คอลัมนิสต์

'การเสพติด ย้อนอดีตสู่อนาคต'...(ตอน2)

'การเสพติด ย้อนอดีตสู่อนาคต'...(ตอน2)

20 ส.ค. 2561

'การเสพติด ย้อนอดีตสู่อนาคต'...(ตอน2) : รายงาน  โดย...  ทีมข่าวอาชญากรรม

 

          ในห้วง 2 ศตวรรษที่ผ่านมา มนุษย์แหวกว่ายอยู่ในกระแสของสิ่งที่ทำให้เสพติดได้เพียงไม่กี่อย่าง อันได้แก่ บุหรี่ แอลกอฮอล์ และ ยาเสพติด แต่โดยเหตุที่ลักษณะของ “การเสพติด” หมายถึงการกระทำกิจกรรมอย่างหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างไม่อาจหักห้ามใจได้ แม้จะส่งผลเสียต่อชีวิตก็ตาม ฉะนั้น "พฤติกรรมเสพติด" (Addictive Behaviors) ของมนุษย์ จึงไม่จำเป็นต้องเกิดจากยาเสพติดดังที่นักประสาทวิทยาเคยเชื่อ ซึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า “การเสพติดพฤติกรรม” ทำให้เกิดการตอบสนองในสมองด้วยรูปแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นหลังจากการใช้ยาเสพติด และทัศนะนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนยอมรับความคิดที่ว่า “การเสพติดไม่จำเป็นต้องมียาเสพติดมาเกี่ยวข้องก็ได้”..!

          สังคมปัจจุบันกำลังถูกทำให้เกลื่อนกลาดไปด้วยสิ่งเสพติด มีการเสพติดเฟซบุ๊ก เสพติดอินสตาแกรม เสพติดสื่อลามก เสพติดอีเมล เสพติดการซื้อของออนไลน์ หรืออาจกล่าวไปให้ไกลกว่านั้น เช่น การเสพติดเป้าหมาย การเสพติดความร่ำรวย และ การเสพติดอำนาจ สิ่งเหล่านี้ก็เป็น “การเสพติดพฤติกรรม” จึงจัดอยู่ในความหมายของ “การเสพติด” เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ การเสพติดที่เป็นปัญหากำลังท้าทายสังคมทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทย หรือนานาประเทศทั่วโลก

          กรณีของประเทศไทย คำที่เราคุ้นเคยเกี่ยวกับ “การเสพติด” ได้ถูกพุ่งเป้าไปที่ “ยาเสพติด” ซึ่งเป็นปัญหาอาชญากรรมที่ต้องจัดการด้วยกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยโทษจำคุกถูกนำมาใช้แก้ปัญหา เพื่อป้องกันอันตรายหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากยาเสพติด พร้อมกับความเชื่อที่ยึดมั่นตลอดมาว่า สภาพบังคับทางอาญาด้วยโทษจำคุกในฐานะมาตรการควบคุมทางสังคมที่มีผลร้ายแรงที่สุด จะเป็นเครื่องมือในการป้องกันอันตราย หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแก่สังคมอย่างได้ผล แต่ทว่าผลลัพธ์ในที่สุดของการแก้ปัญหาด้วยวิธีกลับกลายเป็น “คนล้นคุก”..! โดยปัจจุบันปริมาณผู้ต้องขังของประเทศไทยมีอยู่จำนวน 349,804 คน จากคนคุกจำนวนนี้มากกว่า 70% เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

          ถามว่าเหตุใดประเทศไทยจึงมีผู้ต้องขังมาก !? ถ้ามองในฝ่ายของผู้บังคับใช้กฎหมาย เป็นเพราะเหตุผลของ “การเสพติดอำนาจ” ใช่หรือไม่ หรือเป็นเพราะเหตุผลของพฤติกรรม “การเสพติดความสะดวกง่ายดาย” ในการใช้กฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงเหตุและผลของการกระทำผิดอย่างแท้จริงหรือเปล่า ??

          หากมองในด้านของผู้ต้องขัง อาจเพราะการเสพติดตัวยา(เสพติด) หรืออาจเพราะพฤติกรรม “เสพติดความร่ำรวย” หรืออาจเป็นเพราะพฤติกรรม “เสพติดความสบาย” ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมมีมุมมองต่อผู้ต้องขังคดียาเสพติด ถูกสื่อสารถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านวาทกรรมที่ผลิตซ้ำความคิดเชิงลบ ถือเป็นการตัดสินเหมารวมผู้ใช้ยาเสพติดว่า สารเสพติดคือ สิ่งไม่ดี ผู้ที่เกี่ยวข้องก็เป็น คนไม่ดี จนนำมาสู่การกำหนดเป็นกฎหมาย นโยบาย กฎเกณฑ์ และการให้คุณค่าต่างๆ ในสังคม และกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่คอยกำกับ ให้คุณค่าต่อพฤติกรรมต่างๆ ของผู้ใช้ยาเสพติด โดยมองข้ามเรื่อง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ “การเสพติดพฤติกรรม” ที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนไปอย่างสิ้นเชิง


          ในการประชุมเรื่อง “การเสพติด ย้อนอดีตสู่อนาคต” : “ปัญหาและทางออก” (“Back to the Future of Addiction”: “Problems and Solutions”) ได้มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ ว่า ปัจจุบันนี้เราแก้ปัญหายาเสพติดด้วยวิธีการสาธารณสุข มีการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน แม้ว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมได้ใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ก็ปรากฏว่าแก้ไขปัญหาไม่ได้ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานศาล อัยการ ตำรวจ สื่อมวลชน ได้พยายามสร้างการรับรู้ในเรื่องการเสพติด เรายอมรับหรือยังว่า สิ่งเสพติดและยาเสพติดเป็นโรคทางสมอง ต้องแก้ไขด้วยแพทย์ ไม่ใช่แก้ไขด้วยการส่งตัวไปยังกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และจะทำอย่างไรให้คนทั่วไปรู้และเข้าใจเรื่องสิ่งเสพติดว่าเป็นเรื่องทางสมอง อย่าไปจับติดคุกเพราะว่าไม่ใช่เป็นวิธีการที่ทำให้เขาเลิกได้ 

          เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาจนกระทั่งวันนี้ มีการช่วยเหลือคนในสังคม แล้วก็คนที่อยู่ในเรือนจำที่ควรได้รับการดูแลด้วยเช่นกัน และเราก้าวไปในเรื่องสิ่งเสพติด ที่เป็นก้าวต่อไปอีกก้าวหนึ่ง ยาเสพติดไม่มีทางหมดไปจากโลก แต่เราจะอยู่กับมันอย่างไร จึงต้องช่วยกันคิดช่วยกันสร้างกระบวนการและองค์กรให้ชัดเจน และรับผิดชอบงาน การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติด ถ้าเราไม่แก้ไขกฎหมายก็จะเป็นไปไม่ได้ที่จะสำเร็จได้ หากไปโทษเจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมอาญาก็ไม่ได้ เพราะกฎหมายเขียนอย่างนั้น เราได้ศึกษาและผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายจนกระทั่งเป็นร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งเขียนโดยให้มีการจัดการโดยวิธีการของสาธารณสุข มองว่าเป็นโรคทางสมองไม่ได้มองว่าเป็นอาชญากร วันนี้เราพูดถึงเรื่องสิ่งเสพติดถือเป็นจังหวะที่ดี เพราะว่ากฎหมายเขียนเรื่องการบำบัดฟื้นฟู

          ศาสตราจารย์ บรูซ อเล็กซานเดอร์ แห่งมหาวิทยาลัยไซมอน เฟรเซอร์ ประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากประเทศแคนาดา ผู้ค้นพบการทดลอง Rat Parks (สวนหนู) ยืนยันให้เห็นถึงพฤติกรรมการเสพติดของมนุษย์ว่า ผลจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี ก่อให้ผู้คนในสังคมมีพฤติกรรมการเสพติดในรูปแบบต่างๆ ที่นอกเหนือจากยาเสพติดที่ทุกคนรู้จักกันผ่านสื่อและการรายงานข่าว รวมถึง การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เล่นการพนัน หากแต่ทุกวันนี้มีการ “เสพติดโซเชียลมีเดีย” ซึ่งการเสพติดที่เพิ่มขึ้นเหมือนคลื่นยักษ์สึนามิ ในอดีตเราตื่นตระหนกในยาบ้า ซึ่งก่อนหน้าก็ตระหนกแคร็กโคเคน แล้วก็โคเคนผง เป็นคลื่นความกลัวซึ่งถาโถมปัญหาการเสพติด ตอนนี้เราคิดถึงโลกยุคใหม่ ปัญหาการเสพติดที่น่ากลัว แต่เรามีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของมนุษย์ มีเงื่อนไขที่คนจะต้องเติบโตและอยู่รอดได้ของมนุษย์

          “สำหรับคนที่เสพก็ไม่ควรไปตำหนิ เพราะเขาอาจเผชิญความล้มเหลวอย่างใดอย่างหนึ่ง เราต้องเข้าใจเขา การไร้รากไร้ฐาน (Dislocation) ถูกทำให้แตกแยก เป็นความรู้สึกไม่มีความหมาย เมื่อคนแตกแยกออกมาจากสายใย เราก็รู้สึกมีบางสิ่งที่ผิดเพี้ยนไป การแตกแยกทำให้เกิดการไร้รากไร้ฐาน คนจำนวนมากในโลกรู้สึกกังวล รู้สึกแย่ ต้องการบางอย่างเข้ามาเติมเต็มในชีวิต การรักษาก็ต้องเป็นรายเคส วิธีการหนึ่งไม่สามารถใช้รักษาได้กับทุกคน การรักษาต้องใช้ความอดทน อึด บางคนที่ไม่อดทนก็ล้มเหลว เราต้องใช้ความพยายามทุกหนทาง ต้องเปิดใจกว้างให้มีการรักษา การรักษาก็ให้อิงจากวัฒนธรรมอิงจากศาสนาหรือวิถีทางของไทย” ศ.บรูซ กล่าวย้ำ

          ขณะที่แพทย์จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ได้ให้มุมมองต่อพฤติกรรมการเสพติดของวัยรุ่นไทยต่อ เกม การพนัน และ โลกโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่กำลังเป็นอันตรายต่อสังคมไทยหากไม่มีการป้องกัน พร้อมแสวงหาแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีและถูกต้อง ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อพิจารณาจากมุมมองของตะวันออก กับการเสพติดตามทัศนะของตะวันตก น่าจะมีสภาพไม่ต่างจากการยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานอย่างมากเกินไปด้วยอำนาจแห่งกิเลสตัณหาในทางพุทธศาสนานั่นเอง 

          ด้วยเหตุนี้สำหรับสังคมไทย ต้องมีองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ “ศาสตร์ว่าด้วยการเสพติด” อย่างถูกต้องครบถ้วนรอบด้าน ซึ่งนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในสภาพสังคมที่มุ่งพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจด้วยระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีอย่างสุดโต่ง เพราะ “การเสพติด" เป็นเรื่องของ “บูรณาการทางจิตสังคม” ที่ถูกบ่อนทำลายลง การทุ่มเถียงเพื่อนำไปสู่การออกกฎหมายเกี่ยวกับการห้ามก็ดี หรือการทำให้ถูกกฎหมายก็ดี ทั้งสองแนวทางนี้จึงเป็น “ทวิวิภาคเท็จ” ด้วยกันทั้งคู่ 

          เมื่อ “การเสพติด” เป็นเรื่องที่อาจมีผลเสียหายแก่ตนเอง และหรือหน้าที่ที่มีต่อผู้อื่นในสังคม ประกอบกับปัจจุบันเป็นยุคสมัยแห่ง “ทุนนิยมสุดโต่ง” กิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะชอบด้วยกฎหมาย ถูกต้องตามกฎหมาย (หรือแม้แต่ผิดกฎหมายก็ตาม) ส่วนใหญ่ล้วนมีแรงจูงใจจากผลกำไร ได้แผ่ขยายครอบคลุมไปทั่วโลก ด้วยผลแห่งกระแสโลกาภิวัตน์และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อปรากฏการณ์วัฒนธรรมหรือลัทธิบริโภคนิยม เข้าสู่ยุคแห่ง “อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง" ซึ่งเข้าถึงง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัสผ่านสมาร์ทโฟน ถือว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันได้อย่างสะดวกง่ายดาย 

          อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหา “การเสพติด" โดย ปัจจัยภายนอก  แม้โดยอำนาจแห่งรัฏฐาฐิปัตย์ เช่น สภาพบังคับโดยกระบวนการยุติธรรม (ทางอาญา) ก็เชื่อว่ามิอาจทำให้ปัญหานี้บรรเทาเบาบางลง ดังตัวอย่างเห็นได้จากการใช้การคุมขังตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาซึ่งมิอาจแก้ปัญหายาเสพติดได้ ส่วนการแก้ปัญหาโดย ปัจจัยภายใน ด้วย “ปัญญา" เพื่อรู้เท่าทันสิ่งต่างๆ ดังกล่าวมา จึงเป็นหนึ่งในทางออกที่น่าจะเป็นไปได้ เพราะการมี “สติ" ตื่นรู้ ด้วยการไม่ “เสพ" สรรพสิ่งโดยอายตนะทั้งหกจน “เสพติด" ที่อาจมีผลเสียหายแก่ตนเอง และหรือหน้าที่ที่มีต่อผู้อื่นในสังคมได้ 

          การเสพติดไม่ใช่มีแค่เรื่องยา(เสพติด) ฉะนั้นการฉุกคิดถึงสภาพปัญหาตลอดจนองค์ความรู้ความเข้าใจเรื่อง “การเสพติด” พร้อมแนวทางป้องกันแก้ไขอย่างถูกต้องครบถ้วนรอบด้าน นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อมิให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ทั้งส่วนบุคคลและภาพรวมในระดับประเทศ..!!