
กลไกเลือก "ส.ว." วิธีสืบทอดอำนาจอีกฉบับของ "คสช."
กลไกเลือก "ส.ว." วิธีสืบทอดอำนาจอีกฉบับของ "คสช." : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... ขนิษฐา เทพจร
หลังจากที่ “คณะรัฐมนตรี (ครม.)” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมา แล้วขั้นตอนต่อไป คือ กระบวนการนำร่าง พ.ร.ฎ.ขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งปกติ “นายกฯ” ในฐานะนายไปรษณีย์ จะไม่ชักช้าในกระบวนการดังกล่าวเพราะเป็นเรื่องสำคัญทางการเมืองที่ฝ่ายบริหารไม่ควรประวิงเวลา
และหากดูตามแผนงานที่อยู่ในขอบข่ายของ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” ตามที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงรายละเอียด จะพบไทม์ไลน์กระบวนการได้มาของส.ว. ตามมาตรา 269 (1) (ก) ที่เป็นหน้าที่ของกกต. ต้องจัดให้มีการเลือก ส.ว. ตามกระบวนการ 3 ระดับ คือ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ เพื่อให้ได้รายชื่อ "ว่าที่ ส.ว.200 คน" มอบให้ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)”
โดยงื่อนไขทางด้านเวลานั้น กกต.ต้องส่งรายชื่อว่าที่ส.ว.200 คนที่มาจากการเลือกกันเอง ก่อนการเลือกตั้งส.ส. ไม่น้อยกว่า 15 วัน ดังนั้นหากตั้งฐานวันเลือกตั้งไว้ที่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาอย่างช้าที่สุด คือ 9 กุมภาพันธ์ 2562 แต่กกต.เร่งรัดเวลาและตั้งเป้าจะส่งรายชื่อภายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562
นอกจากนั้นยังไม่เงื่อนไขด้านเวลาที่กำหนดให้ “คสช.” ต้องเลือกว่าที่ ส.ว.จาก 200 ให้เหลือ 100 คน แบ่งเป็นส.ว.ตัวจริง 50 คน และส.ว.ในบัญชีสำรอง 50 คน ให้เสร็จภายใน 3 วันนับจากวันประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส. ดังนั้นความน่าจะเป็นที่สังคมจะได้เห็นบัญชีส.ว. ตามแผนงาน กกต. ที่ครม. เห็นชอบ คือ ปลายเดือนเมษายน 2562
เหตุที่ต้องเป็นเดือนเมษายนนั้น ถือว่าเป็นประเด็นที่หลายคนสงสัยว่า การประกาศผลเลือกตั้งจะยื้อไปถึงปลายเดือนเมษายนเชียวหรือ?
ซึ่งในความน่าจะเป็นนั้นเกิดขึ้นได้เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 85 วรรคสี่ กำหนดให้กกต.ประกาศผลเลือกตั้งส.ส.ภายใน 60 วัน แต่ต้องเป็นไปภายใต้ 3 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.เชื่อว่าผลเลือกตั้งนั้นสุจริต 2.ผลเลือกตั้งเชื่อได้ว่าเที่ยงธรรม และ 3.มีจำนวนเลือกตั้งภายในเขตที่ทั้ง 2 ข้อก่อนหน้านั้นรวมกันมากกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด หมายถึงต้องเลือกตั้งบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม ปราศจากการร้องเรียน เกินกว่า 333 เขตจากทั้งหมด 350 เขตเลือกตั้ง
ดังนั้นเมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นวันที่ 24 กุมภาพันธ์2562 เวลาประกาศรับรองผลหากเข้าทั้ง 3 ปัจจัยข้างต้นแล้ว วันที่ครบ 60 วันจะอยู่ประมาณ วันที่ 24 เมษายน 2562
ขณะที่ส.ว. ที่มาโดยวิธี “เลือกโดยคสช.” ผ่านคณะกรรมการสรรหา จำนวน 194 คน แม้ขั้นตอนว่าด้วยวิธีการสรรหาจะยังไม่ถูกเปิดเผยแต่เข้าใจว่าคงยึดไทม์ไลน์เวลาเดียวกับแผนงานที่กกต.เสนอแต่ที่มา ของ ส.ว. ที่มาจากการ “แต่งตั้ง โดยคสช.” จำนวน 194 คน ล่าสุด “คนของรัฐบาล–คสช.” ไม่ยอมเปิดเผย กระบวนการนั้นว่าจะมีรูปแบบไหน หรือ 12 อรหันต์ ที่คสช. จะเลือกเป็นตัวแทนคัดสรรว่าที่ส.ว.จะมีคุณสมบัติอย่างไร?
ซึ่งเชื่อว่าเวลานี้สังคมคงรอจับตาแล้วว่า “คนที่คสช.จะเลือก” ไว้วางใจและฝากความหวังได้แค่ไหนว่าจะเลือกคนที่มีคุณสมบัติ และมีภาวะรับผิดชอบที่ทำงานเพื่อประชาชนมากกว่าเข้ามาทำงานตอบแทนกลุ่มผลประโยชน์ และหากคสช. ยิ่งปิดทำกระบวนการสรรหาแบบลับๆ อาจเป็นจุดที่ทำให้ “สังคมไทย” ลดความศรัทธา ต่อภาวะ “ความเป็นผู้นำ” ที่สถานการณ์เปลี่ยนผ่านทางการเมือง ต้องเปิดเผย โปร่งใส และคำนึงถึงผลประโยชน์ชาติ–ประชาชน มากกว่าสิ่งอื่น
ส่วนส.ว. อีกเซตที่มาโดยตำแหน่ง 6 ตำแหน่ง คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาทหารบก, ผู้บัญชาทหารเรือ, ผู้บัญชาทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะไปเจอกันวันที่ “หัวหน้าคสช.” นำรายชื่อส.ว. ทูลเกล้าฯ ตามเงื่อนไข ไม่เกิน 3 วันหลังกกต. ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.
แต่ไฮไลท์ของประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องว่าด้วยกระบวนการได้มา "ส.ว.3 น้ำ" ที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมดโดย “คสช.” เท่านั้น แต่เป็น “เงื่อนไขด้านเวลา” ที่ "รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560" ฉบับของ “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ตั้งใจเขียนให้ออกมาในแนวทางนั้น ทั้งเงื่อนไขให้ กกต. ส่ง รายชื่อ “ว่าที่ส.ว.” ที่มาจากการเลือกตั้งกันเอง 200 คน ให้คสช.ก่อนเลือกตั้งส.ส. ไม่น้อยกว่า 15 วัน และเงื่อนไขให้คสช. เลือกบัญชีส.ว.250 คน และสำรอง 50 คนให้เสร็จ หลังวันประการผลเลือกตั้งส.ส. ไม่ช้ากว่า 3 วัน
เท่ากับว่า “คสช.” จะมีเวลาเฟ้นหา “ส.ว.” เพื่อมาค้ำจุนอำนาจของตัวเองเกือบ 3 เดือน ซึ่งระยะเวลาที่ว่านั้นปัจจัยหลายอย่างคงเกิดขึ้นได้ทั้งการ “เจรจา” -“ต่อรอง” -“แลก” หรือ “เรียก” เพื่อ "ผลประโยชน์" ซึ่งประวัติศาสตร์ทางการเมืองเคยเกิดขึ้นและมีให้เห็นทั้ง สภาของนักการเมือง และ สภาว่าด้วยการปฏิรูป
และยิ่งกระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว.ยังเป็นระบบปิด ไม่เปิดเผยแม้กระทั่งขั้นตอน รวมถึงไม่ปล่อยให้สังคมได้ตรวจสอบแบบนี้ “พล.อ.ประยุทธ์” จะปฏิเสธว่า “คสช.” ไม่สืบทอดอำนาจของตัวเองในการเมืองสมัยหน้าได้อย่างไร?



