คอลัมนิสต์

"ไพรมารีโหวต" เปลือยปฏิรูป

"ไพรมารีโหวต" เปลือยปฏิรูป

05 ก.ย. 2561

"ไพรมารีโหวต" เปลือยปฏิรูป : คอลัมน์...  ขยายปมร้อน  โดย...  อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

 

          ปัญหา “ไพรมารีโหวต” ชี้ให้เห็นสภาพของคำพังเพยที่ว่า “ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่” เพราะขึ้นต้นมาเหมืิอนจะดี แต่ไปๆ มาๆ ทำท่าจะกลับกลายแปลงร่างเป็นอะไรไม่รู้อันเนื่องมาแต่เหตุความต้องการอันไม่ตรงกับที่โฆษณาเอาไว้ และเมื่อถึงทีเด็ดทีขาด ก็จำเป็นต้องปรับแผนเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบทางการเมือง โดยลืมเหตุผลที่ให้เอาไว้ก่อนหน้านี้

          ถ้ายังจำกันได้ “คำโฆษณา” ของคณะผู้ถืออำนาจรัฐขณะนี้นั้น ชูธง “ปฏฺิรูป” เพื่อสร้างความชอบธรรม แและแน่นอนว่ามักสร้างวาทกรรม “ปฏิรูปการเมือง” ขึ้นมาเคลือบเพื่อหวังทำลายระบบการเมืองแบบเดิมที่ทำให้พรรคการเมืองและนักการเมืองมีความเข้มแข็ง และสร้างการเมืองแบบใหม่ที่เอื้อต่อพวกเขามากกว่า

          ดังนั้นเมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จึงมีการออกแบบระบบ “ไพรมารีโหวต” หรือการเลือกตั้งขั้นต้น เพื่อให้สมาชิกพรรคได้คัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคโดยที่ไม่ผูกติดกับแกนนำพรรคหรือผู้มีบารมีบางคน

          สิ่งที่ต้องยอมรับและทำความเข้าใจคือ ระบบการเมืองของไทยในอดีตมีปัญหาจริงๆ เพราะการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งมักเป็นสิทธิขาดของกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค เจ้าของพรรค หาก ส.ส.คนใดขัดหรือแย้งมักจะไม่ได้ลงสมัคร แม้จะได้รับความเห็นชอบจากคนในพื้นที่ขนาดไหนก็ตาม หรือมีเสียงดีขนาดไหน 

          หลายๆ ครั้งมักมีใครไม่รู้อวตารมาลงในพื้นที่ เพื่อสนองเกมการเมืองของพรรคมากกว่าที่จะสนับสนุนคนพื้นที่ นี่คือความจริงที่มิอาจปฏิเสธ ซึ่งคณะผู้ถืออำนาจก็เสนอแนวทางว่า หากจะปฏิรูปการเมือง ต้องทำให้พรรคไม่มีเจ้าของ และทำให้ผู้สมัคร ส.ส. ไม่จำเป็นต้องขึ้นตรงกับพรรคหรือผู้มีบารมีในพรรคคนใด หากมีเสียงในพื้นที่ดีก็ย่อมมีสิทธิ

          ซึ่งคำชี้แจงและชุดคำอธิบายเช่นนี้ถือว่าฟังขึ้นไม่น้อย อีกทั้งในประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้วต่างก็มีระบบนี้ใช้กันทั้งสิ้น ว่าแล้วคณะผู้ร่างกฎหมายก็ออกแบบการทำไพรมารีโหวต โดยวางกรอบกว้างไว้ในรัฐธรรมนูญและวางกรอบปฏิบัติไว้ในกฎหมายลูก

          โดยกำหนดให้มี “ไพรมารีโหวต” ในทุุกเขต แต่ในช่วงแรกที่อาจปรับตัวยังไม่ได้ก็หยวนโดยใช้ในทุกจังหวัดแทนทุกเขต ซึ่งก็พอรับฟังได้ เพราะในจังหวัดยังมีความเหมือนทั้งด้านพื้นที่และวัฒนธรรม โดยมีเงื่อนไขเดียวว่า แต่ละพรรคต้องมีสมาชิก 100 คน ในแต่ละจังหวัด

          ซึ่งพรรคการเมืองต่างก็ประท้วงและแสดงความเห็นต่าง ทั้งจากบางพรรคที่ยังไม่พร้อม และบางพรรคที่เห็นว่าระบบของพวกเขานั้นก้าวไปไกลกว่า เช่นพวกเขาทำโพลล์สำรวจทั้งจากคนที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิก ซึ่งมีจำนวนมากกว่าคนที่เป็นสมาชิกมากมายนัก พร้อมทั้งระบุว่าพรรคการเมืองย่อมไม่ต้องการส่งใครที่สอบตกอย่างแน่นอน

          แต่ก็ถูกโต้กลับจากคณะผู้ออกแบบว่า พรรคเหล่านี้ไม่ต้องการหลุดพ้นระบบแบบเดิม เพราะต้องการให้ “ผู้มีบารมีของพรรค” เป็นผู้ชี้นิ้วสั่งว่าจะเอาใครหรือไม่เอาใคร พร้อมทั้งระบุว่าเป็นพวกไม่อยาก “ปฏิรูป”

          กระนั้นก็มีกระแสเสียงเบาๆ ออกมาว่า ที่พวกเขายืนยันเช่นนี้ เพราะเชื่อว่าพรรคใหญ่บางพรรคจะเสียความได้เปรียบ เพราะทำให้คณะกรรมการบริหาร หรือผู้มีอำนาจในพรรคถูกสลายความสำคัญลง ทำให้ความเข้มแข็งของพรรคถูกลดทอนความสำคัญ และทำให้พรรคใหม่บางพรรคและพรรคกลางพรรคเล็กสามารถแข่งกับพรรคใหญ่ได้อย่างเท่าเทียม

          แต่กาลผ่านไป ดูเหมือนว่าสิ่งที่ใครบางคนแอบหวังไม่เป็นอย่างนั้น เพราะจากคำสั่งของคณะผู้ถืออำนาจที่ทำให้พรรคการเมืองถูกล็อกไม่สามารถขยับไปไหนได้ แม้การเลือกตั้งจะใกล้เข้ามา มีเพียงสองพรรคที่มีสัดส่วนของสมาชิกพรรคที่สามารถทำไพรมารีได้ในทุกเขต  ส่วนที่เหลือล้วน “ตกเกณฑ์”

          และแน่นอนว่าพรรคที่พวกเขาหมายมั่นปันมือก็อยู่ในพรรคเหล่านั้นด้วย  นี่เองจึงเป็นที่มาที่อยู่ดีๆ พวกเขาก็ยอมเปลี่ยนการทำไพรมารีโหวต  โดยคาดว่าจะเป็นการให้ตั้งกรรมการสรรหาขึ้นมา ซึ่งก็มีความหมายง่ายๆ ว่าครั้งนี้ยกเลิกไพรมารีโหวตไปก่อน และสิ่งที่วาดขึ้นมาใหม่ก็ไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงกับคำว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วมแม้แต่น้อย และยังทำให้เกิด “คณะผู้มีบารมีในพรรค”  ขึ้นมาด้วย

          แต่สิ่งที่ต้องถูกตั้งคำถามหนักๆ คือ ชุดคำอธิบายที่ว่าเพื่อการปฏิรูป เพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย ได้ถูกทิ้งหายไปกลางทางตรงไหน หรือที่จำเป็นต้องถูกทำให้หายเป็นเพราะระบบที่ออกแบบขึ้นมาเอง ไม่ตอบโจทย์ต่อชัยชนะหรือความได้เปรียบทางการเมืองที่ต้องการเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้

          หรือที่แย่กว่านั้นคือ หลักการที่ถูกนำขึ้นมาอ้างเป็นเพียงวาทกรรมที่ทำให้ทุกอย่างดูดี และเป็นเพียงน้ำตาลอันหอมหวานที่เคลือบแฝงเจตนาทำลายล้าง โดยที่ไม่ได้หวังจะให้เกิดผลดีอย่างจริงจัง จนกระทั่งถึงวันที่ทุกอย่างกำลังจะเสียเปรียบพวกเขาก็จำเป็นต้องลอกเปลือกของตัวเองออก

          การเลิก “ไพรมารีโหวต” จึงเป็นการเปลือยเจตนาที่แท้จริงของผู้ที่ถืออำนาจว่าต้องการอะไรกันแน่ระหว่าง “การปฏิรูป” หรือ “ชัยชนะทางการเมือง” และจากนี้จนถึงวันเลือกตั้งพวกเขาจะยิ่งล่อนจ้อนขึ้นเรื่อยๆ