คอลัมนิสต์

วิสัยทัศน์ของว่าที่หัวหน้า ปชป. 3 เบอร์

วิสัยทัศน์ของว่าที่หัวหน้า ปชป. 3 เบอร์

11 ต.ค. 2561

วิสัยทัศน์ของว่าที่หัวหน้า ปชป. 3 เบอร์ : คอลัมน์...   ขยายปมร้อน  โดย...  จักรวาล ส่าเหล่ทู


 

          ทันทีที่กระบวนการรับสมัครผู้รับการหยั่งเสียงเป็นหัวหน้าพรรคจบลง บัดนี้ระฆังศึกชิงหัวหน้าประชาธิปัตย์ก็ดังขึ้นอย่างชัดเจนว่าการแข่งขันเริ่มขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าผู้ท้าชิงมี 3 คนด้วยกัน และจับสลากหมายเลขเป็นที่เรียบร้อย ประกอบด้วย หมายเลข 1 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เจ้าของเข็มขัดแชมป์หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 2 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก และหมายเลข 3 อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

 

 

          ลืมไปได้เลยว่าศึกครั้งนี้จะไม่สูสี จากแต่เดิมที่ส่อเค้าว่า “มาร์ค” จะเป็นเดอะวันที่ชนะฟาวล์ผู้ท้าชิงทุกๆ คน เพราะก่อนหน้านี้ อดีต ส.ส.ผู้ที่จะเซ็นรับรองให้หมอวรงค์ และอลงกรณ์ ถือว่าหาได้ยากมากๆ เพราะมีหลายคนที่ไม่กล้าออกตัว กลัวตกเป็นเป้าภายในพรรค ตอนนี้ก็หมดปัญหาเรื่องนี้ไปแล้ว โฟกัสกับการแข่งขันครั้งนี้ได้เลย


          สำหรับเบอร์ 1 อภิสิทธิ์นั้น คนนี้เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของคนทั่วไปอยู่แล้ว เพราะเขาเคยเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้นำทัพค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผมมานานถึง 13 ปีด้วยกัน ทว่าผลงานของเขาที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่าอาจทำให้แฟนคลับ และคนในพรรคหลายๆ คนต้องผิดหวัง เพราะไม่เคยชนะคู่แข่งในการเลือกตั้งเลย กลายเป็นเบอร์สองในทุกศึกเสมอ ในขณะที่พรรคคู่แข่ง แม้จะถูกยุบพรรคไป แต่ก็กลับมาชนะได้เสมอ


          ด้วยเหตุนี้ในศึกชิงหัวหน้าครั้งนี้ เขาจึงมาพร้อมกับสโลแกนนำทัพว่า “มุ่งมั่นอุดมการณ์ มุ่งหน้าอนาคตไทย” และ “Make My Mark” ที่ขอกลั่นประสบการณ์การเมืองที่ผ่านมากว่า 26 ปี ที่มีทั้งถูกใจ และไม่ถูกใจบ้าง แต่เจ้าตัวก็ขออาสานำพาพรรคประชาธิปัตย์ก้าวไปข้างหน้าและเข้าสู่ยุคใหม่ พร้อมเสริมทัพด้วยคนรุ่นใหม่เพื่อคิดค้นนโยบายใหม่ๆ ออกมาแข่งขันในสนามเลือกตั้ง ที่สำคัญ อภิสิทธิ์ยังระบุชัดว่า อายุของตัวเองก็ 54 ปีแล้ว การจะสร้างฝันให้แก่ประเทศมีไม่มาก ถ้ามีโอกาสจะทำอะไรคือทำเลย ไม่ลังเลและเกรงใจใคร




          โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าจะมีกลุ่ม “เพื่อนอภิสิทธิ์” หรือ “กลุ่ม 35/1” ซึ่งเป็นก๊วนนักการเมืองที่เข้าสภาสมัยแรกในปี 2553 ประกาศตัวสนับสนุนอภิสิทธิ์ แต่ว่าต้องยกเลิกการเปิดตัวไป เพราะว่า อภิสิทธิ์ ระบุว่าไม่มีกลุ่มเพื่อนสนับสนุนตนเฉพาะ แต่ขอเป็นตัวแทนของพรรคนี้ ที่เป็นของสมาชิกทุกคน ซึ่งนี่เองถือเป็นจุดน่าสนใจของ อภิสิทธิ์ ในการฉายภาพให้เห็นความต่างของตัวเองกับผู้แข่งขันรายอื่นในเรื่องของการใช้วาทศิลป์


          มาที่เบอร์ 2 นพ.วรงค์ คนนี้ต้องถือว่าเป็นมวยที่สูสีกับเบอร์ 1 มากๆ ผลงานเด่นก็คือ การเกาะติดคดีจำนำข้าวอย่างไม่ปล่อย จนได้ฉายาว่า “มือปราบจำนำข้าว” แน่นอนว่าก่อนหน้านี้มีข่าวว่า หมอวรงค์ คือตัวแทนจากฟากของ กปปส. ที่จะเข้ามากลืนพรรคประชาธิปัตย์ ทว่าเจ้าตัวยังคงยืนยันยึดอุดมการณ์พรรคเดิมอยู่เสมอ โดยสโลแกนของเขาก็คือ “กล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน” พร้อมยังเผยอีกว่า คนที่ชักชวนให้มาลงแข่งขันหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรค คือนายสมบัติ ยะสินธุ์ อดีต ส.ส.แม่ฮ่องสอน ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในพรรค เขาระบุอีกว่าประชาธิปัตย์มีคนเก่งมากมาย แต่ขาดคนกล้าที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง เรียกความศรัทธาของพรรคให้กลับคืนมา


          ต้องบอกว่า นพ.วรงค์ พูดกับสื่ออยู่เสมอว่า ตัวเขาเป็นมวยรองต้องขยันกว่าเสมอ ทันทีที่เปิดตัวว่าจะชิงตำแหน่งหัวหน้า เขาออกสตาร์ทก่อนใครเพื่อน โดยในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นพ.วรงค์ลงพื้นที่ต่างจังหวัดถี่มาก โดยแพลนวันที่ 10-12 ตุลาคมนี้ เขาจะลงพื้นที่อีสาน เรียกคะแนนจากสมาชิกพรรคในพื้นที่ แถมแต่ละครั้งที่ไปนั้นยังพกใบสมัครสมาชิกพรรค ไปหาสมาชิกเพิ่มเติมด้วย เรียกได้ว่านอกจากจะขอคะแนนจากสมาชิกเก่าแล้ว ยังเก็บตกคะแนนจากสมาชิกหน้าใหม่ด้วย


          ขณะที่เบอร์ 3 นายอลงกรณ์ ที่ดูท่าว่าจะสตาร์ทลำบากกว่าใครเพื่อน เนื่องจากผู้รับรองให้ลงหยั่งเสียงไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด จนนายอภิสิทธิ์ และนพ.วรงค์ ช่วยเหลือด้วยการโอนชื่อสมาชิกพรรคให้สนับสนุน จนได้เข้าร่วมเวทีในนาทีสุดท้าย ต้องบอกว่าในวันลงสมัครผู้สนใจรับการหยั่งเสียงหัวหน้าพรรคนั้น นายอลงกรณ์มีพร็อพเยอะที่สุด ทั้งตั้งบูธ และมีทีมงานกองเชียร์อย่างชัดเจน โดยมาพร้อมสโลแกน ประชาธิปัตย์ยุคใหม่ “One democrat One family” ที่บ่งบอกความเป็นหนึ่งเดียวของพรรค พร้อมยืนยันปฏิเสธกระแสข่าวว่าเป็นตัวแทนของ คสช. ที่เข้ามากลืนพรรค เพราะที่ผ่านมานายอลงกรณ์เองก็เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

 

          พร้อมกันนี้เขายังมาพร้อมกับแคมเปญ “4 5 6” ประกอบด้วย ปฏิรูปพรรค 4 ด้าน ชู 5 กฎเหล็กหลักการเมืองสีขาว และ 6 ยุทธศาสตร์สร้างศรัทธาประชาชน โดยในการแถลงวิสัยทัศน์ครั้งแรกของนายอลงกรณ์นั้น ได้ชูประสบการณ์ทางการเมืองทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์กว่า 23 ปี และงานด้านปฏิรูป 4 ปี เพื่อนำมาพัฒนาพรรค พร้อมกันนี้เขายังประกาศชัดว่า การบอยคอตการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายที่ผ่านมาจะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะพรรคจะพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ จนเป็นที่ยอมรับของประชาชนจนได้


          ทว่า จนถึงตอนนี้สำหรับนายอลงกรณ์นั้น การเคลื่อนไหวหาเสียงกับสมาชิกพรรคยังไม่เริ่มชัดเจน ต้องดูกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร เพราะต้องยอมรับว่า ถ้าไม่ใช่คอการเมืองจริง หลายๆ คนก็อาจไม่คุ้นเคยกับเขา


          การแข่งขัน การลงพื้นที่ของ 3 ผู้สมัครมีความถี่มากขึ้นในช่วงนี้ จนกว่าจะสิ้นสุดวันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการลงคะแนนหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรค เราก็จะได้รู้แล้วว่าใครเป็นว่าที่หัวหน้าพรรค 


          เมื่อถึงตอนนั้น เราอาจเห็นแนวทางของพรรคนี้ชัดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งต่อไป