คอลัมนิสต์

 เจ็ดปี "องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น" เดินหน้าหาความโปร่งใส 

เจ็ดปี "องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น" เดินหน้าหาความโปร่งใส 

30 ส.ค. 2561

เจ็ดปี "องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น" เดินหน้าหาความโปร่งใส  : รายงาน  โดย...  อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

 

          “องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น” จัดแถลงผลงานเนื่องในโอกาสครบรอบ 7 ปี โดย “ประมนต์ สุธีวงศ์” ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น และ  และ “วิเชียร พงศธร” รองประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น

          “ประมนต์” เล่าถึงจุดกำเนิดขององค์กรแห่งนี้ว่า เกิดขึ้นเพราะมีการคอร์รัปชั่นรุนแรง คนในภาคธุรกิจเห็นว่าหากไม่ทำอะไรสังคมไทยคงไปไม่รอด  ตอนนั้น “ดุสิต นนทนาคร” อดีตประธานสภาหอการค้า จึงริเริ่มก่อตั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นขึึ้นมา  แต่เขาก็เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา โดยขณะนี้ความร่วมมือขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นไม่ได้อยู่เฉพาะในองค์กรธุรกิจ แต่ก้าวสู่ภาคประชาสังคมด้วย

          เขาระบุว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นมีวิสัยทัศน์ว่าเราต้องการเป็นพลังสังคมในการขับเคลื่อนว่าคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ โดยพึ่งยุทธศาสตร์ 3 ป. 1. “เปิดโปง” กรณีที่ไม่เหมาะสมอาจจะมีการทุจริตและอาจจะนำไปสู่การปราบปรามในภาครัฐ  2. “ป้องกัน” หมายความว่าเราพยายามร่วมกับภาครัฐปรับปรุงการทำงาน เปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เอื้อต่อการทุจริต และ 3. “ปลูกฝัง” หากคนไม่ได้รับการเปลี่ยนความคิด ก็ไม่สำเร็จ เราจึงปลูกฝังเด็กและเยาวชน

 

 เจ็ดปี "องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น" เดินหน้าหาความโปร่งใส 

 

          ทั้งนี้ พวกเขาแบ่งการทำงานเป็นสามช่วง คือ 1.ช่วงก่อตั้ง ปี 2554- 2557 หรือช่วงรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”  2.ช่วงปี 2557-ปัจจุบัน ซึ่งเปลี่ยนเป็นรัฐบาลปัจจุบัน และ 3.อนาคต

          “ช่วงปี 2554-2557 เป็นช่วงที่เราปลุกระดมสร้างกระแสต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยเราได้ริเริ่มกับกรณีโครงการรับจำนำข้าว เราออกแถลงการณ์เมื่อเดือนมีนาคม 2556 นอกจากนี้ยังมีเรื่องการคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จนมีขบวนการอื่นๆ ตามมา”

          รวมทั้งการขับเคลื่อนความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรม “หมาเฝ้าบ้าน” ที่จะช่วยสอดส่องดูแลเปิดโปงเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เราอบรมไป 600 คนทั่วประเทศ มีรายงานเข้ามาพันกว่าเรื่อง รวมถึงการออกภาพยนตร์โฆษณา “อย่าให้คนโกงมีที่ยืนในสังคม”  เราทำสารคดีสั้นปลูกจิตสำนึกต่อต้านคอร์รัปชั่น ทั้งหมดได้รับความร่วมมือจากสื่อเป็นอย่างดี มีการจัดทำดัชนีคอร์รัปชั่นของประเทศไทย และสนับสนุนหลักสูตรโตไปไม่โกง

          “ปัญหาและอุปสรรคในช่วงนั้นเป็นเรื่องความร่วมมือและความจริงใจในการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่มีน้อยมาก เป็นเรื่องวาทกรรม การสร้างภาพ เราเสนอไปบอกยินดีๆ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เช่นการผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมการตรวจสอบงานภาครัฐ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น การแก้ไขกฎหมายต่างๆ ก็เป็นปัญหา หลายฉบับเอื้อต่อการทุจริตแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า มีคดีที่ตัดสินไม่เสร็จ 10-20 ปี  ไม่มีความน่าเกรงกลัวในกระบวนการยุติธรรม” 

          ต่อมายุค 2557-2560 “ประมนต์” ชี้แจงว่า พยายามผลักดันให้เปลี่ยนแปลงในภาครัฐ วางรากฐานการแก้ไขปัญหา ยุทธศาสตร์ในขั้นนี้ได้ทำงานร่วมกับภาครัฐ มีผู้แทนที่อยู่ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมทั้งอยู่ในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ การผลักดันของเราทำให้รัฐตั้งใจให้ความร่วมมือ กิจกรรมที่ร่วมกับภาครัฐเพื่อวางรากฐาน อาทิ การร่วมมือกับกระทรวงการคลังในการร่างกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างบริหารพัสดุภาครัฐ จากเดิมที่เป็นเพียงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยง่ายเท่านั้น  

          ส่วนระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้ผลักดันหลายเรื่องเช่นประชาชนต้องมีเสรีภาพในการตรวจสอบภาครัฐ  ผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการยุติธรรม จนมีผลสำเร็จ มีศาลทุจริตเกิดขึ้น  

 

 เจ็ดปี "องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น" เดินหน้าหาความโปร่งใส 

 

          สำหรับการขับเคลื่อนกับภาคเอกชน เราต้องการสร้างระบบนิเวศในการต่อต้านคอร์รัปชั่นในภาคเอกชน เพราะการทุจริตต้องมีทั้งคนรับและคนให้ โครงการแรกที่เสนอคือโครงการแนวร่วมปฏิบัติ โดยบริษัทเหล่านี้จะทำข้อตกลงรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่น และทำให้ไม่ไปติดสินบนรัฐบาล ตอนนี้มีกว่า 900 บริษัทที่มาลงนาม และ 1 ใน 3 ได้รับการยืนยันว่ามีกระบวนการที่ถูกต้องจริงจัง ทั้งนี้ มีการตั้งกองทุนรวมธรรมาภิบาลเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยเงินที่ได้จากการจัดการกองทุนก็จะนำมาสนับสนุนองค์กรที่ต่อต้านคอร์รัปชั่น รวมไปถึงการขับเคลื่อนให้ประชาชนตื่นรู้ เช่นส่งเสริมการทำข่าวสืบสวนสอบสวน การทำค่ายเยาวชนเพื่อปลูกฝังให้เขาเป็นหน่อในการนำสิ่งต่างๆ ไปเผยแพร่ในสถานศึกษา และการทำแฟนเพจ เป็นการเผยแพร่เรื่องที่ไปพบมา  

          ในรัฐบาลนี้เราทำจดหมายเปิดผนึกเร่งรัดการทำงานของ ป.ป.ช. กรณีแหวนเพชร และนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และกรณีที่ระบุว่ามีการยืมเงิน 300 ล้านบาทของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นอกจากนี้ยังได้แถลงการณ์ค้านการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจโทรศัพท์มือถือพ่วงไปกับการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล

          “ขณะที่ปัญหากับรัฐบาลชุดนี้อยู่ที่ระบบการบริหารและใช้อำนาจของภาครัฐ ยังเป็นช่องทางที่ให้ติดสินบนและไม่เปลี่ยนแปลง  ความตั้งใจของรัฐบาลมีสูง แต่การเข้าไปขับเคลื่อนยังมีปัญหา  หน่วยราชการยังไม่ตอบสนองต่อการปฏิบัติตามนโยบาย กระบวนการตรวจสอบภายในของภาครัฐถือว่าด้อยประสิทธิภาพ เช่นการทุจริตเงินคนจน อาหารกลางวันโรงเรียน หรือเงินทอนวัด ทั้งหมดเกิดจากการตรวจสอบของรัฐที่ไม่มีการตรวจสอบภายใน ขณะที่ประชาชนยังจำยอมในการจ่ายสินบน บางครั้งไม่มีการเรียกแต่ประชาชนก็ยังให้เพราะเคยชิน และการบังคับใช้กฎหมายไม่เสมอภาค ทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธา รัฐบาลอาจทำในเรื่องที่สังคมกังขาแต่ก็ไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด ทำให้เกิดคำถามว่ามีความจริงจังในการแก้ไขปัญหามากน้อยแค่ไหน”

          “ประมนต์” ระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นปราบโกง ตอนร่างรัฐธรรมนูญเสนอสามเรื่องที่เป็นประโยชน์ ประกอบด้วย ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบภาครัฐ  องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ต้องปรับปรุง เพราะที่ผ่านมาการปราบปรามขององค์กรนี้ล่าช้า กว่าจะเสร็จหลายปี กว่าจะฟ้องศาลก็หลายปี ขณะนี้กฎหมายปรับปรุงแล้ว มีการกำหนดเวลาหากไม่ทันมีความผิด เราขอให้บรรจุเรื่องการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย โดยกำหนดว่าอะไรไม่อยู่ในงบประมาณทำไม่ได้  

 

 เจ็ดปี "องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น" เดินหน้าหาความโปร่งใส 

 

          นอกจากนี้ ยังมีกรณี ปณิดา ยศปัญญา หรือ “น้องแบม” และ ณัฏกานต์ หมื่นพล หรือ “น้อมเกม” ผู้เปิดโปงการโกงเงินคนจนศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ซึ่งตกงาน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นก็ช่วยเหลือให้เขาได้เข้าทำงานที่ขอนแก่นเรียบร้อยแล้ว

          ขณะที่ “พิเชียร พงศธร” ระบุแนวทางการทำงานระยะจากนี้ว่า ยังคงต้องการทำให้การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ โดยจะใช้ยุทธศาสตร์ “เปิดโปง ป้องกัน ปลูกฝัง” เหมือนเดิม รวมถึงการผลักดันการบังคับใช้กฎหมาย เราต้องการขยายผลในทุกภาคส่วน รวมทั้งต้องการ “พลเมืองตื่นรู้สู้โกง”

          อย่างไรก็ตาม ในตอนท้ายของการแถลงข่าว มีการซักถามถึงกรณีที่เคยออกแถลงการณ์ทวงถามคดีนาฬิกาหรูและการจัดซื้อดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า ว่าองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นจะทำอย่างไรต่อไป โดย “ประมนต์” ชี้แจงว่า กรณีนาฬิกาเรามีแถลงการณ์ให้เร่งรัด ส่วนผลจะเป็นอย่างไรต้องรอฟังว่ามีเหตุมีผล ผลออกมาจะพิจารณาว่าต้องดำเนินการอย่างไรหรือไม่ ส่วนการจัดซื้อดาวเทียมจิสด้า ผู้สังเกตการณ์ได้ลาออกประท้วง เพระเราได้ทำข้อสังเกต และขณะนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้จัดตั้งกรรมการมาดำเนินการเรื่องนี้แล้ว