คอลัมนิสต์

"พีเน็ต"ระดมเครือข่ายสร้างนักสังเกตการณ์เลือกตั้ง

"พีเน็ต"ระดมเครือข่ายสร้างนักสังเกตการณ์เลือกตั้ง

15 ต.ค. 2561

"พีเน็ต" ระดมเครือข่ายสร้างนักสังเกตการณ์เลือกตั้ง หวังได้คนดีเข้าสภา : คอลัมน์...  คมชัดลึก..ลุยเลือกตั้ง โดย... ขนิษฐา เทพจร ทีมข่าวเฉพาะกิจออนไลน์

 

          เมื่อเกมการเมืองเรื่อง “การเลือกตั้ง ส.ส.” ใกล้มาถึงตามโรดแม็พ หลัง “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2560” มีผลบังคับใช้ประมาณกลางเดือนธันวาคม คิวต่อไปคือ การนับถอยหลังเข้าสู่การหย่อนบัตรเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์ 2562

 

 

          แม้ตอนนี้จะเป็นขั้นเตรียมการ ก่อนที่สัญญาณนกหวีดจะดัง แต่หลายฝ่ายกลับตั้งข้อสังเกตพร้อมจับตาอย่างมากถึงปัจจัยที่นำไปสู่ “การเลือกตั้ง” ว่าจะสุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใส เพราะอย่าลืมว่าการเลือกตั้งหนนี้ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ที่มี “บิ๊กตู่“ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.” ยังกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ


          และภายใต้การจับตาครั้งนี้นั้นมีแรงประสานมาจากเครือข่ายประชาชน รวมถึงองค์กรตามกฎหมาย โดยเฉพาะบทบาทของ “มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย หรือ พีเน็ต” ว่า ภายใต้สถานการณ์การเมืองที่มีความอึมครึมและกติกาเลือกตั้งที่ปรับเปลี่ยน บทบาทของพีเน็ต จะมีประสิทธิภาพ และน่าเชื่อถือได้เหมือนก่อนหรือไม่?


          กับข้อสังสัยทั้งหมด “สัก กอแสงเรือง” ประธานพีเน็ต ให้สัมภาษณ์ผ่านทีมข่าวเฉพาะกิจออนไลน์ว่า “คาดหวังว่าการทำหน้าที่ของพีเน็ต ภายใต้อาสาสมัครและเครือข่ายภาคประชาชนจะเป็นส่วนหนึ่งทำให้การเลือกตั้งประสบความสำเร็จในแง่ได้คนดีมาบริหารประเทศ และได้คนดีนั่งในสภา”


          จุดเริ่มต้นของเป้าหมายนั้น “ประธานพีเน็ต” ระบุว่า ช่วงปลายเดือนตุลาคม และพฤศจิกายนนี้ จะจัดเวทีภาคประชาชน ที่จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช เพื่ออบรมเครือข่ายพีเน็ตให้เป็นอาสาสมัครและผู้ช่วยอาสาสมัคร ประกอบด้วยคนที่เคยทำงานเป็นเครือข่ายเดิม และคนรุ่นใหม่ ให้เป็นนักสังเกตการณ์การเลือกตั้ง โดยภารกิจสำคัญ คือในวันเลือกตั้งต้องรายงานผลการเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งไปยังศูนย์พีเน็ต รวมถึงสังเกตการณ์ในเชิงการกระทำว่าทำถูกต้องตามกฎหมายเลือกตั้ง ข้อบังคับ ระเบียบของ กกต.หรือไม่




          “ความสำคัญของอาสาสมัคร คือต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง ว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ อะไรเป็นเรื่องต้องห้าม นอกจากนั้นต้องรู้กติกาว่า พื้นที่หน่วยเลือกตั้งตรงไหนเข้าไปได้บ้าง รวมถึงเทคนิคการสัมภาษณ์ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เข้าคูหากาบัตรเรียบร้อยแล้ว”


          จำนวนแนวร่วมและอาสาสมัคร นักสังเกตการณ์เลือกตั้งกี่คนถึงจะพอเพียงต่อการทำหน้าที่ที่ “พีเน็ต” ตั้งเป้าไว้สมบูรณ์แบบนั้น “ประธานพีเน็ต” บอกว่า “หากให้ดีใน 350 เขตเลือกตั้ง ต้องมีอาสาสังเกตการณ์ เขตเลือกตั้งละ 5 คน ซึ่งพีเน็ต รู้ถึงข้อมูลการเลือกตั้งดีกว่า เขตเลือกตั้งหนึ่งจะแยกย่อยเป็นหน่วยต่างๆ อีกมาก ดังนั้นความพยายามที่จะทำหน้าที่นั้น แม้จะได้ไม่ครบทุกหน่วยเลือกตั้งแต่ต้องทำให้ดีและมากที่สุดเท่าที่ทรัพยากรเอื้ออำนวย”


          นอกจากนั้นการทำงานของ “พีเน็ต” ไม่ได้มีเครือข่ายเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น เพราะยังมีการทำงานร่วมกับ “เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (อัลเฟรล)” แต่ในส่วนของ “อัลเฟรล” นั้น ล่าสุดยังไม่ถูกตอบรับจาก "รัฐบาล–คสช.“ หลังจากทำหนังสือขออนุญาตเข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งภายในประเทศ ซึ่ง “สัก” ระบุว่ามีแนวทางที่จะทำงานร่วมกันและเชื่อว่าภายใต้การทำงานร่วมกับพีเน็ตนั้นจะทำให้การทำงานไม่มีปัญหา แต่ความพยายามที่ว่านั้น ล่าสุดตัวแทน 2 องค์กรยังไม่ได้หารืออย่างเป็นทางการ


          ภายใต้กติกาเลือกตั้งที่เปลี่ยนไปรวมถึงสังคม สิ่งแวดล้อมที่พัฒนาอย่างมาก จากการเลือกตั้งที่ผ่านมาครั้งล่าสุด “ประธานพีเน็ต” ยอมรับว่า “ต้องศึกษารายละเอียดให้ชัดเจน โดยเฉพาะวิธีการเลือกตั้งที่ทุกคะแนนเสียงไม่เสียเปล่า ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้านการทำงานขององค์กรที่ต้องเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งและผู้ที่จะลงสู่สนามการเมืองด้วย"


          ขณะที่มุมมองต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง “ประธานพีเน็ต” เชื่อว่าจะมีความเข้มข้นสูง ทั้ง 1.ภาคประชาน ต้องตื่นตัวกับการออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง หลังจากที่หยุดมาหลายปี นอกจากนั้นบทบาทประชาชนคือ ต้องสังเกตถึงการกระทำของทุกฝ่ายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าเป็นไปโดยชอบธรรม ถูกต้องหรือไม่ หากพบสิ่งไม่ถูกต้องแล้ว ต้องทักท้วงและส่งข้อมูลให้ กกต.


          2.ฝ่ายผู้ลงสมัครส.ส. รวมถึงพรรคการเมือง ต้องยึดกติกาและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพรรคเก่า พรรคใหม่ ฝ่ายที่เคยเป็นฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาลมาก่อน หรือฝ่ายที่คาดหวังว่าจะเป็นรัฐบาลในอนาคต ทุกคนต้องอยู่ในกติกาเดียวกันและภายใต้ความเท่าเทียม


          เมื่อความเข้มข้นที่จะทวีคูณ ดังนั้นสิ่งสำคัญต้องมีคือ กติกาที่เป็นธรรมและเท่าเทียม แต่ล่าสุด “คสช.” ยังมีอำนาจเหนือกกต. และกติกามาตรฐานของการเลือกตั้ง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นภาวะความอึมครึมที่จะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง แต่มุมมองของ “ประธานพีเน็ต” เชื่อว่า เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งทุกคนต้องปรับตัวและกระตุ้นให้ทุกคนปรับตัวเพื่อให้การเลือกตั้งนั้นถูกต้องไปในทางที่ควรจะเป็น


          “กับอำนาจคสช.ที่มีอยู่ ผมเชื่อว่าเมื่อถึงระยะการสมัคร หาเสียง ถึงวันลงคะแนน ผู้รักษาการและองค์กรจัดเลือกตั้งต้องพูดกันว่า ขอบเขตอยู่ตรงไหน ภายใต้ของกติกาเลือกตั้ง ขณะเดียวกันผมชื่อว่าอำนาจคสช. นั้นจะไม่มีผลกระทบต่อนักสังเกตการณ์เลือกตั้ง เพราะฐานะของเราคือนักสังเกตการณ์อิสระ เป็นภาคประชาชน ไม่ใช่รัฐ ดังนั้น คสช. ย่อมเข้าใจดี”


          แล้ว “พล.อ.ประยุทธ์” จะเข้าใจในแง่ของคำว่าอิสระ และภาคประชาชนหรือไม่ ซึ่ง “สัก” มั่นใจว่า “บิ๊กตู่” เข้าใจบทบาทขององค์กรและผู้นำอย่างตนเองว่า “เป็นคนที่ไม่ฝักใฝ่การเมือง ไม่เคยสังกัดพรรคการเมืองไหน ไม่เคยลงเลือกตั้ง”


          "สัก” ในฐานะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จะเจอ "นายกฯ" ปีละ 1-2 ครั้ง ผ่านการนำสิ่งของไปมอบให้รัฐบาลเพื่อแจกให้เด็กๆ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ และมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่การเจอกันเพียงแค่นั้น ไม่ทำให้ทำ "พีเน็ต" ยอมปิดตาข้างหนึ่งเพื่อช่วยเหลือใคร


          ทิ้งท้ายกับมุมมองต่อการตอบสนองความต้องการให้การเลือกตั้ง เป็นจุดเปลี่ยนประเทศในทิศทางที่ดีขึ้น “ประธานพีเน็ต” มองว่า เป็นไปได้ ภายใต้ 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.ประชาชนต้องตื่นตัว ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้มาก เพราะเชื่อว่าเมื่อคนออกไปใช้สิทธิ์จำนวนมาก การซื้อสิทธิ์ขายเสียง หรือการกระทำที่ไม่ชอบจะไม่มีผล 2.ภาครัฐ ต้องสร้างกติกาแข่งขันที่เป็นธรรม และทำให้ทุกฝ่ายพูดได้เต็มปากว่า การเลือกตั้งนั้นสุจริต เที่ยงธรรม ได้คนดีเข้าสู่สภาอย่างแท้จริง


          “ต้องศึกษารายละเอียดให้ชัดเจน โดยเฉพาะวิธีการเลือกตั้งที่ทุกคะแนนเสียงไม่เสียเปล่า ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้านการทำงานขององค์กร ที่ต้องเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งและผู้ที่จะลงสู่สนามการเมืองด้วย”