
ถูก-ไม่ถูก?"ใบอนุญาตแต่งงานเด็ก" 4 จว.ใต้
ถูก-ไม่ถูก?"ใบอนุญาตแต่งงานเด็ก" 4 จว.ใต้ : รายงาน โดย... ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ต้องถามว่าอิสลามของใคร ศาสนาอิสลามของผมอาจไม่เหมือนของคุณก็ได้ อย่ายึดเอาอิสลามเป็นของตัวเอง
“คดีอายู” หรือ Ayu's case ยังเป็นประเด็นร้อนแรง แม้ว่าหนูน้อยคนไทยวัย 11 ขวบ ได้ถูกเจ้าหน้าที่รัฐกลันตันส่งมอบกลับมาให้ฝั่งรัฐไทยดูแลแล้ว แต่กลุ่มคนไทยและคนมาเลเซียยังคงต้องการให้นำตัวชายมาเลเซียมาลงโทษ เพราะทำผิดกฎหมายหลายมาตราของทั้ง 2 ประเทศ...
ความเป็นมาของ “คดีอายู” สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลกนั้น เกิดขึ้นช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2561 หลังโลกโซเชียลแชร์รูปภาพพิธีแต่งงานตามประเพณีศาสนาอิสลามใน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาสโดยเจ้าบ่าว “เจ๊ะ อับดุล การิม” ชาวมาเลเซียวัย 41 กับ “อายู” นามสมมุติของเจ้าสาวเบบี๋ที่ห่างกันถึง 30 ปี ภาพหน้าตาเจ้าบ่าวยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างมีความสุขขณะกุมมือ 2 ข้างของเจ้าสาววัย 11 ขวบ ผู้กำลังจะมาเป็นเมียคนที่ 3 สร้างกระแสต่อต้านการแต่งงานเด็กให้เกิดขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย จนนำไปสู่การกดดันให้เจ้าหน้าที่รัฐมาเลเซียจับกุมตัวเจ้าบ่าวข้อหาแต่งงานกับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีโดยไม่ได้รับการอนุญาตจากศาลชาริอะห์ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 ศาลมีคำสั่งพิพากษาสั่งปรับเงินจำนวน 1.5 หมื่นบาท หลังจากนายการิมที่มีลูกอยู่แล้ว 6 คนและเมีย 2 คน ยอมรับว่าทำผิดกฎหมายมาเลเซีย
แต่ในวันนั้น นายการิมยืนยันผ่านสื่อมวลชนว่า “ไม่ได้ทำผิดกฎหมายไทย” และมี “ใบอนุญาตแต่งงานเด็ก” อย่างถูกต้องจากอิหม่ามของมัสยิดใน จ.นราธิวาส ด้วย พร้อมประกาศย้ำหลายครั้งว่าหนูน้อย “อายู” เป็นเจ้าสาวของตัวเอง...
เครือข่ายเด็กและผู้หญิงในประเทศไทยได้ร่วมกันจัดประชุมหารือประเด็น “การออกใบอนุญาตแต่งงานเด็ก” ในชายแดนใต้หลายเวที เช่น มูลนิธิผู้หญิงจัดเสวนาหัวข้อ “การแต่งงานกับเด็ก : จุดยืนทางศาสนา ช่องว่างทางกฎหมายกับสิทธิของเด็กหญิง” เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ล่าสุด กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) จัดสัมมนาเรื่อง “การแต่งงานของผู้เฒ่ากับเด็กน้อย” เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา
เวทีเสวนาทั้ง 2 แห่งมีนักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน กลุ่มเครือข่ายทำงานเรื่องผู้หญิงกับเด็กในภาคใต้และผู้แทนศาสนาอิสลามเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างหลากหลาย “ทีมข่าวคมชัดลึก” สรุปประเด็นการพูดคุยที่น่าสนใจจาก 2 เวที ดังนี้
"ตัสนิม เจ๊ะตู" ตัวแทนจากมูลนิธิเพื่อการศึกษาและเยียวยาเด็กกำพร้า กล่าวยอมรับว่า การอนุญาตให้เด็กเล็กแต่งงานของอิหม่ามนั้น เกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องถูกต้องและเป็นเรื่องธรรมดาในชุมชนบริเวณพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เนื่องจากชาวมุสลิมมีความเชื่อทางศาสนาว่าลูกผู้หญิงหลังมีประจำเดือนสามารถแต่งงานได้แล้ว
“เด็กแถวบ้านเยอะมากที่แต่งงานอายุ 11, 12, 13 ปี ส่วนใหญ่แต่งงานกันเพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เด็กๆ มีอิสระในการคบหาเพื่อนที่เป็นเพศตรงข้าม บางครั้งโต๊ะอิหม่ามเห็นเด็กอยู่ด้วยกันในพื้นที่ไม่เหมาะสม ก็จะไปหาผู้ใหญ่บอกให้พวกเขาแต่งงานกัน หรือเป็นเคสที่เกิดกับนายจ้างหรือเถ้าแก่ หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หลังจากให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนครอบครัวไหนมานานๆ ก็จะไปเรียกร้องหรือไปสั่งพ่อแม่ว่า ถ้าลูกคุณเรียนจบ ป.6 ต้องมาแต่งงานกับเขา แล้วก็เกิดขึ้นจริง เด็กคนนั้นต้องแต่งงานหลังจบประถม 6”
ตัสนิม เล่าต่อว่า ปัญหาที่พบในพื้นที่คือเด็กที่แต่งงานเร็วก่อนวัยอันควร ส่วนใหญ่ไปได้แค่ครึ่งทาง หมายความว่าแต่งงานเพียงไม่นานต้องเผชิญปัญหาหย่าร้างกัน ตอนนี้มูลนิธิฯ ดูแลเด็กกำพร้าที่เป็นเด็กผู้ชาย 20 กว่าคน เด็กผู้หญิง 20 กว่าคน บางคนครอบครัวพาหนีมาเพราะกลัวลูกไม่ปลอดภัยถ้าอยู่ในชุมชน นอกจากนี้ปัญหาที่พบคือความยากจนและปัญหายาเสพติด หรือยาต่างๆ ทำให้เด็กไปมั่วสุมเรื่องทางเพศได้ง่าย หรือแม้แต่เด็กที่ไปเรียนหนังสือ เคยมีคนมาเล่าข้อมูลให้ฟังว่าเด็กที่เรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 ประมาณร้อยละ 50 เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ทำให้พ่อแม่รีบเร่งให้ลูกสาวแต่งงานเพราะกลัวว่าลูกจะเสียหายไปมากกว่านี้
ทั้งนี้กฎหมายไทยกำหนดไว้ว่าผู้ที่จะแต่งงานต้องมีอายุ 17 ปีขึ้นไป ยกเว้น 4 จังหวัดชายแดนใต้ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ที่ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก พ.ศ. 2484 เปิดช่องว่างให้แต่งงานกับเด็กได้ในหลายกรณี
อ.โอปอล์ จันทนิตย์ ครูสอนศาสนาอิสลาม แสดงความเห็นว่า ผู้หญิงที่แต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยเมื่อโตขึ้นจะประสบปัญหาด้านสุขภาพหลายอย่าง เช่น ตั้งครรภ์เป็นพิษ ตกเลือดง่าย โรคมะเร็ง ฯลฯ และที่สำคัญคือการขาดทักษะการใช้ชีวิตเพราะไม่ได้เรียนหนังสือและขาดทักษะการเป็นแม่เพราะมีลูกในขณะที่ตัวเองก็ยังเป็นเด็ก ทำให้หลายคนเป็นโรคเครียดหรือโรคซึมเศร้า สุดท้ายก็เกิดปัญหาการหย่าร้างหรือความรุนแรงในครอบครัว
“แต่สาเหตุที่ศาสนาอิสลามไม่กำหนดอายุขั้นต่ำในการแต่งงาน เพราะกฎหมายอิสลามเปิดกว้างให้ใช้วิทยปัญญาได้ บางเรื่องทำให้โลกรู้ถึงความเฉลียวฉลาดของคำสอนศาสนาอิสลามที่ต่อเนื่องมาเป็นพันปี การอนุญาตให้เด็กแต่งงานได้ในนั้น ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขกำหนดไว้หลายข้อ เช่น ต้องให้บิดาอนุญาตเพราะเป็นหน้าที่ของผู้ชายมุสลิมที่ต้องดูแลผู้หญิงในครอบครัวตัวเอง และมนุษย์มีสรีระทางร่างกายที่แตกต่างกันจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่สภาพแวดล้อมและสังคมที่เลี้ยงดูเด็กด้วย การไม่ต้องกำหนดอายุจึงควรดำรงไว้คงเดิม ต่อให้ประเทศอื่นจะกำหนดอายุขั้นต่ำไว้ก็ตาม” อ.โอปอล์กล่าว
ขณะที่ ผศ.ดร.มูฮัมมัดอิลยาส หญ้าปรัง นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง แสดงความเห็นว่าควรให้เดินสายกลางและควรมีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงกฎหมายเรื่องนี้ โดยกำหนดอายุเด็กให้ชัดเจนไปเลยว่า ควรแต่งงานได้เมื่ออายุเท่าไร ไม่ใช่ว่าเด็กหญิงมีประจำเดือนแล้วอนุญาตให้แต่งงานได้ สังคมโลกเปลี่ยนไปแล้วเด็กผู้หญิงควรได้ไปเรียนหนังสือ ควรได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม อย่าไปคิดว่าการอนุญาตแต่งงานกับเด็กผู้หญิงแบบนี้สามารถทำได้อย่างถูกต้องเพราะเป็นประเพณีหรือข้อบัญญัติของศาสนาอิสลาม พร้อมกล่าวยืนยันความเห็นส่วนตัวว่า
“พวกเราชาวมุสลิมจะอยู่บนโลกใบนี้ได้ต้องปรับตัวให้กว้างเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่นได้ ถ้าทำตัวแคบแล้วมาเรียกร้องให้คนอื่นยอมรับตัวเองคงเป็นเรื่องยาก เวลาพูดถึงอิสลามต้องถามว่าอิสลามของใคร ศาสนาอิสลามของผมอาจไม่เหมือนของคุณก็ได้ อย่ายึดเอาอิสลามเป็นของตัวเองคนเดียว ผมคิดว่าการกำหนดอายุของผู้หญิงหรือผู้ชายให้แต่งงานได้ ควรเป็นมาตรฐานเท่าเทียมเหมือนกันหมดทั่วประเทศไทย ไม่ต้องยกเว้นจังหวัดชายแดนภาคใต้”
ด้าน ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการแต่งงานว่า บางครั้งเป็นการปลดปล่อยความต้องการทางเพศของมนุษย์ แต่ควรเคารพกรอบของศาสนาที่ตั้งกฎเกณฑ์และเงื่อนไขในการแต่งงานเอาไว้แล้ว โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ระบุว่าการแต่งงานควรเกิดขึ้นด้วยความเต็มใจของทั้งสองฝ่าย
“การแต่งงานไม่ใช่เพื่อสร้างปัญหาแต่เพื่อแก้ปัญหา ที่สำคัญต้องมีความเหมาะสม การแต่งงานบางครั้งผู้ปกครองอาจทำเพื่อความเหมาะสมได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม ตอนนี้กลุ่มตัวแทนคณะกรรมการกลางอิสลามกำลังพูดคุยกับศูนย์ประสานงานสำนักจุฬาราชมนตรีเรื่องปัญหาการแต่งงานในเด็กของ 4 จังหวัดชายแดนใต้ ว่าการแต่งงานของเด็กอายุ 11 ปีเคสนี้ ความจริงเด็กอายุเท่าไรกันแน่ และมีการแต่งเพื่อยกฐานะของพ่อแม่หรือมีการแต่งเพื่อขัดดอกหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เป็นการแต่งงานที่ไม่ถูกต้อง”
ตัวแทนคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่าขณะนี้หลายฝ่ายเข้ามาช่วยกันวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก เบื้องต้นกำหนดว่าหากเด็กอายุไม่ถึง 17 ปี ถ้าอยากแต่งงานต้องผ่านการพิจารณาระดับจังหวัดว่าเหมาะสมหรือไม่ มีความจำเป็นประการใด และเป็นการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ของเด็กหรือไม่ โดยตัวอย่างมีมาตั้งแต่อดีตที่เคยมีหญิงสาวไปร้องทุกข์กับ “ศาสดามุฮัมมัด” เนื่องจากถูกพ่อบังคับให้แต่งงานเพื่อเสริมฐานะของตัวพ่อเอง ศาสดามุฮัมมัดตัดสินว่าผู้หญิงสามารถปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ได้เพราะเป็นการแต่งงานที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของลูก แต่เพื่อผลประโยชน์ของตัวพ่อเอง
“ตอนนี้ถ้าใครไม่เห็นด้วยกับกรณีการแต่งงานของเด็ก 11 ขวบเคสนี้ ขอให้ทำเรื่องยื่นคัดค้านการแต่งงานมาที่คณะกรรมการฯ เพื่อให้ตีความว่าการแต่งงานครั้งนี้ทำถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ทั้งฝ่ายครอบครัวเด็กและฝ่ายอิหม่ามผู้ทำพิธีแต่งงาน” ดร.วิสุทธิ์ กล่าวแนะนำ
ขณะที่ อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่า ใครก็ตามมาอ้างศาสนาอิสลามเพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการแต่งงานกับเด็กเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะเคยเจอกรณีชายสูงอายุเมื่อภรรยาเสียชีวิตก็ไปหาเด็กผู้หญิงมาแต่งงานด้วย เพื่อดูแลรับใช้ตัวเอง หรือกรณีผู้ชายไปข่มขืนเด็กผู้หญิงแล้วดะโต๊ะผู้นำศาสนาตัดสินให้เด็กแต่งงานกับผู้ชายที่ข่มขืนตัวเอง
"สังคมต้องช่วยกันสร้างค่านิยมใหม่ ไม่ควรให้เด็กหรือผู้หญิงที่โดนข่มขืนรู้สึกว่าเป็นเรื่องอับอาย สังคมต้องอยู่เคียงข้างผู้เสียหาย ให้คนทำบาปไม่มีที่ยืนในสังคม หลายครั้งที่เกิดกรณีข่มขืนแล้วมีผู้ใหญ่พยายามเข้ามาไกล่เกลี่ยให้คนทำผิด เช่น กรณีการข่มขืนหมู่ที่เกิดขึ้น มีการแยกเด็กออกไปอยู่บ้านพัก ปรากฏว่ามีกลุ่มคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมาขอพบผู้เสียหายเพื่อขอไกล่เกลี่ยอ้างหลักการทางศาสนาอิสลาม โชคดีที่หัวหน้าบ้านพักไม่ยอมให้เข้าพบ หรือกรณีเด็กถูกข่มขืน ผู้ใหญ่มักบังคับให้เด็กแต่งงานกับคนที่ข่มขืนตัวเอง เคยตั้งคำถามว่าถ้าเป็นการข่มขืนหมู่จะให้แต่งงานกับใคร เขาก็บอกว่าให้แต่งงานกับคนที่ตรวจดีเอ็นเอเจอ ของใครก็ให้แต่งกับคนนั้น"
อังคณา แสดงความคิดเห็นต่อว่า กรณีชายมาเลเซียมาแอบแต่งงานกับเด็กหญิงวัยเพียง 11 ขวบที่เป็นคนไทยนั้น ชายมาเลเซียคนนี้ต้องมีความผิดทางอาญาหลายข้อหาด้วยกัน เพราะถือเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กด้วยการใช้วิธีล่อลวง เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่รัฐไทยต้องไปแจ้งความเพื่อเอาตัวผู้ชายคนนี้มาลงโทษให้ได้ โดยผู้มีหน้าที่ไปแจ้งความคือผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เนื่องจากเป็นเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุและในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดนราธิวาส
สอดคล้องกับ สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ตัวแทนมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม กล่าวยืนยันว่า กรณีการมาลักลอบทำพิธีวิวาห์กับเด็กวัยเพียง 11 ขวบนั้น นอกจากผิดกฎหมายอาญาของไทยแล้ว ยังถือเป็นการทารุณกรรมต่อเด็ก เป็นความผิดตามกฎหมายคุ้มครองเด็กของประเทศไทย ต้องแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ให้จับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
"ก่อนอื่นต้องรีบตั้งคณะกรรมการสืบค้นข้อเท็จจริง เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของเด็กด้วย การให้เด็กผ่านกระบวนการหรือขั้นตอนฟ้องร้องเอาผิดชายมาเลเซียคนนี้ ควรมีสหวิชาชีพและนักจิตวิทยาเข้ามาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนจิตใจของเด็ก หลายครั้งที่การทำคดีละเมิดทางเพศเด็กและผู้หญิง กลายเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ถูกกระทำเสียเอง เคสแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับเด็กคนนี้คนเดียวเท่านั้น ยังมีเด็กอีกหลายคนตกอยู่ในสภาพเดียวกัน อยากให้ทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกันสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิของเด็กในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ขอให้เป็นคคีตัวอย่างที่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก" สุเพ็ญศรี กล่าว
กรณี “น้องอายู” กลายเป็นหลักฐานสำคัญ แสดงถึงช่องว่างทางกฎหมาย ที่กลุ่มคลั่งไคล้การมีเพศสัมพันธ์กับเด็กสามารถมีเซ็กส์กับเด็กได้โดยไม่ถูกดำเนินคดีอาญา เพียงอ้างพิธีกรรมทางศาสนาและใช้กฎหมายพิเศษของพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ของไทย จัดพิธีสมรสพร้อม “ใบอนุญาตแต่งงานเด็ก” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
อุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการมูลนิธิผู้หญิง แสดงความเห็นส่วนตัวว่า ควรกำหนดอายุให้แต่งงานได้ที่ 18 ปี เนื่องจากเป็นวัยที่มีวุฒิภาวะแล้ว หรือถ้าเป็นกรณีที่เด็กวัยรุ่ยอยากแต่งงานกันก่อนอายุ 18 ปี ควรทำเป็นพิธีหมั้นหมายไว้ก่อน เมื่ออายุครบ 18 ปีจึงค่อยจัดพิธีแต่งงานให้
"ส่วนประเด็นช่องว่างทางกฎหมายกับสิทธิของเด็กหญิง ต้องปรับปรุงเร่งด่วน ไม่ให้กฎหมายครอบครัวและมรดกที่บังคับใช้เฉพาะใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถออกใบอนุญาตให้แต่งงานกับเด็กได้ รวมถึงการแก้กฎหมายอาญาด้วย เพราะ มาตรา 277 ที่อนุญาตให้กระทำชำเราเด็กที่เป็นภรรยาของตัวเองได้ ตรงนี้ต้องแก้ไขด้วยเพื่อบังคับใช้ทั้งประเทศไทย เพราะเรียกร้องกันมานานแล้ว เป็นช่องโหว่ให้คนแต่งงานกับเด็กหลีกเลี่ยงการทำผิดกฎหมาย" ตัวแทนมูลนิธิผู้หญิงกล่าวทิ้งท้าย
กระแส “อายูเคส” คงไม่เงียบหายไปง่ายๆ เหมือนคดีล่อลวงข่มขืนเด็กอื่นๆ เนื่องจากสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ยังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจับตาดูว่าตำรวจไทยหรือตำรวจมาเลเซีย หรือใครจะเป็นเจ้าภาพแจ้งความจับ “เจ๊ะ อับดุล การิม” มาดำเนินคดี !?!
จากวันที่มีการโพสต์ภาพงานแต่งงานวันที่ 1 กรกฎาคม ขณะนี้ผ่านไปแล้วเกือบ 2 เดือน คำถามสำคัญที่คนไทยหลายคนสงสัย ...แต่ยังไม่มีคำตอบ
1.น้องอายูเป็นเด็กสัญชาติไทย แต่ทำไมเจ้าหน้าที่รัฐไทยยังไม่มีหมายจับขบวนการที่อ้าง “ประเพณีทางศาสนา” จัดพิธีแต่งงานลวง เพื่อแสวงผลประโยชน์ทางเพศกับเด็ก ?
2.กรณีที่เกิดขึ้นในลักษณะคล้ายกันแบบนี้ ไม่น่ามีแค่คดีน้องอายูเท่านั้น หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่คุ้มครองดูแลเด็กและผู้หญิง มีการเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง ?
ไทย-มาเลย์ ใครจับ "เจ้าบ่าว"..คดีวิวาห์เด็ก11ขวบ
เครือข่ายปกป้องสิทธิเด็กและผู้หญิงของไทยระบุว่า ชายมาเลเซียรายนี้อาจมีความผิดตามกฎหมายไทย 3 ข้อหา ได้แก่
1.มีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี : กฎหมายอาญา
2.มีความผิดฐานทำทารุณกรรมเด็กตามความผิด : กฎหมายคุ้มครองเด็ก
3.มีความผิดเข้าข่าย : กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
ขณะที่กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนของมาเลเซียระบุว่าถึงความผิดตามกฎหมายประเทศตนว่า นอกจากแต่งงานโดยไม่ได้รับการยินยอมจากภรรยาเดิม และแต่งงานโดยไม่ได้ผ่านขั้นตอนที่ถูกต้อง ซึ่งนายการิมยอมรับและจ่ายโทษปรับไปแล้วนั้น ชายคนนี้ยังทำผิดกฎหมายสำคัญที่มีบทลงโทษรุนแรงกว่าคือกฎหมายคุ้มครองเด็ก ค.ศ.2001 และ กฎหมายห้ามล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ค.ศ.2007 พร้อมเร่งเร้าให้ตำรวจมาเลเซียรีบดำเนินการจับกุมนายการิม



