คอลัมนิสต์

พลิกปูมแต้มต่อที่มา "บิ๊กตู่" สนใจการเมือง

พลิกปูมแต้มต่อที่มา "บิ๊กตู่" สนใจการเมือง

28 ก.ย. 2561

พลิกปูมแต้มต่อที่มา "บิ๊กตู่" สนใจการเมือง : ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น


 
          ไม่ใช่เรื่องที่ผิดความคาดหมาย เมื่อบิ๊กตู่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศต่อสาธารณะ ว่า “สนใจงานด้านการเมือง” แม้คำอธิบายในเวลาต่อมาคือ ความต้องการสานต่อสิ่งที่คิด และทำมาตั้งแต่ใช้พลังกองทัพและฝ่ายสนับสนุน ยึดอำนาจรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2557 โดยเฉพาะงานปฏิรูป และแก้ปัญหาอันยุ่งเหยิงในประเทศ

          แต่ “คอการเมือง” เลือกมองคำพูดนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะ “เชื่อ” ได้ว่า เป็นคำประกาศจากเจตนาบริสุทธิ์ เพราะคำพูดของ “บิ๊กตู่” ตั้งแต่ที่มีมา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องด้านการเมือง แฝงนัยที่ถูกนำไปตีเนื้อหาว่า “มีเจตนาสืบทอดอำนาจ” อยู่เสมอ

          เพราะด้วยกลไกของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ถูก “เซต” เพื่อปูทางให้ “พล.อ.ประยุทธ์” คืนสู่เก้าอี้ผู้นำรัฐบาลหลังจากการเลือกตั้ง ทั้ง

          1.เปิดทางให้ “ผู้นำรัฐบาล” มาจาก “คนนอก” บัญชีพรรคการเมือง ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดเป็นแนวปฏิรูปการเมืองว่า พรรคต้องประกาศชื่อบุคคลที่สนับสนุนให้เป็น “นายกฯ” เพื่อให้ประชาชนเห็นหน้าตาบุคคลที่จะมาทำหน้าที่นั้น และหากพรรคไหนที่ไม่ยอมเสนอชื่อ จะหมดสิทธิ์ได้คนของตัวเองเข้าชิงเสียงโหวตในสภา

          2.คนที่พรรคสนับสนุนให้เป็น “นายกฯ” ไม่จำเป็นต้องเป็น “สมาชิกพรรค” เพียงแค่มีหนังสือยินยอมการสนับสนุนและเป็นตัวแทน “บัญชีนายกฯ ของพรรคการเมือง” เท่านั้น ดังนั้น รัฐธรรมนูญที่วางบรรทัดฐานไว้ว่า “รัฐมนตรี–สภานิติบัญญัติแห่งชาติ–คสช.” จะลงสมัครเป็น ส.ส. ต้องลาออกจากตำแหน่งภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 คือวันที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับ จึงไม่ครอบคลุมถึงประเด็น “บัญชีนายกฯ ของพรรค”

          3.ในบทเฉพาะกาล ยังกำหนดให้ 5 ปีแรกของรัฐสภาชุดแรกที่มาตามรัฐธรรมนูญ 2560 การเลือกนายกฯ ต้องมาจากการโหวตของสมาชิกแห่งรัฐสภา 750 คน คือ ส.ว.จำนวน 250 คน และ ส.ส. 500 คน ทั้งขยักแรก คือ นายกฯ จากบัญชีพรรค และขยักสองคือ คนนอกบัญชีพรรค ที่มีขั้นตอนโหวตขอยกเว้นการใช้บัญชีนายกฯ จากพรรค

          ดังนั้น ความสนใจของ “บิ๊กตู่” ต่องานการเมือง เป้าหมายเดียวที่วางไว้ และสนองตอบเจตนาได้คือ การคืนกลับเก้าอี้ผู้นำรัฐบาลอีกครั้ง และด้วยกลไกที่สอดคล้อง ทั้ง “คสช.” ที่ได้สิทธิ์คัด "ส.ว. 250 คน" ได้เอง และได้อาญาสิทธิ์ บริหารแบบมีอำนาจเต็มช่วงการเลือกตั้ง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นการใช้ช่องว่างทางรัฐธรรมนูญ ไปสู่การหวนคืนการเมืองอีกครั้ง

          เมื่อรัฐธรรมนูญออกแบบการเลือกตั้ง ส.ส. ให้เป็นรูปแบบใหม่ “จัดสรรปันส่วนผสม” ผ่านการเลือกตั้ง โดยบัตรเลือกตั้งใบเดียว คะแนนที่ได้สามารถนำไปคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อ จึงถูก “นักวิชาการ–คนการเมือง” เดาโมเดลเลือกตั้งว่า ปูทางไปสู่การได้เสียง ส.ส. แบบกระจัดกระจาย ไม่มีหวังว่าพรรคไหนจะได้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาด จนสามารถตั้ง “นายกฯ” ได้เพียงพรรคเดียว เมื่อกฎหมายเอื้ออำนวยจึงเป็นประเด็นหนึ่ง ที่ “บิ๊กตู่” มั่นใจระดับหนึ่งว่าจะคืนสู่เก้าอี้นายกฯ ได้ แต่เหตุผลสำคัญที่เจ้าตัว ประกาศว่า “สนใจงานการเมือง” ในช่วงที่การเมืองจะคลายล็อก และ พรรคการเมืองสามารถลงสนามสู้ศึกได้เต็มที่

          เชื่อได้ว่า จะมาจากความมั่นใจว่าจะได้เสียงสนับสนุนใน “สภาผู้แทนราษฎร” ที่มากพอต่อการโหวต และขับเคลื่อนงานโดยไม่มีอุปสรรค หรือถูกก่อกวนจากฝ่ายการเมืองน้อยที่สุด

          เพราะกลไกการเคลื่อนงานการเมือง ที่มี “คนทำแทน” ทั้งใช้มาตรการ “ดึง” เเละ “ดูด” และปัจจัยที่น่าวิเคราะห์คือ ปรากฏการณ์ของ “พลังประชารัฐ” ที่ขับเคลื่อนผ่านกลุ่มสามมิตร “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ – สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ – สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่จ้องสลายเสียงของ “พรรคเพื่อไทย” โดยตรง คงมีคนกระซิบบอกข้อมูลว่า “ทำสำเร็จ” เมื่อรวมกับ “พรรคการเมือง” อื่นๆ ที่ผูกไมตรีไปก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่จ้องจะเข้าร่วมกับ “ข้างผู้ชนะ” โดยสัญชาตญาณ จึงกลายเป็นความมั่นใจ ที่ “บิ๊กตู่” ไม่ยอมวางมือทางการเมือง

          กับอีกปรากฏการณ์ ในฟากของ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่นอกจากเจอพลังดูดแล้ว ยังเจอพลังเปลี่ยนหัวหน้าพรรค จาก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไปเป็นคนที่สามารถคอนโทรลได้ และยินยอมที่จะรวมขั้วกับ “พรรคที่สนับสนุน บิ๊กตู่” เพราะอาการหัวดื้อของ “หัวหน้ามาร์ค” และไม่ยอมวางความเป็นประชาธิปไตยในอุดมคติ จึงเป็นสิ่งที่ต้องเขี่ยไปให้พ้นทางก่อน ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้มีแนวโน้มว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
เมื่อร้อยเรื่อง ตั้งแต่เสียงสนับสนุนข้างมากในรัฐสภา บวกกับกลไกการเดินเกม เดินงานการเมืองของ “คณะผู้ทำแทน” กับปรากฏการณ์แทรกแซงภายในพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ระดับความมั่นใจ “บิ๊กตู่” ต่อการประกาศเจตนาสนใจงานการเมืองมีมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

          ขณะที่ปัจจัยสุดท้าย ที่ทำให้ “หัวหน้า คสช.” คิดว่า มีแต้มต่อทางการเมือง คงหนีไม่พ้นการใช้เครือข่ายคนภายในกองทัพ เป็นกลไกที่สร้าง “แต้มต่อ” อันสำคัญ ต่อการสืบทอดเจตนารมณ์ และสานความสนใจงานการเมือง ให้กลายเป็นจริงได้