
เรื่องขำๆ ของ "กัญชาไทย" กับ "คสช."
เรื่องขำๆ ของ "กัญชาไทย" กับ "คสช." : รายงาน โดย... ทีมข่าวรายงานพิเศษ
“กัญชา” กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันมาหลายปีแล้ว แต่ยังจับมือตกลงกันไม่ได้สักทีระหว่าง “วงการแพทย์” กับ “วงการปราบยาเสพติด” จะหาทางปลดล็อกร่วมกันอย่างไรดี ยิ่งเจอกระแสกดดันจากทั่วโลกที่กำลังแข่งขันปลูกกัญชาเพื่อใช้รักษาผู้ป่วย สร้างเม็ดเงินมหาศาลปีละไม่ต่ำกว่า 4-5 แสนล้านบาท และกำลังจะพุ่งไปหลักล้านล้านบาทในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า !?!
คำถามคือ ไทยแลนด์ ดินแดนสยามของเรา ที่มีกัญชาเป็นต้นตำรับแพทย์แผนไทยมานานกว่า 400 ปีแล้ว จะเลือกไปทิศทางไหนดี ?
เริ่มจากสำรวจ “มูลค่าตลาดกัญชา” ทั่วโลกดูเล่นๆ ตอนนี้แทบขำไม่ออกเพราะพุ่งเป็นหลัก “ล้านล้านบาท” แล้ว มีประมาณ 30 ประเทศอนุญาตให้ใช้กัญชาแบบถูกกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อรักษาทางการแพทย์และเพื่อความผ่อนคลาย เฉพาะในสหรัฐอเมริกามีมลรัฐที่อนุญาตใช้กัญชาทางการแพทย์แล้วกว่าครึ่งประเทศ ตัวเลขประเมินปี 2016 น่าจะไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท และอีกประมาณ 10 มลรัฐเปิดให้ใช้เพื่อความบันเทิงได้ด้วย
บริษัทสำรวจตลาด “อาร์กวิว มาร์เก็ต รีเสิร์ช” (Arcview Market Research) รายงานว่า เฉพาะกัญชาขายในอเมริกาสร้างมูลค่าเศรษฐกิจประมาณ 5.14 แสนล้านบาท และอีก 5 ปีข้างหน้า ปี 2021 จะเพิ่มอีกร้อยละ 150 หรือไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านล้านบาท
นี่คือตัวเลขประเทศเดียวเท่านั้น !
ส่วนประเทศอื่นๆ ที่เปิดให้เสรีกัญชาทั้งการแพทย์และผ่อนคลาย เช่น อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ สเปน รัสเซีย เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย เบลเยียม แคนาดา ฯลฯ ประเทศเหล่านี้ล้วนแต่เป็นแหล่งสำคัญมีนักท่องเที่ยวเข้าออกตลอดปี ล่าสุดประเทศกรีซที่เจอภาวะหนี้สินอ่วมอรทัย จนส่งผลกระทบต่อค่าเงินยูโรมานานหลายปี ก็มีไอเดียเสนอร่างกฎหมายอนุญาตให้ใช้กัญชาด้วย เพราะตลาดซื้อขายกัญชาหอมหวนยิ่งนัก ถึงกับประเมินว่าอาจช่วยฟื้นฟู้วิกฤติหนี้สินของประเทศด้วยซ้ำ โดยเฉพาะให้นักท่องเที่ยวซื้อกัญชาบริโภคเพื่อความบันเทิง หลังจากมีนักวิจัยยืนยันว่าสภาพภูมิอากาศของหมู่เกาะท่องเที่ยวในกรีซหลายแห่งเหมาะกับการปลูกต้นกัญชาเป็นอย่างยิ่ง
นักลงทุนขาใหญ่ข้ามชาติเสนอเงินให้รัฐบาลกรีซลงทุนทำโครงการไร่กัญชาพิเศษมูลค่าเกือบ 6 พันล้านบาท เพราะเชื่อว่ากรีซจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาลิ้มรสกัญชาได้ไม่ยากนัก ภายใน 10 ปี น่าจะได้กำไรคืนไม่ต่ำกว่า 7-8 ล้านล้านบาท แถมช่วยบรรเทาปัญหาคนว่างงานในประเทศได้ด้วย
โดยเอาต้นแบบมาจาก “กรุงอัมสเตอร์ดัม” ที่นักท่องเที่ยว 1 ใน 4 นิยมไปนั่งร้านกาแฟที่มีบริการขายกัญชาถูกกฏหมาย ตอนนี้ร้านกาแฟประเภทนี้มีไม่ต่ำกว่า 200 ร้านแล้ว ส่วนอีกประเทศออสเตรเลียที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง ก็ประกาศเชิญชวนเกษตรกรเร่งปลูกกัญชาส่งให้กระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากรัฐบาลออสเตรเลียมีนโยบายเป็นผู้ผลิตและส่งออกกัญชาเพื่อการแพทย์อันดับ 1 ของโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ส่วนประเทศติดชายแดนไทยอย่างกัมพูชา แม้ว่าไม่อนุญาตให้ขายกัญชา แต่บางครั้งในร้านอาหารก็มีกัญชาผสมขาย เพราะถือว่าเป็นวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น เช่น ร้านขาย “พิซซ่ากัญชา” (Cambodian “Happy” Pizza) กลายเป็นแหล่งสำคัญของนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจแวะไปชิมและถ่ายรูปแชร์ในโลกโซเชียล
ย้อนกลับมาดูไทยแลนด์กันบ้าง !
ใครที่ติดตามประเด็นนี้ในสื่อต่างๆ จะเห็นมุมมองคนไทยที่หักล้างกันไม่ลงกลายเป็นเรื่องขำขันแชร์ในโลกออนไลน์
เพราะตั้งแต่ต้นปี 2561 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะที่รู้กันดีว่าเป็นตัวแทนสำคัญของ “รัฐบาล คสช.” รับมอบหมายให้จัดการ “นโยบายปลดล็อกกัญชา”
จากสถานการณ์ “กระแสปฏิวัติกัญชาเพื่อการแพทย์” ทั่วโลก และตัวเลขมูลค่าเศรษฐกิจระดับล้านล้านบาท ตอนนี้ คสช.มี 3 ทางเลือกด้วยกัน ทางเลือกที่ 1 ให้เป็นยาเสพติดผิดกฎหมายต่อไป หลังจากปราบปรามห้ามขายมาแล้ว 70 กว่าปี ทางเลือกที่ 2 ถือโอกาสที่กำลังปรับแก้ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดใหม่ 200 กว่ามาตรา กำหนดให้บางหน่วยงานปลูก ผลิต และขายได้ โดยเฉพาะพัฒนาเป็นยาบรรเทาปวดหรือยารักษาอาการป่วยบางชนิด เหมือนที่ 30 ประเทศทั่วโลกกำลังแข่งกัน ทางเลือกที่ 3 ปลดล็อกให้ใช้กัญชาเพื่อความรื่นรมย์ผ่อนคลาย เอาใจธุรกิจท่องเที่ยวเหมือนที่หลายประเทศร่ำรวยขึ้นมาจากการเปิดเสรีกัญชาในบางพื้นที่
แต่ปรากฏว่าทางเลือกทั้ง 3 ทางข้างต้น ยังกลายเป็นเรื่อง ขำๆ มากกว่าเรื่องจริงจังของ คสช. จนโดนแซวว่า วิสัยทัศน์ของทหารมีแค่ “วงการอาวุธ” ไม่รู้ว่า “วงการขายยา” มูลค่ามหาศาลแค่ไหน หากลองวิเคราะห์ทั้ง 3 ทางเลือกพบว่า
ทางเลือกที่ 1 กำหนดให้ “กัญชา” เป็นยาเสพติดผิดกฎหมายต่อไป ไม่ต้องไปสนใจว่าประเทศไหนนำมาทดลองใช้เป็นยาบรรเทาปวดหรือยารักษาโรค เรื่องนี้กลุ่มแพทย์ เภสัช หมอสมุนไพร นักวิชาการด้านต่างๆ ได้แต่ขำหรือหัวเราะเยาะเย้ยในใจ เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่า “รัฐบาลทหาร” ค่อนข้างจะอนุรักษนิยม กลัวปัญหายาเสพติดขึ้นสมอง กลัวกระทบความมั่นคงประเทศ ทั้งๆ ที่กัญชาจับได้ในแต่ละปีมูลค่าไม่ได้มากนัก หากเทียบกับคดียาบ้า เช่น ปี 2559 จับคดียาบ้าได้ 123 ล้านเม็ด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3–4 หมื่นล้านบาท ส่วนกัญชาสดและกัญชาแห้ง จับได้รวมกันประมาณ 3.5 หมื่นกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าไม่เกิน 100–200 ล้านบาท
โดยเฉพาะกลุ่มแพทย์แผนไทย ได้แต่หัวเราะขำๆ ในใจ พร้อมแซวกันว่าน่าจะส่งตำราแพทย์โบราณไปให้ทหารที่ชอบอ้างถึงวีรกรรมบรรพบุรุษชาติไทย เปิดตาเปิดสมองอ่านกันบ้างว่า บรรพบุรุษของไทยไม่ได้แค่ทหารฟันดาบเก่งอย่างเดียว แต่ยังมีปราชญ์การแพทย์นำต้นพืช “กัญชา” มาใช้เป็นรักษาโรคด้วย มีบันทึกตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เช่น คัมภีร์ธาตุพระนารายณ์ ที่ถือเป็นต้นตำรับภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยสืบทอดกันมา ก่อนที่กัญชาจะถูกสั่งให้เป็น “ฆาตกรทำลายความมั่นคง” ต้องกำจัดให้หมดสิ้นจากชาติไทย
ส่วนเรื่องขำขันของทางเลือกที่ 2 ให้แก้กฎหมายปลดล็อกกัญชาจากยาเสพติด ล่าสุดงานประชุมวิชาการหัวข้อ การวิจัยและพัฒนาสารสกัดกัญชาและกัญชงทางการแพทย์เพื่อการพัฒนาประเทศ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 มีเอกสารวิจัยจากวารสารการแพทย์ทั่วโลกยืนยันชัดเจนว่า กัญชา รักษาโรคเครียด เป็นยาบรรเทาปวด ยารักษาโรคมะเร็งตับ รักษาโรคชัก โรคเบาหวาน ฯลฯ เพราะกัญชามีสารแคนนาบินอยด์ (cannabinoids) หลายชนิด ช่วยออกฤทธิ์สร้างสมดุลของระบบประสาท ฮอร์โมน ภูมิคุ้มกัน รวมถึงระบบอื่นๆ ของร่างกายมนุษย์ สารสกัดจากกัญชายังส่งผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งหลายชนิด ที่สำคัญ “องค์การอนามัยโลกได้รับรองแล้วว่าสารสกัดจากกัญชาไม่มีผลเสียต่อสุขภาพ และยังมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็ง และโรคสมองเสื่อม”
แต่ปรากฏว่า พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า ก่อนอนุญาตให้เอากัญชาออกจากรายชื่อยาเสพติดขอให้ “เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.” กับ “หมอ กระทรวงสาธารณสุข” ไปร่วมกันศึกษาว่าความจำเป็นเร่งด่วนที่จะนำกัญชามาทำวิจัยทางการแพทย์ กับกระบวนการและการควบคุมเป็นอย่างไร
หลังให้สัมภาษณ์เสร็จ กลุ่มแพทย์และนักวิจัยหลายคนแอบไปนั่งขำในใจกันต่อ เพราะประเทศมหาอำนาจทางการแพทย์ทั่วโลกอนุญาตให้ใช้กัญชาเป็นยามากว่า 10 ปี ขายยากัญชาจนร่ำรวย แต่บิ๊กทหารบอกว่าให้ไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติม และให้ดูว่าจำเป็นเร่งด่วนแค่ไหน บางคนถึงกับแซวขำๆ ว่า หรือทหารมีเอี่ยวกับบริษัทขายยาแก้ปวด จนกลัวว่ากัญชาสูตรแพทย์แผนไทยจะมาทดแทนการสั่งซื้อยาพวกนี้ ?!?
และที่ขำไปกว่านั้น คือสั่งให้ไปวิจัยกัญชา โดยใช้ “กัญชาแห้งของกลาง” ที่ตำรวจจับได้ไปทดลอง ซึ่งนักวิจัยได้แต่กุมขมับเพราะกัญชาเหล่านั้นมีส่วนผสมของสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ มากมาย ส่วนใหญ่กัญชาที่ใช้ทางการแพทย์ต้องบริสุทธิ์มาจากต้นกัญชาที่ได้รับการปลูกดูแลอย่างดี
ทางเลือกที่ 3 ปลดล็อกให้ใช้กัญชาเพื่อความรื่นรมย์ผ่อนคลาย เอาใจธุรกิจท่องเที่ยวเหมือนที่หลายประเทศร่ำรวยขึ้นมาจากการเปิดเสรีกัญชาในบางพื้นที่นั้น หลายฝ่ายว่าเป็นเรื่องตลกร้ายแรงสุด เพราะทุกวันนี้นักท่องเที่ยวหลายกลุ่มเดินทางเข้ามาในไทยเพราะเป็นแหล่งซื้อขายกัญชาแบบผิดกฎหมายราคาถูก แถมสายพันธุ์กัญชาของไทยมีกลิ่นหอมและรสชาติพิเศษมีชื่อเสียงมายาวนาน
ทุกครั้งที่มีใครกล่าวถึงทางเลือกนี้ขึ้นมา ทั้งฝ่ายตำรวจและฝ่ายแพทย์ต่างหัวเราะขบขันและตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะประเทศไทยจะขายกัญชาเสรีได้อย่างไร จะทำให้เกิดปัญหาคนติดยาเสพติดมากขึ้น ประเทศไทยจะเสียชื่อเสียงว่าเป็นแหล่งขายกัญชาถูกกฎหมาย ฮา ฮา ฮา
ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) กล่าวยอมรับว่า ไม่รู้ว่าทำไม “รัฐบาล คสช.” ไม่ยอมปลดล็อก “กัญชาและกระท่อม” ออกจากยาเสพติด ทั้งที่เป็นพืชสมุนไพรไทยมานานหลายร้อยปีตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ที่มาหยุดใช้และสั่งให้เป็นยาเสพติดก็เมื่อ 75 ปีที่แล้ว หรือ พ.ศ.2486 เพราะรัฐบาลสมัยนั้นอยากรีดภาษีฝิ่น เลยเอากัญชากับกระท่อมเข้าไปอยู่กลุ่มยาเสพติดด้วย ตั้งแต่นั้นมาแพทย์ไทยก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์กัญชาในการรักษาโรคอีกเลย
“น่าเสียดายมาก เพราะกัญชากับกระท่อมมีคุณสมบัติพิเศษ ที่พืชสมุนไพรอื่นไม่มี เอาแค่รักษาอาการปวดของคนไข้ก็สุดยอดแล้ว ทุกวันนี้แต่ละโรงพยาบาลทั่วประเทศไทยสั่งซื้อยาแก้ปวดทุกชนิดถ้าเอามารวมกันคิดเป็นเม็ดเงินน่าจะหลักหลายร้อยล้านบาท ที่ตลกและขำมากคือ รัฐบาลสั่งให้ทดลองกัญชาเพื่อการแพทย์ได้ แต่ไปติดล็อกว่าเป็นยาเสพติด ทำให้ทดลองในมนุษย์ไม่ได้ เลยสงสัยกันว่าจะให้ทดลองแค่ในสัตว์หรืออย่างไร ทั้งที่ในต่างประเทศทดลองในมนุษย์ไปเยอะแยะ จนผลิตเป็นยาขายไปทั่วโลกแล้ว เครือข่ายแพทย์และเภสัชกรไทยเลยเสนอวิธีแก้ปัญหาขอให้ใช้มาตรา 44 ปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 วิธีนี้อาจจะดีที่สุดไม่ต้องผ่านขั้นตอนวุ่นวายซับซ้อน” ภญ.นิยดา กล่าวแสดงความเห็น
สรุปว่าตอนนี้คนไทยคงต้องหัวเราะไปและสงสัยไปด้วยระหว่างหัวเราะว่า มีกลุ่มไหนที่ได้ประโยชน์จากการไม่ปลดล็อก “กัญชา” ออกจากยาเสพติด เพราะผลประโยชน์หลายอย่างไม่เข้าใครออกใคร ต้องรอ “รัฐบาล คสช.” ตาสว่าง มองเห็นมูลค่าตลาดจำนวนล้านล้านบาทรออยู่อยู่ข้างหน้า รีบสั่งแก้ปัญหาข้อขัดแย้งระหว่าง “วงการแพทย์” กับ “วงการปราบยาเสพติด”
นอกจากตั้งเป้าให้เกษตรกรปลูกผักปลูกหญ้าเลี้ยงไก่แล้ว ควรเน้นรื้อฟื้นการทำไร่ปลูกกัญชาผลิตเป็นยาแก้ปวด ยารักษามะเร็งขายด้วย เพราะได้ประโยชน์ 2 เด้งแน่นอน ผู้ป่วยไทยไม่ต้องเสียเงินซื้อยาจากต่างประเทศ แถมขายยากัญชาส่งออกได้เงินเข้าประเทศด้วย สมการวินวินบวกบวกแบบนี้ทำไมคิดนานจัง...ฮา...ฮา...ฮา



