
อยากอยู่ต่อ ต้องมี "สปิริต"
อยากอยู่ต่อ ต้องมี "สปิริต" : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... ขนิษฐา เทพจร
เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่รอคอย 2 ฉบับ คือ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นสัญญาเคานท์ดาวน์เข้าสู่ถนนเลือกตั้ง อย่างเป็นทางการ
ตามผลของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ประกาศ การเลือกกันเองของผู้สมัคร ส.ว. จากทั่วภูมิภาคของประเทศ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับผิดชอบต้องเริ่มขึ้นโดยทันที แม้ในช่วงแรกของการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นขั้นทดลอง เพื่อได้ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจากการเลือกกันเองระดับประเทศ 200 คน ให้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกให้เหลือ 50 คน ไปประกอบร่างกับ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง 194 คน และมาโดยตำแหน่งอีก 6 คน
แต่ขั้นตอนเลือกกันเองของ ส.ว.นั้น ถือว่าเป็นโรดแม็พการเมือง ที่ต้องจับตา เพราะมีผลส่งไปถึงการเมืองในชั้นสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะการลงมติเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา
ขณะที่ ผลบังคับใช้ของ พ.ร.ป.ส.ส.ที่ต้องทอดเวลาไปอีก 90 วัน หรือจะมีผลใช้ได้จริง ในวันที่ 11 ธันวาคม 2561 แต่ระยะเวลารอคอยนั้น ไม่เรียกว่านานเกินไป หากให้เป็นช่วงที่ “พรรคการเมือง–นักการเมือง” แต่งเนื้อตัวให้เข้ากับกฎ กติกา ระเบียบใหม่
ส่วนจะแต่งเนื้อ แต่งตัว ภายใต้กรอบแบบไหน หรือมีขอบเขตอะไรนั้น... เงื่อนไขสำคัญคือ คำประกาศหรือคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่จะคลายล็อก ผ่อนปรนให้ทำกิจกรรมทางการเมืองใดได้บ้าง
อย่างไรก็ดี ในช่วงที่สถานการณ์ทางสังคม เฝ้าจับตาโรดแม็พทางการเมือง ยังมีสิ่งที่ควรจับตาคือ การปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็น นายกรัฐมนตรี
เพราะจากปฏิกิริยาที่ถูกส่งผ่านจาก “พล.อ.ประยุทธ์” ทั้งการลงพื้นที่ต่างๆ ระหว่างการประชุม ครม.สัญจร หรือการลงตรวจราชการต่างจังหวัด ดูเหมือนว่าเป็นปฏิกิริยาที่ต้องการ สร้างคนรัก–ความนิยม
และจากความเคลื่อนไหวของคนรอบข้าง ทั้ง “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม” - “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ” - “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” ที่มีแนวโน้มสนับสนุนบางพรรค และบางกลุ่มการเมือง อย่าง พรรคพลังประชารัฐ และกลุ่มสามมิตร
ทำให้สังคมเข้าใจว่า ผู้มีอำนาจของรัฐบาลปัจจุบันต้องการลงสู่สนามการเมือง และกลับคืนสู่เก้าอี้ผู้นำรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
ดังนั้นสิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามอย่างยิ่งคือ “บทบาทของ รัฐบาล คสช.” ต่อทิศทางการเมือง เพื่อไม่ให้ถูกนินทาว่า แทรกแซงการเลือกตั้งจนนำไปสู่ข้อครหา กับ “ผลเลือกตั้ง”
เพราะเมื่อผู้นำรัฐบาลมีสถานะทับซ้อน ระหว่าง ผู้บริหารประเทศต่อไปไปจนกว่ามีรัฐบาลชุดใหม่ กับนักการเมืองที่หวังผลชนะการเลือกตั้ง เส้นบางๆ ของสถานะดังกล่าว “รัฐบาล–บิ๊กตู่” จะธำรงตนอย่างไร
คำตอบหนึ่งจากปากของมือกฎหมายของรัฐบาล อย่าง “อ.มีชัย ฤชุพันธุ์” สมาชิก คสช. ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า “รัฐบาล คสช. ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการตามรัฐธรรมนูญกำหนด เพราะเขาต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ามี ครม.ชุดใหม่เข้าทำหน้าที่ ดังนั้นที่หลายคนมองว่าจะทำอะไรที่มีผลต่อผลเลือกตั้งนั้น ผมว่าต้องพิจารณาให้รอบด้าน”
“เพราะรัฐบาลจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เพราะจะเกิดความเสียหายกับการพัฒนาประเทศ ช่วง 6-8 เดือนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ ส่วนการทำหน้าที่ช่วงเลือกตั้ง เชื่อว่าจะไม่ใช้งบประมาณไปหาเสียง หรือใช้ข้าราชการไปช่วยหาเสียงในเวลาราชการ อีกทั้งการทำงานของรัฐบาลขอให้ดูที่เจตนา หากเขาทำงานดีแล้วมีคนรัก มีคนนิยม จะไปห้ามความรู้สึกประชาชนไม่ได้” อ.มีชัย กล่าวไว้
แต่ในความสำคัญที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ทั้งบทบัญญัติมาตรา 264 ที่ให้ ครม.ชุดปัจจุบัน มีสถานะเป็น ครม.เช่นเดิม ดังนั้นเงื่อนไขหนึ่งที่ “ครม.ประยุทธ์” ต้องปฏิบัติตามไม่ต่างจาก “ครม.รักษาการ” คือ มาตรา 169 ที่ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ ของ ครม. ระหว่างที่มีการเลือกตั้ง คือ
1.ไม่อนุมัติงานหรือโครงการที่มีผลผูกพันกับ ครม.ชุดต่อไป เว้นแต่ที่กำหนดไว้ในกฎหมายงบประมาณ
2.ไม่แต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการ พนักงานรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ รวมถึงสั่งให้พ้นจากการทำหน้าที่ เว้นแต่ กกต.เห็นชอบ
3.ไม่อนุมัติงบสำรอง เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้น กกต.เห็นชอบ
และ 4.ไม่ใช่ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อทำสิ่งที่มีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่ทำสิ่งที่ฝ่าฝืนข้อห้าม ระเบียบที่ กกต.กำหนด
ซึ่งตามเจตนารมณ์ของผู้ทำรัฐธรรมนูญมาตรานี้ เคยบอกความมุ่งหมายไว้ว่า เพื่อให้การเลือกตั้งนั้นบริสุทธิ์ ยุติธรรม โดยไม่ให้โอกาสพรรคการเมืองที่อยู่ “ร่วมรัฐบาล” ฉกฉวยโอกาสและอำนาจ ชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ที่ผ่านมา “หัวหน้าคสช.” เคยประกาศเจตนารมณ์ของตนเองหลายครั้งต่อสาธารณะว่า เหตุจูงใจที่เข้ามา คือ แก้ไขความขัดแย้ง ปรับปรุงบ้านเมือง บริหารประเทศให้พัฒนารุดหน้า และไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ
ดังนั้นสิ่งที่จะสะท้อนความจริงใจของ “หัวหน้าฝ่ายบริหาร” ได้ดี คือ การยึดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยเคร่งครัด ตั้งแต่หัวขบวน จนถึงท้ายขบวน รวมถึงไม่ใช้ช่องว่างของรัฐธรรมนูญ ทำสิ่งที่สร้างประโยชน์ในการเลือกตั้งให้แก่ตนเองและพวกพ้อง หรือใช้ความได้เปรียบทางการเมือง เพื่อหวังให้ผลการเลือกตั้งออกไปในทางที่ตามใจ
นั่นหมายถึง ใครก็ตามที่อยากจะเข้าสังกัดพรรคไหน ควรพิจารณาตำแหน่งที่นั่งอยู่ แม้รัฐธรรมนูญจะไม่ห้ามรัฐมนตรีสังกัดพรรค แถมยังเปิดโอกาสให้ข้าราชการฝ่ายการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อคำพูด “หัวหน้า คสช.” ที่ว่า “ไม่สืบทอดอำนาจ”
ดังนั้นผู้ที่ฝักใฝ่การเมืองควรตระหนักถึงวุฒิภาวะ มีความรับผิดชอบ และมาตรฐานทางจริยธรรม ที่ “รัฐบาลที่มาโดยอำนาจพิเศษ” ควรมีให้สูงกว่ารัฐบาลชุดไหนๆ



