
"คนไทย"กับ"BRIจีน"...เส้นทางสายไหมแผ่นดิน-ทะเล!
"คนไทย"กับ"BRIจีน"...เส้นทางสายไหมแผ่นดิน-ทะเล! : รายงานพิเศษ โดย... ทีมข่าวรายงานพิเศษ
9,999 คือตัวเลขของจำนวนห้องใน “พระราชวังต้องห้าม” ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมรดกโลก พระราชวังฮ่องเต้ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่กว่า 400 ไร่ใจกลางกรุงปักกิ่ง จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเวลาพวกเราดูหนังโบราณจีน ฮ่องเต้กับนางสนมต้องนั่งบนเสลี่ยงแล้วมีขันทีเดินตามเป็นขบวน เพราะแค่เดินจากท้องพระโรงกลับไปห้องบรรทมระยะทางก็หลายร้อยเมตรแล้ว เล่ากันว่าฮ่องเต้หลายพระองค์ไม่เคยมีโอกาสได้ออกไปนอกพระราชวังมโหฬารแห่งนี้เลยทั้งชีวิต และบางพระองค์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระราชวังของตนเองมีขอบเขตสิ้นสุด ณ จุดใด
ยูเนสโกประกาศให้พระราชวังฮ่องเต้อายุเกือบ 600 ปีเป็นมรดกโลก แม้ว่าทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ถูกขนย้ายออกไปจนเกือบหมดสิ้น หลังเกิดสงครามขึ้นหลายครั้ง อย่างไรก็ตามศิลปะล้ำค่าบางสิ่งยังหลงเหลือให้พวกเราได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสเยี่ยมชม
โดยเฉพาะ “นาฬิกาโบราณ” ที่ผลิตจากทวีปยุโรปแล้วส่งมาเป็นของขวัญหรือนำมาขายให้เชื้อพระวงศ์จีนในสมัยก่อน ถูกนำมารวบรวมสร้างเป็น “หอนาฬิกา” หรือพิพิธภัณฑ์นาฬิกา ที่เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังต้องห้าม มีการสร้างห้องพิเศษติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะสำหรับเก็บนาฬิกากว่า 1,500 เรือนจากทั่วโลกเมื่อหลายร้อยปีก่อน นาฬิกาโบราณเหล่านี้มีเอกลักษณ์และความงดงามแตกต่างกันไปตามยุคสมัย เช่นตัวเรือนทองคำแท้ ทองเหลือง กระเบื้อง หินอ่อน แก้ว ฯลฯ ทุกเรือนผ่านการแกะสลักด้วยศิลปะชั้นครูของช่างฝีมือระดับโลกเมื่อ 200-300 กว่าปีก่อน
รัฐบาลจีนเก็บรวมรวมนาฬิกาโบราณเหล่านี้เป็นอย่างดี เสมือนเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่และความเจริญรุ่งเรืองของเส้นทางสายไหม ที่จีนใช้เดินทางข้ามทวีปไปแลกเปลี่ยนการค้าและวัฒนธรรมกับยุโรปเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว...
ในวันนี้แผนพัฒนา ซิลค์โรด (Silk Road) เส้นทางสายไหมเชื่อมโลกตะวันออกกับโลกตะวันตกถูกรัฐบาลจีนนำมาปัดฝุ่น แต่งตัวให้ทันสมัยอีกครั้ง ภายใต้ชื่อนโยบาย “วิสัยทัศน์เส้นทางสายไหม” Belt and Road Initiative หรือ BRI ระยะนี้ใครหรือหน่วยงานไหนของไทยที่ต้องติดต่อกับประเทศจีน หรือทำธุรกิจมีความสัมพันธ์กับคนจีน คงเริ่มคุ้นเคยกับคำนี้ เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนใช้คำว่า One Belt One Road (OBOR) ก่อนปรับเปลี่ยนเอาคำว่า ONE หรือ “หนึ่ง” ออกไป เพราะในอนาคตอาจมีได้มากกว่าหนึ่งเส้นทาง
ย้อนไป 2,000 ปีก่อน บรรพบุรุษจีนสร้างเส้นทางสายไหมด้วยการเดินทางแบบคาราวานสินค้ากลุ่มเล็กๆ ค่อยๆ ข้ามพรมแดนทีละประเทศเพื่อบุกเบิกค้าขายสินค้าและผ้าไหมรอบโลก จากพรมแดนอินเดียเข้าสู่อาหรับและเปอร์เซียก่อนทะลุเข้าทวีปยุโรป ระยะทางทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 6,000 กิโลเมตร ถือเป็นความยิ่งใหญ่ของฮ่องเต้ในราชวงศ์ฮั่น ที่นอกจากค้าขายแล้วยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้อารยธรรมและวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ผ่านทางพ่อค้าและคณะทูตที่นำสินค้าจีนไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าฝรั่งเอากลับมาขายในเอเชีย
ตำนานความยิ่งใหญ่ของทางเส้นทางสายไหม ค่อยๆ ถูกลืมเลือนเงียบหายไป หลังมนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีการคมนาคมขนส่งด้วยรถยนต์ เรือ รถไฟ และเครื่องบิน แทนการเดินทางด้วยความยากลำบากแบบกองคาราวานเท้าเปล่า...
จนกระทั่งเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ประกาศว่า ต่อไปนี้จีนจะกลับมาใช้ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมเบลท์แอนด์โรด “บีอาร์ไอ” เพื่อเชื่อมต่อโลกอีกครั้ง คำประกาศนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2556 กลายเป็นความฝันของจีนยุคใหม่ (Chinese Dream) พร้อมกำหนดเป้าหมายว่ารัฐบาลจีนจะสร้างเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อ 65 ประเทศทั่วโลก ทั้งทางบกและทางทะเล ส่งเสริมโครงการก่อสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เช่น ถนน เส้นทางรถไฟ และเส้นทางเดินเรือ รวมถึงท่าเรือขนาดใหญ่
จีนเริ่มส่งตัวแทนไปเจรจากับประเทศต่างๆ เพื่อขอร้องให้มาช่วยกันก่อสร้างเส้นทางเหล่านี้ให้เร็วที่สุด เพราะรัฐบาลจีนรู้ดีว่าตอนนี้ทรัพยากรในประเทศเริ่มร่อยหรอลงทุกวัน เนื่องจากการบริโภคของประชากรจีนกว่า 1,400 ล้านคน สิ่งที่จีนให้ความสำคัญมากสุดในตอนนี้คือ การเตรียมรับมือกับปัญหาขาดแคลนพลังงาน จีนประกาศว่าเส้นทางสายไหมคือเส้นทางอำนวยความสะดวกให้จีนสามารถส่งสินค้าไปแลกเปลี่ยนพลังงานกับประเทศพันธมิตรได้ เช่นเปลี่ยนน้ำมันดิบ ท่อส่งก๊าซ ฯลฯ ที่ผ่านมาจีนใช้ถ่านหินเป็นพลังงานสำคัญ แต่หลังจากรัฐบาลจีนสั่งห้ามใช้ถ่านหินเพื่อให้ความอบอุ่นในหน้าหนาว เป็นนโยบายลดมลพิษจากหมอกควันดำและช่วยลดโลกร้อน กลายเป็นว่าชาวจีนหลายร้อยล้านคนเปลี่ยนมาใช้พลังงานก๊าซทดแทนจนเกิดปัญหาก๊าซขาดตลาดในช่วงฤดูหนาว
นักข่าวจีนเล่าให้ฟังว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เกิดปิ๊งไอเดีย “เส้นทางสายไหม” เพราะมีช่วงหนึ่งต้องเดินทางไปติดต่อค้าขายกับประเทศคาซัคสถาน ซึ่งมีพรมแดนติดกับจีนยาวถึง 1,500 กิโลเมตร จีนต้องการนำเข้าก๊าซ แร่ธาตุ น้ำมัน ส่วนคาซัคสถานต้องการสินค้าอุปโภคและบริโภค รวมถึงเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการผลิตจากโรงงานของจีน การค้าขายระหว่างสองประเทศเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ มีการเปิดศูนย์สินค้าปลอดภาษีทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศเดินทางไปมาหาสู่กันอย่างใกล้ชิด ผู้นำจีนประสบความสำเร็จในนโยบายนี้มากจึงเริ่มรู้แล้วว่า ทำไมอดีตฮ่องเต้ถึงเปิดตลาดค้าขายผ้าไหมด้วยวิธีการเชื่อมเส้นทางผ่านคาซัคสถานไปยังประเทศอื่นๆ อีก เพราะจากชายแดนคาซัคสถานสามารถข้ามไปถึง รัสเซีย ยูเครน และเข้าสู่ยุโรปผ่านทางออสเตรียและเยอรมนี เส้นทางสายไหมของบรรพบุรุษจีนจึงถูกนำมาปัดฝุ่นขยายเป็นอภิมหาโปรเจกท์ “บีอาร์ไอ”
จีนคาดว่า ช่วงแรกงบประมาณร้อยละ 60 หรือประมาณ 15 ล้านล้านบาท จะถูกนำมาใช้ลงทุนโครงการต่างๆ ในแถบเอเชียรวมถึงประเทศไทยด้วย
“คนไทย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของบีอาร์ไอ
นับจากปี 2556 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนเริ่มควานหาประเทศเป็นพันธมิตรในเส้นทางสายไหม โดยประกาศให้เงินกู้อย่างไม่จำกัด โดยเฉพาะโครงการพัฒนาเชื่อมโยง 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.ด้านนโยบายระหว่างรัฐ 2.ด้านสาธารณูปโภค 3.ด้านการลงทุนค้าขาย 4.ด้านการเงิน และ 5.ด้านประชาชน เช่น การท่องเที่ยวแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
ในวันนี้ “เส้นทางบก” เชื่อมถนนและทางรถไฟที่เริ่มสร้างไปบางส่วน จากเส้นทางจากซีอานของจีนไปมองโกเลีย คาซัคสถาน อิหร่าน ตุรกี ยูเครน รัสเซีย เยอรมนี และยุโรปประเทศอื่นๆ ส่วน “เส้นทางเรือ” เริ่มจากฟูโจวของจีน ไปเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา อินเดีย เคนยา กรีซ และเข้าสู่ยุโรปที่เมืองเวนิส อิตาลี
จีนเกี่ยวแขนรัฐบาล คสช. เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมช่วงแรก ด้วยโครงการอภิมหาเมกะโปรเจกต์ 2 โครงการ คือ 1.เส้นทางรถไฟความเร็วสูง และ 2.อีอีซี หรือ พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง (Eastern Economic Corridor)
สรุปว่าวินาทีนี้คนไทยเป็นพันธมิตรกับเส้นทางสายไหมของจีนเรียบร้อยแล้ว ผ่าน 2 โครงการสำคัญ ได้แก่
โครงการที่ 1 ก่อสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ผ่านโคราช หนองคาย ไปยังเวียงจันทน์ ก่อนออกทะลุขึ้นเหนือของลาวไปยัง คุนหมิงของจีน เซ็นสัญญาเริ่มก่อสร้างไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2561 ด้วยงบประมาณเฟสแรก 1.79 แสนล้านบาท หรือกิโลเมตรละ 709 ล้านบาท
โครงการที่ 2 เมื่อเดือนเมษายน 2561 ตัวแทนจากหน่วยงาน “อีอีซี” หรือคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของไทยเดินทางไปเมืองหางโจวเพื่อชวนนักลงทุนชาวจีน เชื่อว่าการเดินทางครั้งนี้ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่อาลีบาบาสนใจเข้ามาลงทุน เพราะมีการสัญญาว่าจะให้สิทธิประโยชน์พิเศษกับนักลงทุนจีน นอกจากนี้ธนาคารไอซีบีซีของจีนได้ลงนามสนับสนุนเต็มที่
จาก 2 โครงการข้างต้น คนไทยคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เส้นทางสายไหมได้พาดผ่านเข้ามาถึงใจกลางของไทยแลนด์แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ “อีอีซี” พัทยา ชลบุรี สัตหีบ คาดว่าบริษัทจีนอาจร่วมลงทุนไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างสนามบินใหม่ ขยายท่าเรือแหลมฉบัง รถไฟทางคู่ และเปิดตัวอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบใหม่
งานนี้จีนไม่ได้มาเดี่ยว แต่ไปจับมือกับญี่ปุ่นมาลงทุนในไทยด้วย เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 “หลี่ เค่อเฉียง” นายกรัฐมนตรีจีน กับ “ชินโซ อาเบะ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนากิจกรรมทางธุรกิจของภาคเอกชนจีนและญี่ปุ่น เป้าหมายหลักคือร่วมลงทุนในโครงการอีอีซีของไทยแลนด์
ตอนนี้คนทั่วโลกที่ไปเยี่ยมชม “พระราชวังต้องห้าม” ของฮ่องเต้จีน ประมาณวันละ 8 หมื่นคน เพื่อชื่นชมความรุ่งเรืองบางส่วนของอารยธรรมเส้นทางสายไหมดั้งเดิม ...และมีการคาดการณ์ว่าหากเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 สำเร็จลงเมื่อไร ประชากรโลกจาก 65 ประเทศ หรือประมาณ 5,000 ล้านคน จากประชากรโลกทั้งหมด 7,600 ล้านคน จะมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือมีส่วนร่วมแบบรู้ตัวกับไม่รู้ตัว
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยต้องเร่งมือให้ข้อมูลหรือสื่อสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ “บีอาร์ไอ” จีน ให้คนไทยรับรู้รับทราบมากกว่านี้ เพราะการรู้เท่าทันข้อมูลรอบด้านจะทำให้คนไทยพร้อมรับมือคลื่นแห่งเส้นทางสายไหมในอนาคต
เช่น กรณีเงินกู้ของจีน มีนักวิชาการทั่วโลกหลายคนออกมาตั้งคำถามว่า ประเทศเล็กๆ ที่กระโดดเข้าร่วมยืมเงินจีนมาลงทุนกับเส้นทางสายไหม อาจกลายเป็นประเทศล้มละลายในอนาคตได้ เพราะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยสูงและมีเงื่อนไขบางอย่างในสัญญาที่ยากจะทำตามได้ทั้งหมด
ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา “สี จิ้นผิง” ย้ำหลักการของเส้นทางสายไหม บีอาร์ไอ ว่า ต้องมี 3 อย่างประกอบกันคือ ความร่วมมือ การแบ่งปัน และความคิดสร้างสรรค์ ที่สำคัญคือต้องเป็นโครงการแบบวิน-วิน หรือไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ
รัฐบาล คสช.ควรเปิดอกนั่งคุยกับชาวไทยว่า ไทย-จีน "วิน-วิน” มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง เพื่อให้สบายใจว่าทั้ง 2 ประเทศไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันอย่างแน่นอน...
“บีอาร์ไอ” เชื่อมชาวโลก 5 พันล้านคน
เดือนมกราคม 2560 ศูนย์วิเคราะห์ทางเศรษฐกิจของบริษัทประกันภัยข้ามชาติ “ลอยด์แอนด์พาร์ทเนอร์ส” (Lloyd & Partners) วิเคราะห์ข้อมูล ตัวเลขเศรษฐกิจของ “บีอาร์ไอ” Belt and Road Initiative หรือเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 ที่เชื่อมต่ออย่างน้อย 65 ประเทศทั่วโลก ว่ามีเม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมประชากรร้อยละ 65 ของโลก หรือประมาณ 5,000 ล้านคน "เส้นทางบก" และ "เส้นทางน้ำ" ครอบคลุมการขนส่งสินค้าได้ถึง 1 ใน 4 ของโลก
รัฐบาลจีนจัดตั้ง “กองทุนเส้นทางสายไหม” (Silk Road Fund) เพื่อให้ประเทศต่างๆ กู้ยืม แต่มีหลายประเทศปฏิเสธกองทุนนี้เพราะมีดอกเบี้ยสูง อาจกลายเป็นหนี้สินก้อนใหญ่ของรัฐบาลในอนาคต หรืออาจกลายเป็นเงื่อนไขให้จีนเข้ามาแทรกแซงได้เช่น ผู้นำอินเดียประกาศไม่กู้เงินจีนอย่างแน่นอน หรือบางประเทศไม่ขอรับเงินเพราะกลัวว่าจะตกเป็นผู้เสียเปรียบในอนาคต เปรียบเสมือนนโยบายขยายอาณานิคมในอดีตของอังกฤษ อเมริกา ฯลฯ



