คอลัมนิสต์

กองทัพ!!ปรับบทบาทรับ"บิ๊กตู่"เล่นการเมือง

กองทัพ!!ปรับบทบาทรับ"บิ๊กตู่"เล่นการเมือง

14 ก.ย. 2561

กองทัพ!!ปรับบทบาทรับ"บิ๊กตู่"เล่นการเมือง : รายงาน  โดย...  ทีมข่าวเฉพาะกิจออนไลน์

 
          มีการคาดกันจากคนในเเวดวงท็อปบูทว่า ภายในเดือนกันยายนนี้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”   นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. น่าจะประกาศลงเล่นการเมืองเต็มตัว หลังสื่อนัยมาในหลากวาระ โดยหวังกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยเพื่อสานต่องานของรัฐบาลเเละคสช.ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่วางรากฐานเอาไว้

          เพราะมองว่าหากการเลือกตั้งครั้งหน้า ‘นายกรัฐมนตรี’ ไม่ใช่คนที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เชื่อว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดจะสูญเปล่า หลังจากบิ๊กตู่ใช้ชีวิตเป็น "เดิมพัน” ก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยจะเห็นว่าปีนี้เกือบทั้งปี พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางขึ้นเหนือ ล่องใต้ แวะภาคอีสาน พบปะประชาชนภาคกลาง ส่วนหนึ่งนอกจากขับเคลื่อนงาน แก้ไขปัญหาให้ประชาชนในนามรัฐบาลเเละคสช.แล้ว

          ผลพลอยได้คือบิ๊กตู่ได้เช็กเรตติ้งไปในตัว ซึ่งผลออกมาเเว่วว่า “พล.อ.ประยุทธ์” พอใจและมั่นใจว่า เลือกตั้งในสมัยหน้านี้ “จะได้กลับเข้ามานั่งบัญชาการในทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง”

          นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเชื่อว่าตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ได้เข้าไปนั่งในใจคนส่วนใหญ่ ที่มองเห็นผลงานของรัฐบาลเเละคสช.ที่ทำเอาไว้ โดยเฉพาะนโยบายแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ และการคืนฉโนดที่ดินทำกินให้ประชาชนทั่วประเทศ คือนโยบายที่โกยคะแนนนิยมเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ยังมีประชาชนอีกกลุ่มที่พล.อ.ประยุทธ์ คาดเดาไม่ออกและแอบเผื่อใจไว้เล็กๆ หากไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่เสียใจ

          ส่วนโอกาสที่ ‘พรรคเพื่อไทย’ จะชนะการเลือกตั้งและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนั้นยังก้ำกึ่ง เพราะมีปัจจัยจากผู้นำพรรคคนใหม่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงกระแสย้ายพรรคของอดีตส.ส.สังกัดพรรคเพื่อไทย เหมือนติดอยู่บนทาง ‘สามแพร่ง’ ท่ามกลางกระแสความนิยมรัฐบาลเเละคสช.ขยับสูง รวมทั้งเเรงบีบจากหลากทางที่ต้องการ “บอนไซ” เพื่อไทยในหลากวิธี เเต่ที่สุดเเล้วอดีตส.ส.เหล่านี้ยังต้องคิดหนัก หลังมีตัวอย่างที่อดีตเพื่อนร่วมพรรคย้ายไปซบพรรคภูมิใจไทย และสอบตกในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

          นอกจากนี้อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย ยังรอความชัดเจนจาก “ทักษิณ ชินวัตร” หลังประกาศความพร้อมในการสู้ศึกเกมทางการเมือง พร้อมๆ กับการตีระฆัง-ส่งสัญญาณผ่านบุคคลใกล้ชิดที่เดินเข้าพบในช่วงที่ผ่านมา หมายรวมไปถึงว่า “ทักษิณ” ต้องพร้อมสนับสนุนในทุกมิติเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งในครั้งนี้

          ในขณะที่ คสช.เตรียมจะคลายล็อกการเมืองเปิดให้ทำกิจกรรม 6 ข้อ โดยไม่ต้องขออนุญาตหลังโปรดเกล้าฯ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ประกอบด้วย 1.พรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่เพื่อรับสมัครสมาชิกเพิ่มเติมได้ 2.ให้ความเห็นเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งได้ 3.สามารถดำเนินการเกี่ยวกับไพรมารีโหวตได้ 4.ตั้งกรรมการเพื่อสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ 5.ติดต่อประสานงานกับสมาชิกได้ และ 6.การแก้ไขข้อบังคับพรรคการเมืองให้สามารถเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค เพื่อให้สามารถจัดประชุมใหญ่ได้

          เป็นจังหวะเดียวกับการปรับเปลี่ยนผบ.เหล่าทัพชุดใหม่ ซึ่งจะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2561 นี้ นั้น ทุกฝ่ายรับรู้เเล้วว่า พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี เสธนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ รองผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ และพล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ

          โดยงานหนักทางการเมืองน่าจะตกที่ ‘กองทัพบก’ ซึ่งมีกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ที่ต้องประคับประคองสถานการณ์ต่อจากนี้ให้เดินไปสู่การเลือกตั้งตลอดรอดฝั่ง ท่ามกลางความเคลื่อนไหว ‘คลื่นใต้น้ำ’ ที่เป็นกลุ่มมวลชนเริ่มขยับตัวตามพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการลงพื้นที่หาเสียงของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองในรูปแบบการจัดงานทำบุญ การพบปะสอบถามปัญหาของชาวบ้าน จัดสัมมนา

          ในขณะเดียวกัน ‘กองทัพบก’ เตรียมมอบนโยบายและปรับบทบาทการปฏิบัติงานของกำลังพลใหม่ที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันข้อครหาจากฝ่ายการเมือง ว่ากองทัพไม่เป็นกลาง และเป็นเครื่องมือให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้หาเสียง

          “หากกองทัพยังรักษาหลักการ ความเป็นกลางทางการเมือง ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล กองทัพก็อยู่ได้ เรายึดที่องค์กร ไม่ใช่ตัวบุคคล มีคนกังวลว่าพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีท่าทีตรงข้ามกองทัพ หากชนะการเลือกตั้ง กองทัพจะเป็นอย่างไร เรายังมั่นใจว่าสุดท้ายแล้วเพื่อไทยยังเอากองทัพ เพราะต้องใช้กองทัพเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนงาน ดูแลม็อบ ช่วยเหลือประชาชนประสบอุทกภัย ตัวอย่างมีให้เห็นตั้งแต่สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังต้องพึ่งกองทัพ” แหล่งข่าวกองทัพบกระบุ

          แหล่งข่าวกองทัพบกระบุว่า ส่วนการปฏิบัติตนของกำลังพลให้ยึดหลักการปฏิบัติงาน คือ ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง อย่าบิดเบือน ไม่สร้างความขัดแย้ง และอย่าให้เกิดการทุจริต ซึ่งจะกลายเป็นเป้าให้ฝ่ายการเมืองโจมตีจนกลายเป็นบาดแผลขนาดใหญ่

          นอกจากนี้กองทัพยังมีนโยบายปรับลดกำลังรบและเพิ่มกำลังทหารไปยังมณฑลทหารบกทั่วประเทศทำหน้าที่ดูแลประชาชน รวมถึงย้ายหน่วยทหารออกนอกเมือง และสร้างพื้นที่สีเขียวให้คนกรุงได้ใช้ประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ เชื่อว่าประชาชนน่าจะเชื่อว่ากองทัพเป็นกลางทางการเมือง

          เพราะในความเป็นทหารอาชีพ ‘กองทัพ’ ต้องมีระยะห่างเมื่อพล.อ.ประยุทธ์เตรียมตัดสินใจเเละประกาศลงเล่นการเมือง แต่ในทางปฏิบัติกองทัพก็ยังต้องตอบสนองงานของรัฐบาลเเละคสช.ซึ่งแทบจะแยกออกจากกันไม่ได้

          จึงต้องจับตาดูว่า ‘กองทัพ’ จะรักษาความเป็นกลางทางการเมืองได้หรือไม่? เเละจับตาการร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยที่เป็นเเกนนำรัฐบาลชุดหน้า ว่าจะดำเนินการได้สะดวกราบรื่นหรือไม่?

          ปรากฏการณ์ในอนาคตเหล่านี้....ต้องติดตาม!