
"รัฐบาลแห่งชาติ - ใครได้ ใครเสีย"
ในห้วงเวลาที่ผ่านมา มีกระแสว่าด้วยเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ กลายเป็นประเด็นข่าวรายวันอยู่พอสมควร
ประเด็นที่ถูกนำเสนอนั้นวางอยู่บนเรื่องที่ว่าจะมีความเป็นไปได้ไหม ว่าเราจะมีความสมานฉันท์ในหมู่นักการเมือง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว เรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาตินั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการนำเสนอกันมาหลายสิบปีแล้ว
คนที่ออกมาอยากมีรัฐบาลแห่งชาติในแง่ของพรรคการเมืองเดียว หรือพรรคการเมืองที่มารวมๆ กันในร่มใหญ่นักมักจะเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งถ้าฝ่ายค้านจุดกระแสนี้ ฝ่ายค้านก็มักจะถูกเหยียดหยามว่าอยากได้อำนาจ อยากจะร่วมกินเค้กกับเขา
หรือถ้าฝ่ายรัฐบาลพยายามจุดกระแสนี้ ก็จะถูกมองว่าเป็นเรื่องของยุทธวิธีในการซื้อความจงรักภักดีจากฝ่ายค้าน ยิ่งในกรณีปัจจุบันนั้นจะยิ่งเห็นชัดว่า เป็นเรื่องของการพยายามทำลายฐานความจงรักภักดีของฝ่ายค้านจากทักษิณ
เรื่องที่เขียนมาหลายบรรทัดนี้ดูไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ใครๆ ก็อ่านออก ใครๆ ก็ให้ความเห็นได้ แต่ถ้าลองพิจารณาให้ซับซ้อนกว่านี้อีกนิดหนึ่งจะพบว่ายังมีคนอีกสองกลุ่มเหมือนกันที่เกี่ยวข้องการการพูด-และไม่พูดถึงรัฐบาลแห่งชาติ
คนกลุ่มแรกก็คือบรรดนายทุนนักธุรกิจ คนกลุ่มนี้ต่างจากนักธุรกิจเฉยๆ นักธุรกิจเฉยๆ หมายถึงคนตัวเล็กตัวน้อยที่ทำมาหากินตามกลไกตลาด ไม่ได้มีส่วนในการรวมตัวทางการเมือง หรือไม่ได้มีส่วนในการเกี่ยวพันตัวเองเข้ากับการให้ทุนสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรคเพื่อทำให้เกิดประโยชน์ในทางธุรกิจของตน ซึ่งบางครั้งการแยกขาดระหว่างนายทุนนักธุรกิจ กับนักธุรกิจนั้นอาจจะแยกกันได้ยาก แต่ทว่าก็น่าจะเป็นประเด็นที่ควรพิจารณา (ในที่นี้เป็นการแบ่งแยกในเชิงการเมืองเท่านั้น)
นายทุนนักธุรกิจมักจะเป็นผู้ที่จะออกมาพูดว่ารัฐบาลแห่งชาตินั้นคือสิ่งที่พึงปรารถนา และดีสำหรับชาติบ้านเมือง เพราะทำให้ไม่มีการทะเลาะกันในหมู่นักการเมือง นโยบายออกมาราบรื่น สิ่งนี้จะว่าไปแล้วดีสำหรับนายทุนนักธุรกิจ เพราะว่าทำให้รู้ว่าจะต้องคุยกับใคร จะต้องกดดันใครได้ พูดกับใครแล้วจบ ... นั่นคืออุดมคติของรัฐบาลสำหรับนายทุนนักธุรกิจ
ขณะที่ในอุดมคติแล้ว สำหรับนักธุรกิจตัวเล็กตัวน้อย การแข่งขันในประชาธิปไตยระหว่างนักการเมืองภายใต้กติกาที่เข้มงวดต่างหากที่จะทำให้ได้นโยบายที่ดีสำหรับประเทศ เพราะนโยบายที่หลากหลายนั้นสะท้อนจากความต้องการของกลุ่มในสังคมที่ต่างเข้าถึงอำนาจรัฐได้พอๆ กัน และทำให้สังคมอยู่ด้วยกันได้
คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ชอบพูดถึงรัฐบาลแห่งชาติ หรืออยู่เบื้องหลังในการต้องการให้มีหรือไม่ต้องการให้มีรัฐบาลแห่งชาติก็คือทหาร ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงนายทหารอาชีพที่เคารพรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย แต่หมายถึงทหารที่แทรกแซงการเมืองจนเป็นอาชีพ
ทหารที่แทรกแซงทางการเมืองเป็นอาชีพมีมุมมองเกี่ยวกับรัฐบาลแห่งชาติอยู่สองแบบ ในแบบแรกพวกเขาย่อมเสียประโยชน์จากการทำให้เกิดรัฐบาลแห่งชาติในหมู่นักการเมือง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะส่งผลกระทบต่อสถาบันทหารที่ชอบแทรกแซงการเมืองเป็นอาชีพ และขณะเดียวกันการมีรัฐบาลแห่งชาติก็จะส่งผลเสียต่อสถาบันทหารที่เคารพรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย เพราะหากนักการเมืองนั้นรวมตัวกันในนามของรัฐบาลแห่งชาติ ทหารก็จะตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่ยึดกุมอำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ และนี่คือการที่การเมืองจะแทรกการทหารทำให้ทหารเป็นเครื่องมือในการปราบปรามคนที่คิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล หรือคนที่รักชาติในมิติที่ต่างจากรัฐบาล
ในมุมมองที่สอง รัฐบาลแห่งชาติที่ประสบความสำเร็จในอดีตมักจะไม่ใช่รัฐบาลประชาธิปไตยแห่งชาติ แต่เป็นรัฐบาลเผด็จการแห่งชาติ หรือรัฐบาลประชาธิปไตยแห่งชาติ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ทหารมีทั้งอำนาจและอิทธิพลในการจัดตั้งรัฐบาลและเป็นรัฐบาล เพราะมีแต่ทหารเท่านั้นที่จะสามารถทำให้นักการเมืองกลัวได้ เนื่องจากทหารนั้นสามารถหยุดยั้งกติกาประชาธิปไตยได้ และเลือกที่จะหยุดยั้งกติกาประชาธิปไตยผ่านการฉีกรัฐธรรมนูญ มากกว่าวิธีการของการกดดันรัฐบาลผ่านการดื้อแพ่ง หรือให้ความเห็นแก่สังคม เพื่อกดดันรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งช่วงหลังจะเห็นบทบาทนี้ชัดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการที่อิงกับรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยมากกว่า ในแง่ของการแทรกแซง-กดดันการเมืองในฐานะกลุ่มผลประโยชน์ โดยอิงกติกาประชาธิปไตย แต่ไม่ถึงกับล้มกติกาประชาธิปไตย เนื่องจากว่าการแทรกแซงในแบบหลังนั้นอาศัยความร่วมมือกับกลุ่มทางสังคมหลายภาคส่วนมากกว่า และเสี่ยงต่อการดำเนินคดีในระบอบประชาธิปไตย และถูกตรวจสอบจากสังคมมากกว่า



