คอลัมนิสต์

'192ตร.เลย'ยังเฮไม่สุดแม้อดีตนายโกงเงินถูกให้หยุดรับราชการ.!

'192ตร.เลย'ยังเฮไม่สุดแม้อดีตนายโกงเงินถูกให้หยุดรับราชการ.!

23 ส.ค. 2561

'192ตำรวจเลย'ยังเฮไม่สุด แม้อดีตนายโกงเงินถูกให้หยุดรับราชการ..! : รายงาน  โดย...  ทีมข่าวอาชญากรรม

 

          เรื่องราวฉาวโฉ่สะเทือนวงการสีกากีแห่งดินแดนที่ราบสูง เกี่ยวกับการทุจริตฉ้อโกงเรื่องเงินๆ ทองๆ ระหว่าง “เจ้านาย” กับ “ลูกน้อง” ยังคงส่งกลิ่นคลุ้งไม่จางหาย แม้จะผ่านมากว่า 3 เดือน นับตั้งแต่ถูกเปิดเผยความเหม็นโฉ่ “ตำรวจโกงตำรวจ” ตั้งแต่ช่วงสายของวันที่ 25 พฤษภาคม เพราะผู้เคยเป็น “นายใหญ่ตำรวจเมืองเลย" ทำให้ลูกน้องจำนวน 192 คน ต้องเดือดร้อนทุกข์ระทมครั้งใหญ่ จากการชักชวนเข้าร่วม “โครงการบริหารหนี้” รวบรวมเงินไปกว่า 230 ล้านบาท แต่สุดท้ายผู้เป็นนายกลับเบี้ยว!! ตำรวจใต้บังคับบัญชาพร้อมลูกเมียต้องตกอยู่ในชะตากรรมไม่ต่างจาก “บุคคลล้มละลาย” บ้านก็จะถูกริบ รถจะถูกยึด เงินจะดูแลเลี้ยงดูครอบครัวไม่เหลือ

          เนื่องจากทนรอความหวังอย่างลมๆ แล้งๆ ไม่ไหว และมั่นใจว่าถูกโกงแน่ บรรดาตำรวจระดับ ผู้กำกับ (ผกก.), รองผู้กำกับ (รอง ผกก.), สารวัตร (สว.) และ รองสารวัตร (รอง สว.) ฯลฯ จากโรงพักต่างๆ ในพื้นที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย (ภ.จว.เลย) จึงเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนที่ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (บช.ภ.4) ในฐานะตัวแทนตำรวจที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ ภ.จว.เลย ที่เข้าร่วมโครงการบริหารหนี้ หรือ “กู้รวมหนี้” เพื่อบริหารจัดการให้ตำรวจที่มีภาระหนี้ต่างๆ นานา ให้เป็นหนี้กับสหกรณ์ที่เดียว แต่กลับถูกเบี้ยวเงินจาก พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (รองผบช.สกพ.) ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย (ผบก.ภ.จว.เลย) และเป็นประธานสหกรณ์ ที่เป็นคนคิดโครงการนี้ขึ้นมา และด้วยความกลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงพากันตบเท้าเข้าร้องเรียนต่อ “แม่ทัพตำรวจ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ในลำดับถัดมา

 

'192ตร.เลย'ยังเฮไม่สุดแม้อดีตนายโกงเงินถูกให้หยุดรับราชการ.!

 

          จากความอื้อฉาววันนั้นถึงวันนี้ เรื่องราวงวดเข้ามาทุกขณะแล้ว สามารถที่จะลงโทษคนผิดได้ เมื่อได้รับการเปิดเผยเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา จาก พล.ต.ท.ธณัท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (ผบช.สกพ.) ว่า พล.ต.ต.สุทิพย์ ถูกดำเนินคดีอาญา และตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง กรณีถูกกล่าวหา “ทุจริตโครงการรวมหนี้และบริหารหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.เลย” มูลค่าความเสียหาย 229 ล้านบาท โดยขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) มีคำสั่งให้ พล.ต.ต.สุทิพย์ ออกจากราชการไว้ก่อน หลังที่ พล.ต.ต.สุทิพย์ เข้ารายงานตัวต้องคดีอาญาที่สำนักงานกำลังพล เนื่องจากถูกพนักงานสอบสวน บช.ภ.4 ดำเนินคดีข้อหา “ร่วมกันฐานฉ้อโกงประชาชน” ​​

          "ตั้งแต่เกิดเรื่องสำนักงานกำลังพล ในฐานะต้นสังกัดในปัจจุบัน ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งผลการพิจารณาเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยที่ดำรงตำแหน่ง ผบก.ภจว.เลย ขณะเดียวกัน บช.ภ.4 ก็ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ด้วย จึงให้รอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินคดีอาญาจากทาง บช.ภ.4 ออกมาเสียก่อน กระทั่งผลการตรวจสอบของ บช.ภ.4 ออกมา และมีการดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหา ดังนั้นทางกองวินัยจึงประมวลผลเสนอให้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแก่ พล.ต.ต.สุทิพย์ โดยมี พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผบ.ตร. ด้านบริหาร ได้ลงนามคำสั่งให้ออกจากราชการไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนมีคำสั่ง พล.ต.ต.สุทิพย์ แจ้งตลอดว่า พยายามจะหาเงินคืนให้แก่ผู้เสียหาย" พล.ต.ท.ธณัท อธิบาย

 

'192ตร.เลย'ยังเฮไม่สุดแม้อดีตนายโกงเงินถูกให้หยุดรับราชการ.!

 

          พร้อมกันนี้กองวินัยประมวลเรื่องเสนอให้ พ.ต.อ.เฉลิม ยอดปทุม ผู้กำกับการอำนวยการ กองบังคับการอำนวยการ ภ.จว.หนองบัวลำภู ที่ถูกกล่าวหาร่วมกันก่อเหตุและถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกง ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อความสะดวกให้การสืบสวนสอบสวนทางคดีและทางวินัย พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง

          เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ บอกว่า ที่เซ็นคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ก็เพื่อความสะดวกในการสืบสวนทางคดีและทางวินัย ซึ่งการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงมีเวลาในการสอบครั้งแรก 60 วันแต่สามารถขยายเวลาได้ในกรอบระยะเวลาไม่เกิน 270 วัน ทั้งนี้ผลการสอบสวนหากผิดจริง โทษจะมีทั้ง ปลดออก หรือ ให้ออกจากราชการ แต่ถ้าลงความเห็นว่าไม่มีความผิด ผู้ถูกกล่าวหาสามารถร้องขอกลับเข้ารับราชการได้เหมือนเดิม ส่วนคดีอาญา พนักงานสอบสวน บช.ภ.4 ก็ดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน ไม่มีการปกป้องกันแน่นอน โดยรับทราบข่าวว่า มีพยานหลักฐานชัดเจนในการดำเนินคดีอาญาในข้อหาฉ้อโกงประชาชน

          "ส่วนการเยียวยาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็จะมีเพียงการดูแลสิทธิตามสมควร ซึ่งผู้เสียหายจะต้องไปฟ้องแพ่งดำเนินคดีกันเอง แต่ก็ยอมรับว่าเห็นใจผู้ใต้บังคับบัญชา จึงได้สั่งการให้มีการสร้างรายได้และอาชีพที่เหมาะสมกับข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบ โดย ผบ.ตร.ก็ได้สั่งการให้มีการสืบสวนสอบสวนเอาผิดทั้งทางอาญาและทางวินัยไปตามขั้นตอนของกฎหมาย รวมทั้งสั่งการให้ทุกกองบัญชาการตำรวจทั่วประเทศ ตรวจสอบผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ให้เกิดกรณีลักษณะนี้ขึ้นอีก” พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ ระบุ

 

'192ตร.เลย'ยังเฮไม่สุดแม้อดีตนายโกงเงินถูกให้หยุดรับราชการ.!

 

          ถึงกระนั้นก่อนหน้าจะมีคำสั่งให้อดีตนายโกงเงินลูกน้องออกจากราชการไว้ก่อน ตำรวจที่ตกระกำลำบากทั้ง 192 ชีวิต เหมือนมีความหวัง “เป็นแสงที่ปลายอุโมงค์” เพราะ พล.ต.ต.สุทิพย์ ได้รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะเมื่อครั้งเข้ารับทราบข้อหากับ บช.ภ.4 ว่า จะหาเงินมาคืนให้สัปดาห์ละ 30 ล้านบาท ทำให้คลายกังวลไปไม่น้อย แต่ก็เหมือน “ฝนเทียมหน้าแล้ง” ที่มาทำให้ชุ่มฉ่ำแค่แป๊บเดียวก็หายไป เนื่องจากตั้งแต่นั้นเงินแม้แต่บาทเดียวก็ยังไม่มีวี่แวว จึงทำให้ตำรวจที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันตั้งทนายเพื่อฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายจาก พล.ต.ต.สุทิพย์
 
          ร.ต.ต.พันพลัง ประชาโชติ รอง สว.(ป) สภ.เอราวัณ บอกว่า การรวมตัวของตำรวจที่ได้รับความเดือดร้อนที่เข้าโครงการบริหารหนี้ฯ เกือบทุก สภ.ของจังหวัดเลย คนละ 1-4 ล้านบาท จนครอบครัวได้รับความเดือดร้อนสาหัส ซึ่งยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้บังคับบัญชา ถูกสหกรณ์หักเงินจนไม่เหลือ บางรายติดลบ แต่ละคนต้องว่าจ้างทีมทนายฟ้องดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ตำรวจอย่างพวกเราได้มีการขอเอกสารการทำสัญญาและเงินกู้ของสหกรณ์ เพื่อประกอบเอกสารในการฟ้องร้อง แต่ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่สหกรณ์ว่า ให้เขียนคำร้องขอเอกสารไว้ เพื่อนำเสนอผู้บังคับบัญชา แต่ผ่านมากว่าครึ่งเดือน ยังไม่มีใครได้เอกสาร จึงไม่ทราบว่าติดขัดอยู่ตรงไหน ทำให้ทุกคนรอไม่ได้ ต้องไปขอทางสถาบันการเงินถึงเช็คที่มีผู้รับและใครเบิกไป ได้ภายใน 7 วัน

 

'192ตร.เลย'ยังเฮไม่สุดแม้อดีตนายโกงเงินถูกให้หยุดรับราชการ.!

 

          ขณะที่นายตำรวจ 1 ในจำนวน 192 คน ที่ได้รับความเดือดร้อน เล่าว่า ทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง บช.ภ. 4 ได้นัดสอบปากคำตำรวจบางส่วนเพิ่ม ในวันที่ 21 และ 22 สิงหาคม เพราะการสอบข้อเท็จจริงบางส่วนไม่แล้วเสร็จ จึงไม่รู้ว่าจะมีการเลื่อนส่งฟ้องอดีต ผบก.จว.เลย กับพวกหรือไม่

          ความหวังที่ลุ่มๆ ดอนๆ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อบรรดาตำรวจเมืองเลยทราบข่าวว่า ผบ.ตร. มีคำสั่งให้ พล.ต.ต.สุทิพย์ กับ พ.ต.อ.เฉลิม ออกราชการไว้ก่อน ทันทีที่รู้ข่าวทุกคนต่างดีใจ ส่วนเงินที่จะได้คืนหรือไม่นั้น ต้องรอคำตอบจากคณะกรรมตรวจสอบข้อเท็จจริง บช.ภ.4 จึงทำให้ยังมีความหวังที่จะได้คืนมาบ้างบางส่วน ไม่มากก็น้อย เพื่อมาบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัว นอกจากนี้ชุดทำงานได้มีการตรวจสอบเบื้องลึกถึงเส้นทางการเงิน พบว่าไปอยู่กับบุคคลภายนอกที่ร่วมกัน 4-5 คน มีบางคนถูกจับกุมตัวแล้ว โดยแนวทางสืบสวนจนพบเส้นทางการเงินและมีการอายัดเงินพร้อมทรัพย์สินได้บางส่วนแล้ว

          ด้านนายตำรวจอีกคนหนึ่งที่ได้รับความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท บอกว่า ทราบข่าว ผบ.ตร.มีคำสั่งให้อดีต ผบก.จว.เลย พร้อมพวก ให้ออกจากราชการไว้ก่อน และทาง ปปง.ได้มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินและยึดทรัพย์อดีต ผบก.ภ.จว.เลย และพวก ได้กว่า 100 ล้านบาท และเตรียมส่งฟ้องรวมคดีกับ จ.หนองบัวลำภู จ.ขอนแก่น เป็นคดีเดียวกัน ในข้อหาฉ้อโกงประชาชนและแชร์ลูกโซ่ ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ส่วนตัวแล้วรู้สึกดีใจที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่เร่งรัดคดี และติดตามยึดทรัพย์มาได้ส่วนหนึ่ง แต่ตำรวจทั้ง 192 คน ต้องการเงินที่ร่วมลงทุนคืนมากกว่า เพราะผ่านมาหลายเดือนแล้ว เงินเดือนถูกหักจนไม่มีเหลือ ทุกครอบครัวลำบากมาก ไม่มีเงินติดตัว ทุกเดือนต้องหาเงินมาจ่ายธนาคารที่กำลังจะฟ้องยึดบ้าน

 

'192ตร.เลย'ยังเฮไม่สุดแม้อดีตนายโกงเงินถูกให้หยุดรับราชการ.!

 

          ด้าน นางดาวฤดี โคบำรุง อายุ 46 ปี แม่บ้านตำรวจที่ต้องประกาศขายบ้าน และหารายได้โดยการขายหมูปิ้ง เพื่อนำเงินมาเลี้ยงครอบครัว เล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแบบมีหวังว่า รู้สึกดีใจมาก คาดหวังว่าผู้หลักผู้ใหญ่ให้ดำเนินคดี ไม่ได้หวังว่าจะทำร้ายใคร ในทางกฎหมายก็ต้องสู้ตามสิทธิ์ เพราะเราคือผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อน ชีวิตเหมือนตายทั้งเป็น การเงิน ความเป็นอยู่แย่ไปหมด 

          “พอรู้ข่าวว่ามีการยึดทรัพย์แล้วดีใจมาก ตอนนี้มีความหวังขึ้นมาเยอะที่จะได้เงินคืนมาบางส่วน แม้ไม่ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ดีกว่าไม่ได้ หวังว่าคดีจะรีบดำเนินการให้เร็ว เพื่อนำเงินมาคืนให้กับครอบครัวตำรวจที่ได้รับความเดือดร้อน เพราะถ้ายิ่งช้า ความลำบากยิ่งสุมมากขึ้น ซึ่งทุกวันนี้ลำบากสุดๆ อยู่แล้ว เดือนหนึ่งๆ ผ่านไปเร็วมาก เราก็ต้องรีบหาเงินไปชำระหนี้ธนาคารเพื่อไม่ให้มายึดบ้าน ยึดรถ” นางดาวฤดี กล่าวด้วยรอยยิ้ม

          ตอนนี้เรื่องร้อนๆ ปนคาวของแวดวงสีกากีเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี อย่างน้อยก็พอมองเห็นความเป็นธรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น ตำรวจ 192 ชีวิตพร้อมคนข้างหลังที่ร่วมทุกข์ใจด้วยกันได้ใจชื้นขึ้น ได้ดีใจ แม้จะยังดีใจได้ไม่เต็มที่ เฮไม่สุดเสียงก็ตาม..!!