบาท เวลานั้นดีดขึ้นมาอยู่ที่ราวๆ 300 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 15,318 ล้านบาท!! เจ้าพ่อดิวตี้ฟรีประเทศไทยกำไรไปแล้วอย่างน้อย 13,000 ล้านบาท!!
ไหนจะรายรับจากการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดให้พรีเมียร์ลีกอีกไม่รู้เท่าไหร่ และก็มิใช่แค่เจ้าของสโมสรเท่านั้นที่ ‘รับเละ’ เพราะค่าตัวของเหล่าจิ้งจอก ยังดีดขึ้นอย่างน่าตกตะลึง
เวลานั้นถ้าถามว่าใครชุบชีวิตจิ้งจอก ก็คงตอบได้ตรงกันไม่ยาก!!!
อย่างไรก็ดี นับจากความสำเร็จวันนั้นมาจนถึงวันนี้ เลสเตอร์ ซิตี ก็มีฟอร์มที่ขึ้นลงตามธรรมชาติ เช่น ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2016/17 (2559/2560) แม้จิ้งจอกสยามตกรอบก่อนรองชนะเลิศ หลายคนบ่นเสียดาย แต่สำหรับทีมเล็กๆ ที่ไต่ฝันตะกายดาวมาจนได้ฟาดฟันกับทีมมหากาฬหลายทีมก็นับว่าได้ใจคนทั่วโลกแล้ว
หรือช่วงปี 2560 เลสเตอร์ ซิตี ปลด “เคลาดิโอ รานิเอรี” กุนซือผู้ที่นำสโมสรสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกนั่นแหละ เหตุเพราะหลังๆ เขานำทีมทำผลงานตกต่ำจนสุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นในฤดูกาลนั้น จนมาเร็วๆ นี้ ริยาร์ด มาห์เรซ ปีกของ “จิ้งจอกสยาม” ก็เพิ่งย้ายจากอก “เฮียไช้” ไปสู่ทีมแมนฯ ซิตี
ทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็นเรื่องของโลกแห่งเกมทุน การซื้อมาขายไปที่ลุ้นพอๆ กับการฟาดแข้งในสนามก็ยังคงดำเนินเดินไปตามวิถี
สำหรับ “เสี่ยวิชัย" เขาก็ยังดูสนุกสนานคึกคัก และเลือดความเป็นนักสู้ ยังสูบฉีดอยู่ท่วมกายเศรษฐีใจใหญ่คนนี้ตลอด
อย่างช่วงต้นปีเขาเพิ่งประกาศสร้างสนามฝึกซ้อมแห่งใหม่ที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีไฮเทค มุ่งหน้าสู่ศูนย์กลางการพัฒนาด้านกีฬาและการฝึกซ้อมระดับโลก
พูดได้เลยว่า “เสี่ยวิชัย” ได้พิสูจน์ชื่อชั้นของคนที่รู้จักใช้เงินไปกับสินทรัพย์ที่ปั้นให้สร้างดอกออกผลได้อย่างเป็นจริง



