
คนการเมือง...จะตอบสังคมอย่างไรว่า"อยู่ข้างไหน?"
คนการเมือง...จะตอบสังคมอย่างไรว่า"อยู่ข้างไหน?" : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... เร้นกาย ไร้เงา
“พรรคนี้เลือกข้างใด อยู่ฝั่งทหารหรือเปล่า?” คำถามของชาวบ้านร้านตลาดที่ยิงตรงสู่คนการเมืองหลากพรรคยามลงพื้นที่ คนการเมืองจะเจอคำถามเเบบนี้อีกมากจากหลากชีวิตในช่วงจากนี้ไป
เพราะประชาชนอยากรู้ว่า “ว่าที่ส.ส.เเละพรรคที่พวกเขาจะกาเเต้มให้นั้น” จะอยู่ฝั่งไหน ฉะนั้นจึงขอความชัดเจนเเต่เนิ่นๆ
คำถามนี้ เเน่นอนว่า “ตอบยาก” สำหรับคนการเมือง เพราะตอบไปอย่างหนึ่งในวันนี้ เเต่วันรุ่งขึ้นหากสถานการณ์เปลี่ยนเเละต้องทำอีกเเบบหนึ่งจากคำมั่นที่ให้ไว้นั้น
“เสียสัจจะ พูดจาเชื่อถือไม่ได้ คราวหน้าไม่เลือกเเล้ว” คือคำตำหนิเเละต่อว่าเเบบซึ่งหน้าที่คนการเมืองเจอเเน่ๆ หากมีการพลิกลิ้น
เเละยิ่งช่วงนี้กระเเสข่าวอดีตส.ส. อดีตส.ว.เเละนักการเมืองท้องถิ่น เร่งเปิดตัวว่าสังกัดพรรคนี้ พรรคนั้น เพื่อสยบข่าวเเละสร้างความมั่นใจว่า สังกัดพรรคนี้เเน่นอน
บางคนนั้นเเม้เงื่อนไขในการย้ายค่ายจะเยี่ยมยอดเเบบไม่น่าปฏิเสธ เเต่คำตอบเปรียบเปรยที่ได้ยินนั้น “น่าพินิจ”
“นักการเมืองวันนี้เหมือนไก่ชน ก่อนลงตีก็มีการเปรียบมวยกัน บางตัวสวยงามเเละดีกรีเลิศ ชนะทุกสนามที่ไปชน เเต่อย่าลืมว่าในเกมที่เดิมพันกันสูงนั้นไก่ที่ชนชนะราคาตัวละเป็นล้าน หากเเพ้ขึ้นมาตัวละร้อยเเละลงหม้อต้ม”
การย้ายขั้วก็น่าจะสื่อนัยไปในเเนวนั้น เพราะบางคนโดนทาบทามในหลากเงื่อนไขเเต่ยังใจเเข็งไม่ย้ายเเละรอลุ้นว่าหากชนะเเล้วมีการชกใต้เข็มขัดนั้น ผู้ชมจะว่าอย่างไร....
สิ่งที่ได้ยินเเละพบความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธมันได้จากวงการการเมืองยามนี้คือ ใครต่อใครวิ่งกันวุ่นกับการเจรจาต่อรองหลากเงื่อนไขกับสัญญาใจที่ให้กันไว้นั้น เรียกว่า "มีการลือทุกวัน”
เเละนับวัน “เงื่อนไขในการลือ” ยิ่งเพิ่มมูลค่าไปเรื่อยๆ จนกว่าเงื่อนไขจะลงตัว
คำตอบของการปิดดีลเเบบชัวร์ๆ คือ การจับมือ สวมเสื้อกับพรรคใหม่ที่ปรากฏบนภาพถ่ายเเละใบสมัครยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคนั้นๆ เเสดงออกมา
เเน่นอนว่านายทุนพรรคเเละนักล็อบบี้ยิสต์ที่มีกันทุกพรรคย่อมคำนวณการลงทุน เพราะความจริงบนสนามการเมืองนั้น “มันมีค่าใช้จ่ายในวันนี้เเละวันหน้า”
การลงทุนนั้นต้องวิเคราะห์กันให้ทะลุ เเละบางเงื่อนไขก็ต้องจำยอมเพื่อให้ระบบการเมืองที่ตัวเองถวิลหาเดินหน้าได้......
ความจริงอีกหนึ่งข้อที่รับทราบมานั้นคือวันนี้ บางพรรคเริ่มถกเเล้วว่า เขตนี้จะไม่ส่งผู้สมัครส.ส. เเม้พรรคของตัวเองจะเป็นเจ้าของพื้นที่ก็ตาม(นัยว่า...เปิดทางให้บางพรรคลงมาโกยเเต้มเเบบเต็มสูบ) เเละบางสายสกุลบนถนนการเมืองก็เเหวกม่านประเพณีเเล้วว่ารุ่นใหญ่ลงพรรคนี้ รุ่นเล็กย้ายไปพรรคนั้น บางพรรคพ่ออยู่พรรคนี้ เเต่ลูกชายไปสมัครพรรคโน้น เเละบางเขตก็ส่งนอมินีลงประชันกันว่าสายสกุลนี้เเตกหักจริงเเละพร้อมดับเครื่องชน(ความจริงเเล้วไซร้ มีการซูเอี๋ยกันไว้ล่วงหน้าเเล้ว เเต่ต้องจัดฉากลวงสังคมให้ดูเนียนตา)
บางพรรคก็เปิดตัวพรรคสำรองไว้เเล้ว รวมทั้งพรรคเครือข่ายที่เเยกตัวไปเพื่อรองรับปรากฏการณ์ที่มิคาดคิดไว้ล่วงหน้า
หรือคนการเมืองที่มีชั่วโมงบินก็ย่อมเลือกเเล้วว่าอยู่พรรคไหนเเล้วไม่เป็นเป้า...เเละรอดตายในทุกภาวะ
เเละบางคนอ่านเกมออกเเล้วว่าการเมืองหลังการหย่อนบัตรจะวุ่นเพียงใด..ฉะนั้นการลงสนามเลือกตั้งคราวนี้เพื่อ "สะสมทรัพย์” เท่านั้น
ของเเบบนี้บางคนมองว่าเเปลก เเต่บางคนในเเวดวงนี้ชี้ว่า "มันเป็นธรรมดาในยามนี้ ทำเเบบนี้เพื่อเชื่อมขั้วการเมืองไว้ทุกฝ่ายเเละไม่เสียไมตรี”
เเต่ที่เเน่ยิ่งกว่าเเช่เเป้งคือคนการเมือง...จะมีคำตอบสังคมอย่างไรว่า "อยู่ข้างไหน?”
สิ่งนี้ยังลอยลมอยู่.....เเละยากที่จะปรากฏในช่วงนี้จากริมฝีปากของคนการเมือง
เพราะคณิตศาสตร์การเมืองยังไม่บังเกิด..คำถามนี้จึงมาก่อนกาล
มันเป็นเช่นนั้นเอง....



