คอลัมนิสต์

เลือกตั้ง "ผู้ว่าฯจังหวัด" เป็นจริงได้ แต่ไม่ง่าย...!!!!

เลือกตั้ง "ผู้ว่าฯจังหวัด" เป็นจริงได้ แต่ไม่ง่าย...!!!!

24 ส.ค. 2561

​ เลือกตั้ง "ผู้ว่าฯจังหวัด" เป็นจริงได้ แต่ไม่ง่าย...!!!! : รายงาน  โดย....  ขนิษฐา เทพจร

 

​           ภายใต้​ความเป็นไปได้ที่เมืองไทยจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น​ ที่ล่าสุดถูกผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นบทบัญญัติของกฎหมายหลายฉบับและเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เร็วๆ นี้

 

          คณะรัฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ จัดงานเสวนา เรื่อง "เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด" แนวคิด ทิศทาง และความเป็นไปได้ ภายใต้บริบทและความเปลี่ยนแปลงของเมืองยุคปัจจุบัน เพื่อถอดรหัสความเป็นไปได้ ว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นคำตอบและตัวเลือกที่ “ใช่ที่สุด” สำหรับการตอบโจทย์และแก้ปัญหาของคนในท้องถิ่นที่เหมาะสมกับพื้นที่ได้หรือไม่?

          ในเวทีดังกล่าวมีนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านการปกครองส่วนท้องถิ่นและด้านรัฐศาสตร์ให้ความเห็นพร้อมข้อเสนอ โดย “อ.จรัส สุวรรณมาลา” นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะนักปฏิรูปด้านการปกครองท้องถิ่น เชื่อมั่นว่าการจัดให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถทำได้ เพราะมีตัวอย่างจากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น จำเป็นต้องทำควบคู่กับการปฏิรูปด้านการกระจายอำนาจที่เป็นหลักการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ได้ตรงจุด

          “จากการวิจัยพบว่าไม่มีพรรคไหนทำนโยนบายแก้ปัญหาในท้องถิ่นได้แบบพอดี ดังนั้นการเมืองระดับชาติไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ได้แบบสมบูรณ์ เพราะแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่าง ขณะที่การกระจายอำนาจตลอด 20 ปีที่ผ่านมาได้ประโยชน์​แต่ยังพบข้อจำกัด โดยเฉพาะหน่วยงานพื้นที่ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. มีขนาดเล็ก ไม่สัมพันธ์กับพื้นที่รับผิดชอบ ขณะเดียวกันไม่สามารถใช้ระบบภูมิภาคแก้ปัญหาได้ เพราะภูมิภาคต้องตามนโยบายส่วนกลาง” นายจรัส กล่าว

          นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังเสนอแนวทางปฏิรูปการกระจายอำนาจตามหลักการของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจังหวัดปกครองตนเอง ที่ประชาชนร่วมยกร่าง ว่าต้องออกแบบจังหวัดให้ปกครองท้องถิ่น 2 ระดับ คือ ระดับจังหวัด และระดับเทศบาล โดยยุบรวม​อบต. กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เข้าด้วยกัน และให้อำนาจในการบริหารรายได้ รายรับ พร้อมกับอำนาจการบริหารระดับพื้นที่เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเชื่อว่าจะลดความซ้ำซ้อนความสิ้นเปลืองงบประมาณที่จัดสรรให้หน่วยงานท้องถิ่นที่ซ้ำซ้อนในพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตามท้องถิ่นที่ปรับรูปแบบสามารถกำหนดขอบเขตการพัฒนาแต่ละพื้นที่ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลได้

          “ร่างพ.ร.บ.การบริหารจังหวัดปกครองตนเอง ผมอยากรู้ว่าคนทั้งประเทศเห็นด้วยหรือไม่ ต้องใช้การทำประชามติ และหากประชาชนส่วนใหญ่เอาด้วย ผมเชื่อว่านักการเมืองอาจรับไปพิจารณาผลักดัน ขณะที่ข้าราชการอาจตกใจ และกลัวการเปลี่ยนแปลง แต่ผมเชื่อว่าหากอธิบายให้ชัดเจนจะลดปัญหาได้ เพราะเมื่อปรับรูปแบบการปกครองแล้วต้องวางการบริหารงานบุคคลแต่ละจังหวัดที่เป็นองค์กรใหญ่กว่าระดับกรมในกระทรวง ซึ่งผมเชื่อว่าหากทำได้จะปลดล็อกปัญหาของท้องถิ่นได้” 

          แนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงนั้น แม้ข้อเสนอจาก “อ.จรัส” จะมองว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ความเห็นอีกด้านจากเวทีกลับมองว่าหากจะทำให้ดีจริงต้องยอมรับให้ได้กับผลกระทบที่เกิดขึ้น และต้องฝ่ากระแสต้านจาก “คนมหาดไทย-นักการเมือง” ที่ไม่เอาด้วยไปให้ได้

          ซึ่งมุมมองที่ต้องอุดช่องโหว่นั้น “อ.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”​ ให้ความเห็นว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงชั้นโครงสร้างของท้องถิ่น และมีผลกระทบต่อวงกว้างทั้งประชาชนและคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะด้านการปฏิบัติงาน ดังนั้นแนวคิดกระจายอำนาจหากต้องการทำได้อย่างจริงจัง ตนกังวลว่าจะเป็นการสร้างท้องถิ่นให้เป็นเสือตัวใหม่ ขณะที่อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดอาจถูกลดบทบาทลง ดังนั้นในมุมมองต่อการจัดเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดอาจตอบโจทย์ได้เพียงแค่ความเป็นประชาธิปไตยในพื้นที่เท่านั้น

          ขณะที่ “ถวิล ไพรสณฑ์” ตัวแทนนักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นว่าการปกครองท้องถิ่นที่เน้นแนวคิดกระจายอำนาจอาจไม่ประสบความสำเร็จ โดยมุมมองที่ยกเป็นเหตุผล คือ ภายใต้รัฐบาล “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ-คสช.”  และมี “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” พบการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลางทั้งหมดถือเป็นความเลวร้าย

          ขณะเดียวกันความพยายามผลักดันให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งที่ใช้เวลานาน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ “ถวิล” มองว่าตัวร้ายของเรื่องนี้คือ “กระทรวงมหาดไทย” ที่ขัดขวางเรื่องการกระจายอำนาจ เพราะต้องการรวบอำนาจไว้ที่ตัวเอง พร้อมยกตัวอย่างพฤติกรรมหลังบ้านของคนมหาดไทย ที่ส่งหนังสือไปยังท้องถิ่นให้รวมตัวตั้งสมาคมเพื่อเตรียมทำเรื่องคัดค้าน ต่อต้าน
  
          ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า แม้จะมีข่าวที่แสดงความพยายามว่าจะผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่ชัดเจน แต่ตนไม่เชื่อว่าจะเป็นข่าวดี เพราะกรณีผลักดันเป็นกฎหมาย เช่น ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจังหวัดปกครองตนเอง ฉบับที่ประชาชนเสนอ เข้าชั้นนิติบัญญัติได้ และสมาชิกของสภาตกลงกันได้ ก็ไม่ยาก เพราะมีเสียงข้างมากในสภา แต่ตอนนี้ทราบว่าบางพรรคไม่เอาด้วยเพราะยึดติดแนวคิดที่ว่าเมื่อพรรคนั้นได้เป็นเจ้ากระทรวง อำนาจโยกย้ายข้าราชการระดับสูงก็อยู่ในมือ​ และสิทธิที่เขาได้รับคือ โอกาสเรียกรับเงินเพื่อซื้อ-ขายตำแหน่ง

          สำหรับโจทย์สำคัญที่ว่า “เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด” คือจุดเริ่มของการปฏิรูปท้องถิ่นทั้งประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งในตอนท้ายของเวที “อ.จรัส” สรุปความว่า เป็นเรื่องยาก แต่ยังมีความหวัง เพราะหากเชื่อว่าเป็นหลักการที่ถูกต้อง ความหวังจะเป็นจริงได้ แต่ต้องรอ ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเป็นจริงในห้วงเวลาใด