
ตลาดนัดถ้ำหลวง:บทเรียนปวงชน
ตลาดนัดถ้ำหลวง:บทเรียนปวงชน : บทความพิเศษ โดย... ธนรัตน์ ยงวานิชจิต [email protected]
เมื่อเร็วๆ นี้ บทความ “ตลาดนัดถ้ำหลวง:บทเรียนรัฐศาสตร์” (https://goo.gl/NtqQ5B) กล่าวถึงเหตุการณ์กู้ชีพทีมบอลหมูป่า 13 ชีวิตจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เชียงราย ระบุ “มิติทั้งสาม” อันทรงอานุภาพของ “ทีมงานกู้ชีพ” ซึ่งได้แก่ “ความเป็นมนุษย์” “ชุมชนสามัคคีธรรม” “ความรักกันฉันพี่น้อง” และเสนอแนะนักการเมืองพิจารณาเสริมสร้างมิติดังกล่าวขึ้นใน “ชุมชน” ทั่วไทย เพื่อให้ชาติบ้านเมืองมีโอกาสเต็มร้อยพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องต่อไป
ในการนี้ปวงชนควรคัดเลือกผู้แทนราษฎรอย่างไรจึงจะได้ผู้สมควรรับมอบอำนาจอธิปไตยจากตนและมีผลงานเยี่ยง “ทีมงานกู้ชีพ” สามารถบริหารกอบกู้ชาติให้รอดพ้นจากการถูกนักการเมืองน้ำเน่าโกงกินขายชาติแก่ชาวต่างชาติ และให้พัฒนาก้าวหน้าสืบไป?
ในเบื้องต้นผู้สมัครใจรับเลือกเป็นผู้แทนจะต้องมี “วิญญาณจิต” (วิญญาณธาตุ) ที่ “รู้” มิติดังกล่าวทันทีที่ประจักษ์ชัดในธรรมชาติของแต่ละมิตินั้น โดยนัยนี้เราพึงท้าทายผู้สมัครให้พิสูจน์ว่า “ผู้สมัครเป็นผู้รู้แจ้ง” ใน “มิติทั้งสาม” จริง และให้สาธิต “แผนนโยบายบริหารที่สมจริง” สำหรับเสริมสร้างมิติทั้งสามให้เกิดขึ้นต่อชุมชนทั่วไทย
ในการนี้ขอทำความเข้าใจในมิติทั้งสามดังกล่าวว่า มีรูปร่างหน้าตาอย่างไรและจะนำไปประยุกต์แผนงานบริหารชาติได้อย่างไร?
มิติแรก “ความเป็นมนุษย์” นั้น สาวก “ลัทธิสัตว์ประเสริฐ” (ลสป.) มองว่า มนุษย์มี “ความเป็นมนุษย์” เพราะเป็นสัตว์ประเสริฐที่มี “วิญญาณจิต” ที่รับฝึกฝนให้ “รู้” ถึงแก่นความเป็นจริงได้ รู้จักวาดมโนภาพตัวเอง รู้ตัวว่าตนมีชีวิตเดินอยู่บนผิวโลก และรู้ว่าตนจักต้องถึงซึ่ง “ความตาย” เข้าสักวัน “ความเป็นมนุษย์” นี้ ทำหน้าที่ทดแทน “สัญชาตญาณ” ที่เคยมีมาแต่ดั้งเดิม ดังเช่นสัตว์โลกทั้งหลายในปัจจุบัน
โดยนัยนี้ผู้สมัครที่เป็นสาวกของลสป. ย่อม “รู้” “ทุกข์” เมื่อประจักษ์ชัดในธรรมชาติทุกข์ในผู้อื่น และมี “พลังเมตตาจิต” โดยปริยายที่จะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ โดยรู้จักนำ “ปัจจัยละลายทุกข์” ของปวงชน อาทิ “ความมีเมตตาจิต” มาถ่ายทอดลงใน “แผนนโยบายบริหารงานชาติบ้านเมือง” สำหรับใช้เป็นแบบพิมพ์เขียวพัฒนาชาติต่อไป
การเสริมสร้าง “ความมีเมตตาจิต” ในชาติบ้านเมืองได้แก่ “การเชิญชวน” ปวงชน 66 ล้านคนให้ตระหนักใน “ทุกข์” ของเพื่อนร่วมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ “อภิชน” “ชนชั้นนำ” ออกมาช่วยกันกำหนดยุทธศาสตร์และแผนการละลายทุกข์ที่พบเห็นกันตำตาอยู่ทุกวัน ทั้งนี้ ด้วยเจตนารมณ์ร่วมมือกันอย่างจริงใจและแน่วแน่
ปวงชนที่เป็นทุกข์ก็พยายามปลดทุกข์ให้ตัวเองอยู่แล้ว แต่ส่วนมากมักไปไม่รอด ทำให้ต้องกดเก็บความคับข้องใจไว้ บังเกิดความรู้สึกด้อยสมรรถภาพไร้อำนาจในตัวเอง และหนีทุกข์ด้วยการบริโภคปัจจัยเสพติดให้โทษ อาทิ ยากระตุ้นทำลายสมอง สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร ตลอดจนเครื่องมือสื่อสารไฟฟ้าที่สะกดจิตผู้ใช้ให้ก้มคองอศีรษะลงจนเสื่อมเสียโครงสร้างร่างกายกับสุขภาพจิต และทำลายความสัมพันธ์อบอุ่นใกล้ชิดในครัวเรือน
นอกจากเชิญชวนแล้วผู้สมัครยังย่อมต้องแสดงตนเป็น “เยี่ยงอย่าง” ว่า ได้ “คิด-พูด-ทำ” ด้วย “ความมีเมตตาจิต” ต่อโลกอย่างบริสุทธิ์ใจไร้เงื่อนไขมาตลอด จนกลายเป็น “อุปนิสัยใจคอ” ที่ยั่งยืน ไม่มีใครสามารถขุดลอกออกจาก “วิญญาณจิต” ตน เพื่อฉกฉวยเอาไปได้ เพราะมิได้เป็นปัจจัยอยู่นอกกายที่ล้วนเป็น “อนิจจัง” ทั้งสิ้น
มิติที่สอง “ชุมชนสามัคคีธรรม” นั้น ผู้สมัครที่เป็นสาวกของลสป. ย่อมตระหนักรู้ในคุณค่าสูงส่งยิ่งของ “สามัคคีธรรม” หรือ “ความร่วมอกร่วมใจกัน” ตามที่พระบรมศาสดาโลก อาทิ พุทธ https://goo.gl/iRyD3D คริสต์ https://goo.gl/fhyX4f และอิสลาม https://goo.gl/WwLcbr ได้สั่งสอนไว้นับพันปีแล้ว โดยมีนโยบายแน่วแน่ในการชุบชีวิตวัดพุทธไทยทุกแห่งให้เป็นวัดพุทธแท้อย่างเร่งด่วนที่สุด ไม่ปล่อยปละละเลยให้วัดพุทธพาณิชย์จอมปลอมรังแกพุทธบริษัทสี่อีก รวมทั้งปฏิเสธนโยบายประชานิยมที่ทำให้ปวงชนแตกแยกขาดความสามัคคีกัน ตลอดจนย่อมได้ใช้ชีวิตแบบ “งอได้แต่หักไม่ได้” เพื่อความอยู่รอดด้วยกันหมด
มิติที่สาม “ความรักกันฉันพี่น้อง” นั้น ผู้สมัครที่เป็นสาวกของลสป. ย่อมมีนโยบายแน่วแน่ “ดูแลเอาใจใส่” ใน “สวัสดิภาพ” และ “ทุกข์สุข” ของปวงชนอย่างปราศจากความเหลื่อมล้ำและทั่วถึงกัน โดยเฉพาะในด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิตามกฎหมาย และเศรษฐกิจ
ในการนี้ผู้สมัครย่อมมีนโยบายปรับปรุงระบบสืบสอบคดีอาชญากรรม เพื่อป้องกันมิให้ “อภิมหาเศรษฐี” “อภิสิทธิ์ชน” “ผู้มีอิทธิพล” บางคน ใช้ “อำนาจวัตถุเงินทอง” ใส่ยาพิษลงในกระบวนการยุติธรรม
นอกจากนี้ผู้สมัครย่อมมีนโยบายป้องกันแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องปวงชน โดยกล้าหาญที่จะเผชิญกับ “ทุนนิยม” ที่นิยม “ปรุงแต่งภาวะขาดแคลน” วัตถุดิบ ปัจจัยสี่ หรือที่ดิน เพื่อตบตาปวงชน ก่อให้เกิด “ซื้อถูก-ขายแพง-กำไรงาม” จนมีเงินทองล้นฟ้าท้ามหาสมุทร และมีอำนาจกุมชะตาชีวิตปวงชนไว้แบบ “กำก็ตาย คลายก็รอด”
ในการนี้ปวงชนต้องกล่าวโทษตัวเองที่ยินยอมเป็นทาสของวัตถุเงินทองเอง เนื่องจากคล้อยตาม “โลภกับหลง” ไปว่า วัตถุที่ซื้อหามาจะนำมาซึ่ง “ความสุข” แต่กลับนำมาได้แต่ความสะดวกสบาย อภิรมย์ หรรษา เกษมสันต์ สนุกสนาน เพลิดเพลิน รื่นเริง บันเทิงใจเท่านั้น นักบุญเทเรซาสอนไว้ว่า
“คุณค่าของชีวิตมิได้ขึ้นอยู่กับบ้านที่เราใช้ชีวิตอยู่ แต่ขึ้นอยู่กับว่า เราใช้ชีวิตอยู่ในบ้านนั้นอย่างไรต่างหาก” (https://goo.gl/FfbW3C) ผู้สมัครย่อมมีนโยบายส่งเสริมการใช้เครื่องมือละลายทุกข์ทางเศรษฐกิจของปวงชน อาทิ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และ “พุทธเศรษฐศาสตร์” ในพระไตรปิฎก ซึ่งล้วนมีอานุภาพเปิดประตูให้ปวงชนก้าวออกจากกรงขังของ “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” ยุติแข่งขันกันทำเงินเพื่อเงิน และพ้นทุกข์ได้อย่างฉมัง
อนึ่ง องค์การสหประชาชาติได้ประกาศคำนิยมสูงส่งไว้กับปรัชญาดังกล่าวอย่างเป็นทางการเมื่อ 26 พฤษภาคม 2549
(https://goo.gl/fKvNTb) ชุมชนกู้ชีพที่ถ้ำหลวงสามารถนำทีมบอลทั้งหมดออกมาได้โดยปลอดภัย เพราะกอปรด้วย “มิติทั้งสาม” ดังกล่าว ฉันใด กลุ่มนักการเมืองที่กอปรด้วย “มิติทั้งสาม” ก็ย่อมสามารถกอบกู้การบริหารชาติบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัยและพัฒนาก้าวหน้าสืบไปได้ ฉันนั้น
อย่างไรก็ดีหากปวงชนยอมหยิบยื่นอำนาจอธิปไตยที่ตนมีอยู่ไปให้กลุ่มผู้สมัครที่ไร้น้ำยาในการเสริมสร้าง “มิติทั้งสาม” ได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินและบริหารชาติบ้านเมืองอีกก็มีสิทธิ์ได้ดู “ละครการเมืองน้ำเน่า” อีก ส่วนฝ่ายทหารผู้มีหน้าที่ปกปักรักษาเอกราชแผ่นดินไทย เมื่อได้เห็นนักการเมืองสามานย์โกงกินชาติอีก ก็จำต้องออกมายึดอำนาจอีก
แล้วอย่าหาว่าทหารชอบใช้อำนาจเผด็จการก็แล้วกัน!



