คอลัมนิสต์

 เปิดใจพยาบาลอาวุโส ข้อดี–ข้อเสีย... ก.ม.ให้สิทธิ์"จ่ายยา"

 เปิดใจพยาบาลอาวุโส ข้อดี–ข้อเสีย... ก.ม.ให้สิทธิ์"จ่ายยา"

04 ก.ย. 2561

 เปิดใจพยาบาลอาวุโส ข้อดี–ข้อเสีย... ก.ม.ให้สิทธิ์"จ่ายยา" : รายงาน  โดย... ทีมข่าวรายงานพิเศษ  


          การรักษาผู้ป่วยตามหลักสากลโลก... มีคน 3 กลุ่มต้องเข้าทำงานสัมพันธ์กัน ได้แก่ หมอ พยาบาลและเภสัชกร ที่ผ่านมาทั้ง 3 กลุ่มนี้มีภาระหน้าที่เกี่ยวกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เป็นไปได้ยากที่จะแยกอำนาจหน้าที่หรือภารกิจให้ชัดเจน โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ...

          “หมอ” เรียนมาเพื่อให้รู้ว่าโรคภัยไข้เจ็บมีกี่ประเภท อาการเป็นอย่างไร “เภสัชกร” เรียนมาเพื่อให้รู้สารประกอบตัวยารักษาโรคเพื่อนำใช้บรรเทาโรคภัยไข้เจ็บ ส่วน "พยาบาล" เรียนรู้วิธีดูแลช่วยเหลือให้คนไข้ฟื้นฟูหายป่วย หลักการนี้ประเทศไทยนำมาใช้เช่นกัน เพียงแต่ปรับภาระหน้าที่เพิ่มเติมให้เหมาะสมกับการดูแลคนป่วยจำนวนมากและอาศัยอยู่ในท้องที่ห่างไกลจากสถานรักษาพยาบาล

          หมอหรือแพทย์ไทยจึงได้รับอนุญาตให้ “เปิดคลินิก ปรุงยา สั่งยา” ได้เป็นพิเศษ ส่วนพยาบาลจ่ายยาได้บางส่วนที่เป็นกลุ่มยาฉุกเฉินไม่อันตราย เช่น ยาหลังคอลด ยาแก้ปวด ยาบำรุง ฯลฯ มีเพียงเภสัชกรเท่านั้นที่ทำหน้าที่แค่ปรุงยากับขายยา ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายข้องเกี่ยวกับ 2 กลุ่มข้างต้น แต่ที่ผ่านมากลุ่มเภสัชกรก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรเป็นพิเศษ....

          จนกระทั่งปีนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พยายามผลักดันเร่งเครื่องให้ ร่างพระราชบัญญัติยา ฉบับปี 2561 มีผลบังคับใช้แทน “พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510” ฉบับเก่า ในนั้นมีเนื้อหาสาระมากมาย 229 มาตรา หวังปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงข้ออนุญาตเกี่ยวกับ การผลิตยา ใช้ยาและขายยาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น

 

 เปิดใจพยาบาลอาวุโส ข้อดี–ข้อเสีย... ก.ม.ให้สิทธิ์"จ่ายยา"

 

          และหนึ่งในสาระสำคัญที่ถูกปรับเปลี่ยนคืออำนาจในการขายยาที่แต่ก่อนอยู่ในกลุ่มหมอและกลุ่มเภสัชกรเท่านั้น กฎหมายนี้ได้เปิดช่องให้กว้างขึ้น โดยระบุในมาตรา 22 ว่าการจ่ายยาที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้วนั้น นอกจากแพทย์ยังให้ “วิชาชีพที่กำหนดไว้ตามกฎกระทรวง” มีสิทธิ์จ่ายยาได้ด้วย

          หมายความว่านอกเหนือจากแพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ และเภสัชกร ยังมี “ผู้ประกอบวิชาชีพ” ที่กำหนดไว้อาจหมายรวมถึงพยาบาล แพทย์แผนไทย นักจิตวิทยาคลินิก นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด ฯลฯ

          กลุ่มตัวแทนเภสัชกรและกลุ่มแพทย์จึงออกมาท้วงติงผ่านสำนักข่าวและสื่อสังคมออนไลน์ว่า การเปิดช่องให้วิชาชีพอื่นโดยเฉพาะ “พยาบาล” มาจ่ายยาหรือขายยาได้ อาจทำให้เกิดอันตรายต่อคนไข้หรือผู้บริโภค เพราะไม่ได้ร่ำเรียนเรื่องการรักษาโรคหรือตัวยารักษาโรคมาโดยตรง

          ขณะที่ตัวแทนฝ่ายพยาบาลออกมาโต้ตอบผ่านสื่อต่างๆ ทันทีว่า ที่ผ่านมากฎหมายหลายฉบับให้อำนาจพยาบาลสั่งจ่ายยาบางกลุ่มได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะในคลินิกพยาบาลและผดุงครรภ์ทั่วไทยที่ขึ้นทะเบียนกว่า 5 พันกว่าแห่งอยู่ในต่างจังหวัดกว่าร้อยละ 90 โดยจ่ายยาแผนปัจจุบันรักษาผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงได้ 9 กลุ่มอาการ เช่น ยาแก้ปวดลดไข้ ยาลดกรด ยาขับลม ยาระบาย ยาแก้แพ้ ฯลฯ หากฝ่าฝืนโทษมีโทษปรับ 2 หมื่นบาล หรือโทษจำคุก 1 ปี เพียงแต่กฎหมายยาฉบับใหม่ทำให้ทุกอย่างชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้ขายยาได้เหมือนเภสัชกรตามที่ทุกฝ่ายเข้าใจ

          นอกจากนี้ยังมีประเด็นดราม่าเกี่ยวกับเจ้าสัวร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง ต้องการเปิดแผนกขายยา แล้วอยากจ้างพยาบาลมาช่วยเฝ้าแทนเภสัชกร จึงอยู่เบื้องหลังการสอดแทรกมาตรานี้เข้าไป ทำให้นักเลงคียบอร์ดเข้ามาช่วยกันท้วงติงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าทำไม่ถูกต้อง จะรวบเหมาทุกอย่างในร้านเดียวได้ยังไง
 
          โดยฝ่ายพยาบาลออกมาโต้กลับเช่นกันว่า ตอนนี้ “พยาบาลไทย” กำลังขาดแคลนเป็นที่ต้องการของโรงพยาบาลทั่วประเทศ และโรงพยาบาลทั่วโลกก็อยากจ้างเช่นกัน ได้ค่าจ้างราคางามดีกว่าไปยืนขายยาในห้างสะดวกซื้ออย่างแน่นอน และเชื่อว่าพยาบาลส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากไปแย่งอาชีพเภสัชกร

          ทีมข่าวรายงานพิเศษ “คม ชัด ลึก” นำประเด็นข้อถกเถียงนี้ไปถามตัวแทนพยาบาลระดับอาวุโสผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการเปิดทางพยาบาลจ่ายยา เริ่มจากฝ่ายที่เห็นด้วยคือ ตัวแทนพยาบาลชุมชนที่ส่วนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยพื้นที่ต่างจังหวัด
  
          “จรรยาวัฒน์ ทับจันทร์” ประธานชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทยแสดงความเห็นว่า การทำความเข้าใจเรื่องนี้ต้องเริ่มจากการเปิดใจยอมรับว่ามีพื้นที่ชนบทมากมายในประเทศไทย ผู้ป่วยหรือชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงแพทย์ โรงพยาบาลหรือร้านขายยาได้ ต้องอาศัยพยาบาลหรือผู้มีความรู้ในเรื่องการรักษาโรคหรือการดูผู้ป่วยมาช่วยกัน ที่ผ่านมากฎหมายก็อนุญาตให้ทำได้ โดยเฉพาะกฎหมายวิชาชีพการพยาบาลกำหนดไว้อยู่แล้วว่า พยาบาลสามารถสั่งยาหรือจ่ายยาอะไรให้คนไข้ได้บ้าง เช่น กลุ่มยาคุมกำเนิด กลุ่มยาแก้ปวด ยาแก้ท้องร่วง หรือกลุ่มยาปฏิชีวนะบางตัวที่ไม่อันตราย เป็นยาสามัญพื้นฐานทั่วไป เป็นยาบรรจุเสร็จในกล่องไม่ใช่การปรุงยาขายเอง

 

 เปิดใจพยาบาลอาวุโส ข้อดี–ข้อเสีย... ก.ม.ให้สิทธิ์"จ่ายยา"

 

          "พยาบาลสามารถจ่ายยาบางตัวบางกลุ่มได้อยู่แล้วภายใต้กฎหมายกระทรวงสาธารณสุข เพียงแต่ ข้อดี ของร่างพ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ช่วยทำให้ภาระหน้าที่ส่วนนี้ถูกต้องมากขึ้น ตอนนี้มีกฎหมายหลายฉบับซ้ำซ้อนขัดแย้งกันอยู่ ปัญหาที่กลุ่มเภสัชกังวลใจคือกลุ่มพยาบาลวิชาชีพอิสระที่ไปเปิดสถานรักษาพยาบาลส่วนตัว กลัวว่าจะไปอนุญาตให้จ่ายยาอะไรก็ได้ รักษาโรคอะไรก็ได้ เช่น สถานผดุงครรภ์ในต่างจังหวัด แต่ในสถานการณ์จริงผู้จบพยาบาลมาคงไม่กล้าจ่ายยาอันตรายอยู่แล้วเพราะมีกฎหมายควบคุมใกล้ชิด ส่วนใหญ่จ่ายยาเฉพาะกับคนไข้ฉุกเฉินต้องรีบช่วยให้ทันการณ์ ถ้าเป็นผู้ป่วยหนักก็ส่งต่อไปคลินิกที่มีแพทย์หรือส่งต่อโรงพยาบาล"

          ส่วนที่บางคนกลัวปัญหาดึงเอาพยาบาลไปช่วยขายยาในร้านสะดวกซื้อนั้น ประธานชมรมพยาบาลกล่าวยืนยันว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ที่พยาบาลจะอยากไปยืนขายยาในร้านเหล่านี้ เพราะเป็นหน้าที่ของเภสัชกรแต่ละวิชาชีพไม่ก้าวก่ายกัน บทบาทหลักของพยาบาลคือหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วย ไม่ไปเสี่ยงสั่งยา จ่ายยา หรือขายยาอันตรายให้คนไข้ที่อาจโดนปัญหาถูกฟ้องร้องได้

          “ทุกวันนี้ผู้ป่วยมีคดีฟ้องร้องพยาบาลมากมาย แต่เป็นคดีเกี่ยวกับความประมาทเลินเล่อในการทำหน้าที่ในโรงพยาบาล แต่ไม่เคยได้ยินคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับการจ่ายยาหรือขายยาอันตราย พยาบาลคงไม่อยากเสี่ยงโดนฟ้องร้องเพิ่มในคดีพวกนี้ เพียงแต่พวกเราต้องการให้ชัดเจนมากขึ้นว่าการจ่ายยาสามัญที่ผ่านมาสามารถทำได้ถูกต้องตามกฎหมายทุกฉบับก็เท่านั้นเอง”

          พร้อมเสนอความคิดเห็นถึงวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งว่า ควรให้ทุกวิชาชีพทั้งพยาบาล แพทย์ เภสัช และวิชาชีพอื่นที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็นต่อร่างพ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับรู้ในรายละเอียดมากนัก เป็นการดำเนินการเพียงคนไม่กี่กลุ่มและการเปิดทำประชาพิจารณ์ก็ไม่ได้เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนเข้าไปมากนัก

          “ในสภาพเป็นจริง ส่วนใหญ่ครอบครัวของพวกเรามีทั้งลูกเป็นแพทย์ พ่อเป็นหมอหรือเภสัช หรือแม่เป็นพยาบาล แต่ละคนมีความคิดเห็นแตกต่างกันไป ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ไม่ได้ขัดแย้งกันรุนแรง สิ่งที่ต้องการคือความชัดเจนและฝ่ายที่ควรตัดสินคือประชาชนหรือผู้บริโภคที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริง ต้องให้ประชาชนเข้ามาร่วมฟังแล้วช่วยตัดสินด้วย” จรรยาวัฒน์ ทับจันทร์ ประธานชมรมพยาบาลชุมชนกล่าวแนะนำ

          ขณะที่พยาบาลอาวุโสที่มีประสบการณ์ต่อสู้เพื่อเชิดชูเกียรติยศศักดิ์ศรีของพยาบาลมาตลอด แสดงความรู้สึกไม่เห็นด้วย เนื่องจากข้อบัญญัตินี้อาจกลายเป็นดาบสองคม ทำให้พยาบาลต้องรับผิดชอบกับภาระหนักหน่วงเกินกว่าความสามารถในวิชาชีพที่ศึกษาเล่าเรียนมา

 

 เปิดใจพยาบาลอาวุโส ข้อดี–ข้อเสีย... ก.ม.ให้สิทธิ์"จ่ายยา"

 

          พรวรินทร์ นุตราวงศ์ พยาบาลชำนาญการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล ม.นวมินทราธิราช แสดงความเห็นว่า ที่ผ่านมาส่วนใหญ่พยาบาลสามารถสั่งจ่ายยาสามัญบรรจุกล่องเสร็จแล้ว และเป็นยารักษาโรคทั่วไปไม่ใช่โรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ โรคติดเชื้อรุนแรง ฯลฯ เพราะเป็นโรคเฉพาะเหล่านี้ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสั่งยาให้คนไข้แต่ละราย พยาบาลที่ไม่ได้สังกัดในโรงพยาบาลแล้วไปสั่งจ่ายให้คนไข้ตอนนี้ ส่วนใหญ่เป็นพยาบาลผดุงครรภ์ ให้ยาเกี่ยวกับการทำคลอด เช่น หลังคลอดเสร็จอาจสั่งจ่ายยาเพิ่มธาตุเหล็ก วิตามิน หรือกลุ่มยาที่เกี่ยวข้องกับการทำครรภ์พิเศษ

          “ส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยที่พยาบาลจะไปสั่งจ่ายยาหรือขายยาทั่วไป เพราะวิชาชีพที่เราร่ำเรียนมาเน้นการดูแลผู้ป่วยไม่ใช่การรักษาโรค พยาบาลมีความชำนาญการในวิชาชีพของตัวเอง การไปสั่งจ่ายยาอาจทำให้เกิดความผิดพลาดและเป็นภาระความรับผิดชอบที่หนักเกินไปแม้แต่การเจาะเลือดในกฎหมายไม่ได้ให้พยาบาลทำ ถือเป็นหน้าที่ของหมอ พยาบาลทำได้แค่ฉีดยาเข้าบริเวณกล้ามเนื้อ ไม่ใช่ฉีดเข้าถึงเส้นเลือด แต่เมืองไทยคนไข้มีจำนวนมากต้องให้พยาบาลช่วยทำ เราก็พร้อมช่วยเต็มที่”

          พยาบาลอาวุโสข้างต้นอธิบายต่อว่า การเรียนพยาบาลนั้นแต่เดิมเรียนเพียง 3 ปีครึ่ง แบ่งเป็นเรียนด้านพยาบาลทั่วไป 2 ปี เรียนพยาบาลอนามัย 1 ปี และเรียนด้านผดุงครรภ์อีกครึ่งปี แต่ตอนหลังหลักสูตรถูกปรับปรุงให้เรียนเพิ่มเป็น 4 ปี มีการเรียนเกี่ยวกับยาโดยตรงไม่กี่หน่วยกิตเท่านั้น การไปรับภาระขายยาหรือสั่งยา ข้อเสีย คืออาจเกิดความผิดพลาดได้สูง เป็น ความเสี่ยงของตัวพยาบาลเองโดยไม่จำเป็น เพราะมีเภสัชกรรับผิดชอบส่วนนี้อยู่แล้ว

           วินาทีนี้ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยยังคงไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนจาก อย. มีเพียงการดึงร่างกฎหมายกลับไปเพื่อพิจารณาใหม่อีกครั้ง

          อดีตผู้บริหารระดับสูงขององค์การอาหารและยา (อย.) เปิดเผยกับ "คม ชัด ลึก ว่า “ร่าง พ.ร.บ.ยา” มีการเสนอและแก้ไขเนื้อหามาหลายปีแล้ว แต่ฉบับใหม่เริ่มทำเมื่อต้นปี 2561 ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมต้องมีการสอดใส่ข้อความที่เปิดกว้างให้วิชาชีพอื่นมาจ่ายยาได้

 

 เปิดใจพยาบาลอาวุโส ข้อดี–ข้อเสีย... ก.ม.ให้สิทธิ์"จ่ายยา"

 

          พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า ตามหลักการแล้วทั่วโลกกำหนดให้ผู้เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลมีทั้งหมด 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ผู้มีความรู้ในการวินิจฉัยโรค ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ กลุ่มที่ 2 ผู้มีความรู้ด้านการปรุงยา ได้แก่ เภสัชกร และกลุ่มที่ 3 ผู้ทำหน้าที่ติดตามดูแลคนไข้ เช่น พยาบาล
 
          “หมอเน้นเรียนเรื่องการวินิจฉัยโรคมากกว่าเรียนเกี่ยวกับตัวยา แต่เภสัชกรเจาะลึกถึงคุณสมบัติของตัวยา วิธีผสมยาหรือปรุงยาแต่ละประเภท และต้องรู้ว่ายาแต่ละประเภทเป็นอย่างไร ใช้ขนาดปริมาณเท่าไร เพื่อไม่ให้ตัวยามาตีกัน หลักสากลทั่วโลกคือหมอวินิจฉัยโรค เภสัชสั่งยาแล้วพยาบาลเป็นผู้ดูแลคนไข้ แต่เนื่องจากประเทศไทยเมื่อ 50 ปีที่แล้ว แพทย์มีจำนวนน้อยและเภสัชกรก็ยิ่งมีน้อย ทั่วประเทศคาดว่ามีเภสัชกรหลักพันคนเท่านั้น กฎหมายตอนนั้นจึงอนุญาตให้แพทย์สามารถปรุงยาและจ่ายยาได้ แต่ในวันนี้มีเภสัชกรในไทยเพิ่มมากถึงประมาณ 4 หมื่นคน การสั่งยาควรยกให้เป็นหน้าที่ของเภสัชกรอย่างเดียวมากกว่า”

          อดีตผู้บริหารอย.ข้างต้นยกตัวอย่างให้ฟังต่อว่า ในอเมริกาแพทย์รับผิดชอบแค่ตรวจโรคและสั่งว่าคนไข้ควรรักษาด้วยยาอะไร แล้วเขียนใบสั่งยาให้ไปซื้อที่ร้านขายยา ยกเว้นคนไข้ที่นอนในโรงพยาบาล ซึ่งร้านขายยาต้องมีเภสัชกรประจำตลอดเวลา ร้านขายยาส่วนใหญ่แบ่งยาที่ขายเป็น 2 ประเภท คือ ยาทั่วไปที่มีความปลอดภัยสูง ทุกคนสามารถซื้อได้โดยไม่ต้องมีสั่งแพทย์ กับยาประเภทที่ต้องขายตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า

          “ถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้จะอนุญาตให้แพทย์ ทันตแพทย์ และสัตวแพทย์จ่ายยาเองได้เหมือนที่ผ่านมา ยังพอรับได้ แต่ถ้าขนาดให้พยาบาลจ่ายยาได้ด้วย หรือไปประจำร้านขายยาได้ คงต้องให้หลายฝ่ายมาช่วยกันคิดให้รอบคอบมากกว่านี้”

          หากทั้ง 2 ฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ควรกลับมาถามความเห็นจากประชาชนคนไทยว่าคิดอย่างไร เพราะเป็นคนกลุ่มสำคัญที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง เพียงแต่ก่อนนัดหมายทำประชาพิจารณ์ภาคประชาชน

          อย.ควรสื่อสารข้อมูลให้เกิดความกระจ่างชัดเจนถึงที่มาที่ไป หลักการและเหตุผลที่ต้องมีกฎหมายมาตรานี้ออกมา

          พวกเราจะได้ช่วยกันคิดทางออกที่สมประโยชน์ทุกฝ่ายแบบวินวิน !

 

          “มาตรา 22 (5)” ร่างพ.ร.บ.ยา 2561
          ระบุว่าการจ่ายยาที่ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้ว หรือการจ่ายยาตามวงเล็บ (4) ในกรณีซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผู้ประกอบวิชาชีพฑัณตกรรม ใช้ยารักษาผู้ป่วยของตน หรือผู้ประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ ใช้สำหรับสัตว์ที่ตนป้องกันหรือบำบัดโรค หรือจ่ายยาที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายของตน โดยวิชาชีพที่กำหนดไว้ตามกฎกระทรวง 

          ชมรมเภสัชกร..คัดค้านทั่วไทย 
          ช่วงต้นเดือนกันยายน ชมรมเภสัชกรเกือบทุกพื้นที่ของไทย เช่น ภูเก็ต สงขลา เชียงใหม่ ขอนแก่น กรุงเทพฯ นัดรวมกลุ่มโชว์พลังถ่ายรูปชูป้ายคัดค้าน “ร่างพ.ร.บ.ยา 2561”
 

          พร้อมอ่านแถลงการถณ์แสดงจุดยืนที่ต้องคัดค้าน เนื่องจากมีข้อบกพร่องร้ายแรงขัดกับหลักสากล เช่น การจัดประเภทยา, การคุ้มครองผู้บริโภค, ขาดความยุติธรรมจากบทลงโทษ โดยเฉพาะการขาดหลักการตรวจสอบความผิดพลาดจากการใช้ยาระหว่างวิชาชีพ ไม่คำนึงถึงการใช้ยาของประชาชน
 

          เสนอให้ “อย.” ถอนร่างกฎหมายฉบับนี้ออกไป และให้ยกร่างใหม่โดยเชิญองค์กรสหวิชาชีพเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

 

 เปิดใจพยาบาลอาวุโส ข้อดี–ข้อเสีย... ก.ม.ให้สิทธิ์"จ่ายยา"