คอลัมนิสต์

2ปีทุ่มงบเหยียบพันล้านเพื่อ"งานปรองดอง"สุดท้ายได้แค่ภาพลวงตา

2ปีทุ่มงบเหยียบพันล้านเพื่อ"งานปรองดอง"สุดท้ายได้แค่ภาพลวงตา

30 ส.ค. 2561

2ปีทุ่มงบเหยียบพันล้าน เพื่อ "งานปรองดอง" สุดท้าย ได้แค่ภาพลวงตา ขนิษฐา เทพจร

 
          ก่อนปิดปีงบประมาณ พ.ศ.2561 ในสิ้นเดือนกันยายนนี้ “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร" (กอ.รมน.) จัดแถลงผลงานที่ใช้ชื่ออย่างเก๋ไก๋ว่า “สืบสาน รวมใจ ไทยเป็นหนึ่ง” 

          ภายใต้การจัดงานนั้น เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ข้อเท็จจริงคือ การพรีเซนต์สิ่งที่ทำ ในโปรเจกท์ “การสร้างความปรองดองและสมานฉันท์” ที่ได้งบจัดการสูงถึง 500,470,800 บาท ให้แก่ 5 กระทรวง 15 หน่วยงาน โดยมี กอ.รมน.เป็นร่มใหญ่ และมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้กำกับงาน

          วันแสดงผลงาน เป็นการจัดงานนิทรรศการ แสดงผลสัมฤทธิ์ของกิจกรรมที่ทำมาตลอด 1 ปี พร้อมด้วยจัดเวทีคอนเสิร์ตของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม และการนำตัวอย่างกิจกรรมของชาวบ้านที่ “กอ.รมน.” เข้าไปส่งเสริมและประสบความสำเร็จแบบจับต้องได้ มาแสดง

          สำหรับบทสรุปของงาน รอบ 1 ปี ตามป้ายประเมินผลแผนงานภาพรวม ระบุว่า มีผู้ร่วมโครงการโดยตรง 57,285 คน ครอบคลุม 77 จังหวัดหรือโดยอ้อม กว่า 2 แสนคน

          ขยายความต่อไปว่า "จากการตอบคำถามผ่านแบบประเมิน จำนวน 5,786 คน ภาพรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจ/การรับรู้ความเข้าใจ/ประโยชน์ที่ได้ ในระดับ “ดี” ถึง “ดีมาก” แสดงถึงการลดความขัดแย้งของสังคมเกินร้อยละ 10 ขึ้นไป อันนำไปสู่ความมั่นคงของชาติและประโยชน์สุขของประชาชนจากการทำ 2 แนวทางคือ 1.รับรู้ เข้าใจปัญหาและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 2.การเพิ่มประสิทธิภาพของงานขับเคลื่อนการปรองดองและสมานฉันท์ของสังคมที่หน่วยงานต่างๆ ลงพื้นที่จัดกิจกรรม รวมทั้งสิ้น 25 กิจกรรม"

          เมื่อเดินสำรวจผลงานจากป้ายที่จัดแสดง ของ 5 กระทรวง พบชิ้นงานที่ถูกยกเป็น “มาสเตอร์พีซด้านความปรองดองและสมานฉันท์” คือ “กิจกรรมเข้าค่ายเยาวชน, นำ “ประชาชน-ผู้สูงอายุ” มารวมกลุ่มเพื่อทำคุณประโยชน์ทางสาธารณะ รวมถึงตอบโจทย์การแก้ปัญหาระดับในพื้นที่”

          อย่าง “กระทรวงมหาดไทย” ที่ได้รับงบสูงถึงจำนวน 80 ล้านบาท แยกให้แก่ สำนักปลัดกระทรวงมหาดไทย และ กรมการปกครอง ซึ่ง 2 หน่วยงานแยกกันทำกิจกรรม

          โดย “สำนักปลัดฯ” แสดงผลงานมาสเตอร์พีซ ที่ชื่อว่า “โครงการปลูกฝังสำนึกรักสามัคคี และเสริมสร้างความปรองดอง สมานฉันท์” ที่ใช้สโลแกนว่า “3 ร่วม(คุย,คิด,ทำ) เพื่อ 3 สร้าง” เน้นกิจกรรมที่ตัวเยาวชน และผู้นำชุมชนในแต่ละพื้นที่ พบการรายงานผลงานมีเยาวชนที่เข้าร่วมในปี 2560 ทั้งสิ้น 9,610 คน นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมเสริมคือ การพาไปดูงานโครงการพระราชดำริ

          ขณะที่ “กรมการปกครอง” มีผลงานชิ้นโบแดงคือ “การสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ระดับกรรมการหมู่บ้าน” ผ่านการตั้งตัวแทนจากหน่วยงานราชการ และฝ่ายความมั่นคง เป็นกรรมการ จัดคิวประชุมตัวแทนชุมชนในภูมิภาคต่างๆ เพื่อระดมความคิด หาทางแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่ เช่นปัญหาสังคม, เศรษฐกิจ, สิ่งแวดล้อม

          ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ในระดับกรรมการหมู่บ้าน ตามป้ายแสดงผลงาน ดูเหมือนจะสวนทางกับแนวคิดแรกเริ่ม ที่ชูการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านความคิด แต่เมื่อมองมุมกลับ การรวมคนพื้นที่มาอยู่ในที่แห่งเดียวและมองเป้าหมายร่วมกัน อาจเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปรองดอง แก้ปัญหาเชิงพื้นที่ได้ ก็เป็นได้

          ขณะที่ผลงานของ “กอ.รมน.” สิ่งที่นำมาจัดแสดงคือ “โครงการจัดตั้งชุมชนปรองดองสมานฉันท์เพื่อการพัฒนา” เพื่อทำกิจกรรมสร้างความปรองดอง และ “ตั้งศูนย์การเรียนรู้” โดยเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ผ่านการแจกสัตว์ให้ชาวบ้านเลี้ยง การอบรมด้านอาชีพ เป็นต้น

          โดยรอบปีที่ผ่านมา กอ.รมน. ตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้” ทั้งสิ้น 700 แห่ง, ตั้งชุมชนปรองดองฯ ได้ 77 แห่ง มีนักเรียนเข้าร่วม 18,079 คน, ผู้ปกครอง 36,158 คน, ครู 1,322 คน

          หากมองในเชิงทฤษฎี การตั้งศูนย์เรียนรู้, ชุมชนปรองดอง อาจจะเป็นงานหนึ่งที่ต้องรอดูผลงานระยะยาว เพราะเป็นวิธีสร้างองค์ความรู้ให้ประชาชน ให้พึ่งพาตนเอง แต่เมื่อมองมุมการเมือง “ชุมชนปรองดองฯ” หรือ “ศูนย์การเรียนรู้” เหมือนถูกส่งเข้าไปแทนที่ “หมู่บ้าน และโรงเรียนเสื้อแดง” ที่ก่อนการปฏิวัติ ปี 2557 ถูกจัดตั้งเพื่อสร้างองค์ความรู้งานการเมืองให้แก่กลุ่มนปช.และพรรคเพื่อไทย และถูกจัดอันดับให้เป็น “องค์กรที่เป็นอันตรายและภัยกับความมั่นคง”

          ขณะที่หน่วยงานที่ขึ้นตรงกับ “กระทรวงกลาโหม” ทั้ง 5 หน่วยงาน เน้นกิจกรรมเชิงสัมพันธ์ จัดอบรม และเข้าค่ายเยาวชน โดยเน้นพื้นที่ของทหาร สำหรับกิจกรรมที่ยกมาจัดแสดงเป็นโบแดงคือ “ปลูกฝังความกตัญญู” ในโครงการของกองบัญชากองทัพไทยที่นำเยาวชนเข้าค่าย และมีงานติดตามคือ ถ่ายภาพกราบแม่ หรือพ่อ แล้วแชร์ผ่านเฟซบุ๊ก เยาวชนไทยรู้รักสามัคคี แพร่ ปีหกศูนย์, “ทหารบก” ที่แสดงผลงานขับเคลื่อนปรองดอง 4 กิจกรรม คือจัดวิทยากรบรรยาย, กิจกรรมสานเสวนา ประชาคม, ค่ายเยาวชนส่งเสริมคุณธรรม และดนตรีปลูกฝังความสามัคคี

          หากดูกิจกรรมและรูปแบบ ส่วนของ “ฝ่ายความมั่นคง” คือ การถอดแบบ ปฏิบัติการจิตวิทยา(ปจว.) ที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติ อารมณ์และพฤติกรรมของ “กลุ่มเป้าหมาย” ซึ่งหมายถึง “ประชาชน”

          แต่ในเชิงวัดผลอย่างแท้จริง ปฏิบัติการที่ว่า ยังถูกตั้งข้อสังเกตจากฝ่ายนักวิชาการว่า สำเร็จอย่างจริงแท้ไหม ?

          อย่าง “อ.ชุติมา ประกาศวุฒิสาร” นักวิชาการคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฐานะนักวิจัยในโครงการ วิจัยเมธีอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ที่ศึกษาเรื่องการเมืองกับการสร้างโลกแฟนตาซี ยุคที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ยกจุดเปรียบเทียบเพลงที่ “บิ๊กตู่” แต่งขึ้น ว่าเป็น “การคืนความสุขเพียงลวงตา”

          และเมื่อนำคำกล่าวของนักวิชาการมาเทียบเคียงกับ “โครงการปรองดอง” ของกองทัพ อาจสรุปได้ว่า “เป็นเพียงการสร้างภาวะความสุข ให้เกิดขึ้นชั่วคราว เพื่อหวังจะให้ลืมเรื่องบางอย่าง แต่ผลลัพธ์ที่ได้มักไม่ยั่งยืน”

          กับกิจกรรมที่ยกมาจัดแสดงภายในงาน “สืบสาน รวมใจ ไทยเป็นหนึ่ง” นั้นหากจะย้อนถึงแนวคิด พอจะบอกจุดเริ่มได้ว่า เป็นแนวทางขจัดความขัดแย้งทางการเมือง ที่ “คสช.” ต้องการคลี่คลาย

          ในตอนเริ่มต้น มอบหมายให้กระทรวงกลาโหมจัดเวทีเชิญฝ่ายการเมือง และผู้นำทางการเมืองส่วนต่างๆ เข้ามาพูดคุย ก่อนจะขยายเป็นโครงการที่หน่วยราชการต้องทำและเข้าสู่การคิดกิจกรรม เพื่อขอจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลในปี 2559 และทำต่อเนื่องมาถึงปี 2561

           ภายใต้งบประมาณเพื่อแผนงานบูรณาการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ สำหรับงบประมาณที่ใช้ในปี 2559 ยังจัดสรรแบบกระจัดกระจาย หน่วยงานใครหน่วยงานมัน ต่อมาในปีงบประมาณ 2560 ถึงจัดหมวดเป็น งบเพื่อแผนงานบูรณาการด้านความสมานฉันท์ และปรองดอง ซึ่งได้รับการจัดสรรเป็นเงินทั้งสิ้น 487,384,200 บาท ให้กับ 5 กระทรวง 14 หน่วยงาน โดยมี “กอ.รมน.” เป็นแม่ข่ายใหญ่รับงบก้อนใหญ่ 290 ล้านบาทไปบริหารจัดการ

          ต่อมาปี 2561 ได้รับงบทั้งสิ้น 500 ล้านบาท ให้ 5 กระทรวง 15 หน่วยงานไปทำงาน ขณะที่ปีงบประมาณ 2562 ที่ร่างกฎหมายยังรอการพิจารณาจาก สนช. ไม่พบรายการจัดสรรเพื่อใช้ในงานปรองดอง–สมานฉันท์ อีกแล้ว

          นั่นอาจจะหมายความว่า “งานปรองดอง-สมานฉันท์” หรือที่มีฉากหลังเป็น อีเว้นต์ทางการเมือง ไม่จำเป็นแล้วในปี 2562