คอลัมนิสต์

"ไทย"เปราะบางอันดับ12ของโลก..แผนแก้ไขอากาศแปรปรวน

"ไทย"เปราะบางอันดับ12ของโลก..แผนแก้ไขอากาศแปรปรวน

14 ก.ย. 2561

"ไทย"เปราะบางอันดับ12ของโลก..แผนแก้ไขอากาศแปรปรวน : รายงาน  โดย...  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

 

          ช่วงนี้ทั่วโลกเผชิญ “ภาวะอากาศแปรปรวน” อย่างหนักหน่วง ทำให้เกิดภัยพิบัติ 2 ด้านตรงข้ามกัน บางพื้นที่เจอพายุฝนตกหนักน้ำท่วมรุนแรง เช่นกรณีพายุหนักสุดในรอบ 25 ปีของญี่ปุ่น ต้องอพยพผู้คนกว่า 3 แสน ขณะที่บางพื้นที่ในออสเตรเลียประสบภัยแล้งรุนแรงสุดในรอบ 400 ปี มีรายงานว่าจิงโจ้ยืนตัวแห้งตายเพราะขาดน้ำ

          ...ส่วนประเทศไทยมีกระแสข่าวว่าแผ่นดินกรุงเทพฯ กำลังทรุดหนักอาจกลายเป็นเมืองบาดาลถ้าเจออากาศแปรปรวนพายุโหมกระหน่ำในอีกไม่เกิน 3 ปีข้างหน้า...

          วันที่ 4-9 กันยายน 2561 ประเทศไทยเป็นเจ้าบ้านจัดประชุมใหญ่ “ลดโลกร้อน” มีผู้เข้าร่วมประมาณ 2,000 คนจาก 190 กว่าประเทศทั่วโลก ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ แถวถนนราชดำเนิน...การประชุมครั้งนี้มีชื่อเป็นทางการว่า "การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กรย่อย สมัยเพิ่มเติม" (United Nations Climate Change Conference: Additional sessions of the subsidiary bodies)

 

"ไทย"เปราะบางอันดับ12ของโลก..แผนแก้ไขอากาศแปรปรวน

 

          พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติด้วยการเน้นย้ำถึงการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่ตัวแทน 190 ประเทศจะหาข้อตกลงร่วมกันให้ได้ว่า เป้าหมายลดโลกร้อน 2 องศาได้อย่างไร เพราะแต่ละประเทศมีรายละเอียด นโยบาย กฎ แนวทางและขั้นตอนแตกต่างกันไป รวมถึงขอร้องให้ร่วมมือกันเจรจาจัดทำเอกสารพื้นฐานการลดก๊าซเรือนกระจกให้สมดุลและครอบคลุม ก่อนการประชุมใหญ่ปลายปีหรือ “คอป 24” (cop 24)

          หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องจัดประชุมพิเศษที่กรุงเทพฯ ในเมื่อเวทีประชุมลดโลกร้อนครั้งใหญ่ “คอป 24” กำลังจะจัดขึ้นที่ประเทศโปแลนด์ตอนต้นเดือนธันวาคมที่ใกล้จะถึงนี้

          ที่ผ่านมาทั่วโลกร่วมกันจัด “ประชุมลดโลกร้อน” หรือชื่อเต็มว่า การประชุมรัฐภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาแล้ว 23 ครั้ง แต่ครั้งที่ได้รับการตอบรับและเป็นรูปธรรมมากสุดคือ “คอป 21” (Conference of Parties : COP 21) ณ กรุงปารีส เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ครั้งนั้นมีตัวแทนรัฐบาล องค์กรเอกชน เอ็นจีโอเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน จนสามารถบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้ว่า ต้องควบคุมหรือจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกเฉลี่ยไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส เพราะนับจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อร้อยปีที่แล้ว โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ นับได้ประมาณ 0.6-0.8 องศา ถ้าไม่รีบช่วยกันลดลง อาจทะลุสูงเพิ่มไปถึง 4 องศาในอีก 100 ปีข้างหน้า

 

"ไทย"เปราะบางอันดับ12ของโลก..แผนแก้ไขอากาศแปรปรวน

 

          ถ้าอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียสเมื่อไร หมายถึงภูมิอากาศจะแปรปรวนอย่างรุนแรง ภูเขาหิมะจะละลายกลายเป็นน้ำท่วมหลายประเทศ รวมถึงภัยแล้ง ภัยพิบัติต่างๆ จะเกิดขึ้นบนโลกมนุษย์อย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

          “ภาคีความตกลงปารีส 2015” (The Paris Agreement 2015) กลายเป็นเป้าหมายร่วมกัน รัฐบาลทุกประเทศจะไปดำเนินนโยบายเร่งด่วน ช่วยลดให้ได้ “2 องศาเซลเซียส”

          สำหรับประเทศไทยนั้น คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) เป็นเจ้าภาพจัดทำ “แผนที่นําทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี 2564-2573” เพื่อเป็นแผนปฏิบัติสำหรับหน่วยงานรัฐ เอกชนและประชาชนทุกภาคส่วนให้มาช่วยกันลดโลกร้อน

           ประเด็นน่าสนใจคือเนื้อหาในรายงานข้างต้นระบุว่าประเทศไทยเข้าข่ายเป็นประเทศที่มีความเปราะบาง (vulnerable) และมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจัดอันดับอยู่ในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงมาก (extreme risk) ลําดับที่ 12 ของโลก และเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

          หมายความว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงเกิดขึ้น เช่น อุณหภูมิสูงขึ้น น้ำฝนเพิ่มขึ้นหรือจํานวนวันที่อากาศร้อนเพิ่มขึ้น หรือวันที่อากาศเย็นลดลง สภาวการณ์เหล่านี้จะส่งผลกระทบให้เกิดภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟไหม้ป่า น้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ประเทศไทยอย่างรุนแรง ภัยธรรมชาติเหล่านี้มีผลกระทบถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ การแพร่กระจายของโรค และการย้ายถิ่นฐานประชากรด้วย

 

"ไทย"เปราะบางอันดับ12ของโลก..แผนแก้ไขอากาศแปรปรวน

 

          สอดคล้องกับรายงานจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ที่ระบุว่าไม่ใช่เฉพาะ “ไทย” เท่านั้น แต่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงและมีความเปราะบางมากเช่นกัน เนื่องจากหลายสิบปีที่ผ่านมามีการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลจำนวนมหาศาล พร้อมกับตัดไม้ทำลายป่าสร้างบ้านสร้างเมืองอย่างเร่งรีบ
ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นสนามแข่งขันปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยไม่ตั้งใจ !

           ตัวเลขเปรียบเทียบปี 2537 ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 207 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ปี 2554 เพิ่มเป็น 305 ล้านตัน เปรียบเทียบกับข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ในปี พ.ศ.2555 อันดับ 1 ที่ทำโลกร้อนมาที่สุดคือ “จีน” ปีละประมาณ 1 หมื่นล้านตัน อันดับ 2 อเมริกา 5 พันล้านตัน อันดับ 3 สหภาพอียูจำนวน 4 พันล้านตัน อันดับ 4 อินเดีย จำนวน 2 พันล้านตัน

          ส่วนไทยนั้นอันดับ 27 ของโลก ประมาณ 250-300 ล้านตันต่อปี !  

           ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ผอ.สำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อธิบายว่า เวทีประชุมในกรุงเทพฯ ครั้งนี้เป็นการประชุมพิเศษ เพราะที่ผ่านมาแต่ละประเทศวางแผนแตกต่างกัน ทำให้ยากที่จะคำนวณสรุปได้ว่าตัวเลขการลดก๊าซเรือนกระจกหากรวมกันแล้วทั่วโลกจะมีจำนวนเท่าไร จึงนัดกันประชุมพิเศษเพื่อเจรจาให้ลงตัว ก่อนประชุมใหญ่ที่โปแลนด์กรณีประเทศไทยจัดทำแผนที่ลดก๊าซเรือนกระจก พ.ศ.2564-2573 เรียบร้อยแล้ว หากทุกกระทรวงทำตามเป้าหมายสำเร็จ ภายในปี 2573 จะลดได้ประมาณ 20–25 เปอร์เซ็นต์

          “นโยบายที่ชัดเจนของไทย เช่น ลดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ใช้พลังงานทดแทน โซลาร์เซลล์ พลังลม พลังน้ำ ทำให้มั่นใจได้ว่าเป้าหมายเราสำเร็จแน่นอน แต่ละประเทศมีเป้าหมายหรือกลไกแตกต่างกันไป บางประเทศทำแผน 5 ปี บางประเทศ 10 ปี ตอนนี้กำลังมาช่วยกันกำหนดให้ความยาวเป้าหมายเท่ากัน เพื่อให้ตรวจวัดได้ว่า เมื่อจบเป้าหมายในอนาคตปีเดียวกัน ทั่วโลกจะลดก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไร นำไปสู่การลดอุณหภูมิ 2 องศาได้จริงหรือไม่ การสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนช่วยกันลดโลกร้อน ถือเป็นภาระของประเทศพัฒนาแล้ว มีการจัดสรรเงินกองทุนช่วยเหลือ ตอนนี้กองทุนน่าจะมีเงินไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านดอลลาร์แล้ว ประเทศไทยก็เขียนโครงการขอทุนนี้ไป 1 โครงการ จำนวน 39 ล้านดอลลอร์ เป็นโครงการเกี่ยวกับการจัดการน้ำชลประทาน 3 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ต้องรอดูว่าจะได้รับงบช่วยเหลือหรือไม่”

 

"ไทย"เปราะบางอันดับ12ของโลก..แผนแก้ไขอากาศแปรปรวน

 

          ส่วนคำถามว่าโลกร้อนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญทำให้เกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯตามที่มีกระแสข่าวเรื่องนี้หรือไม่ ดร.พิรุณ กล่าวตอบว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมมีหลายข้อด้วยกัน แต่สภาพโลกร้อนหรืออากาศแปรปรวนไม่น่าจะใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ

          ขณะนี้มีประเทศที่ยื่นสัตยาบันสารเข้าเป็น “ภาคีความตกลงปารีส” จํานวน 125 ประเทศ และ “นายกฯ บิ๊กตู่” ของไทยได้ยื่นสัตยาบันสารเข้าร่วมแล้วเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2559 ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติฯ ที่นิวยอร์ก

          ส่งผลผูกพันให้ไทยต้องมีนโยบายช่วยลดโลกร้อนอย่างจริงจัง เพราะจะมีการติดตามผลดําเนินงานและประเมินความก้าวหน้าทุก 5 ปี

          ตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงในไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นภาคพลังงาน ประมาณร้อยละ 73 รองลงมาได้แก่ภาคการเกษตรร้อยละ 13 และภาคอุตสาหกรรมการผลิต ร้อยละ 6

          แผนแก้ไขเร่งด่วนของไทยคือ แผนที่นำทางฯ 10 ปีข้างหน้า มีการกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 หรือประมาณ 115 ล้านตัน ภายในปี 2573 โดยกลุ่มสำคัญที่ต้องลดให้ได้คือ กลุ่มพลังงานและขนส่ง กลุ่มอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ กลุ่มจัดการของเสีย เช่น ใช้พลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ขยะ พลังงาน แสงอาทิตย์พลังงานลม พลังน้ำ ส่วนการคมนาคมขนส่ง ส่งเสริมใช้รถไฟฟ้า แม้แต่ในครัวเรือนก็ต้องช่วยกัน เช่น เปลี่ยนเป็นหลอดไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงแอลอีดี เครื่องทําความเย็น เตาหุงต้มที่ใช้พลังงานประหยัด

          ที่สำคัญคือ “การรณรงค์ให้คนไทยเห็นประโยชน์ของการลดโลกร้อน” ดูเหมือนที่ผ่านมาการจูงใจประเด็นนี้ประสบความสำเร็จดีเยี่ยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

          แต่ในกลุ่มภาคพลังงาน ภาคการขนส่ง ที่มีข้าราชการหัวเก่า กลุ่มอาเสี่ยหรือนักธุรกิจเจ้าของโรงงานการผลิตเป็นหัวเรือใหญ่ ยังไม่ค่อยสนใจช่วยลดโลกร้อนนัก ด้วยเหตุผลหลักคือ “พลังงานสะอาด” ต้นทุนสูงกว่า “พลังงานสกปรก” ดังนั้น รัฐบาลบิ๊กตู่ควรปรับกลยุทธ์สร้างแรงจูงใจอย่างเร่งด่วน

          หนึ่งในแรงจูงใจสำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกใช้แล้วประสบความสำเร็จ คือ “การให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี” หรือ “มาตรการลดภาษี” รัฐบาลในกลุ่มสหภาพยุโรปใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมให้เอกชนสนใจเข้ามาช่วยลดก๊าซเรือนกระจก เช่น ยกเว้นอากรศุลกากร ยกเว้นภาษีนิติบุคคล ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร หรือภาษีรถยนต์สะอาด

          ในทางกลับกันมีการใช้ “มาตรการเพิ่มภาษี” ลงโทษผู้ทำสิ่งแวดล้อมสกปรกหรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากด้วย นโยบายเพิ่มภาษีควรนำมาปรับใช้ในไทยกับร้านสะดวกซื้อที่เปิดแอร์กระหน่ำ 24 ชั่วโมงมีสาขาทั่วทุกพื้นที่ หรือโรงงานที่ยังใช้พลังงานสกปรก โรงงานปล่อยกากของเสีย ธุรกิจฟาร์มเกษตรหรือฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ ฯลฯ

          มาตรการ “ลดภาษี–เพิ่มภาษี” หากทำอย่างถูกต้องและถูกใจ เชื่อว่าภาคธุรกิจขนาดใหญ่ต้องกระโจนเข้าร่วมอย่างแน่นอน ประเทศไทยอาจกลายเป็นตัวอย่างประเทศที่ช่วยให้เป้าหมายลดอุณหภูมิ 2 องศาสำเร็จลงอย่างรวดเร็ว !

          ปลาตัวเล็กลง ...เพราะน้ำร้อนขึ้น
          นักวิทยาศาสตร์เตือนมนุษย์โลกว่าอีกไม่ถึง 30 ปี หรือ ค.ศ.2050 ปลาในทะเลจะมีขนาดเล็กลงประมาณ 20–30 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าขนาดปลาจะเหลือแค่ 1 ใน 4 ของปลาที่พวกเราซื้อในตลาดทุกวันนี้

          เนื่องจากภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรเพิ่มขึ้น ออกซิเจนในน้ำทะเลลดลง ส่งผลให้อวัยวะในร่างกายปลาทำงานได้น้อยลงไปด้วย น้ำหนักปลาจึงค่อยๆ ลดลงตามสัดส่วนของปริมาณออกซิเจนในน้ำทะเล

 

"ไทย"เปราะบางอันดับ12ของโลก..แผนแก้ไขอากาศแปรปรวน

 


สรุปผลประชุม “โลกร้อนรอบพิเศษ” ประเทศไทย
          1.ประเทศภาคีร่วมจัดทำเอกสาร 307 หน้า เพื่อเตรียมประชุม COP 24 ปลายปี 2561
          2.มีความก้าวหน้าในการจัดทำข้อตกลงซื้อขายก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ
          3.ยังไม่มีความก้าวหน้าเรื่องการสนับสนุนเงินให้ประเทศกำลังพัฒนา
          4.มีข้อเสนอให้ประเมิน “ข้อตกลงปารีส” ทุก 5 ปี เพื่อควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส