
ความเป็นห่วงที่มาพร้อมโรคเลื่อน
ความเป็นห่วงที่มาพร้อมโรคเลื่อน : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... จักรวาล ส่าเหล่ทู
เห็นการเมืองนิ่งๆ แบบนี้ แต่เรื่องเลือกตั้งส่อแววชิ่งแต่ไกลซะแล้ว !
เกิดเป็นเรื่องวุ่นๆ อีกครั้งเมื่อ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีแนวคิดจะแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ. 2560 ในประเด็นที่มาของผู้ตรวจการเลือกตั้ง เพื่อต้องการล้างกระบวนการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่หมด ซึ่งที่ผ่านมา กกต.ชุดเก่าจัดการเลือกไปแล้วทั้ง 616 คน และพร้อมปฏิบัติหน้าที่แล้ว
จากคำกล่าวของ “มหรรณพ เดชวิทักษ์” สนช.ในฐานะผู้รวบรวมรายชื่อเพื่อนๆ สมาชิก เพื่อแก้ไขเรื่องนี้ ระบุว่า เป็นการเสนอเพื่อแก้ไขในสิ่งที่ไม่รัดกุม เห็นว่าถ้าให้ กกต.ไปออกระเบียบคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งเอง อาจถูกการเมืองครอบงำได้ในอนาคต และโดยมารยาทแล้วควรให้กกต.ชุดใหม่เป็นผู้คัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งทั้งหมด ทั้งๆ ที่กกต.ชุดใหม่เตรียมจะเข้ามาทำงานแล้ว เหมือนเอาหัวมาจากที่หนึ่งเอาตัวมาจากอีกที่ แล้วมาสวมจะเกิดเอกภาพในการทำงานหรือเปล่า หรือคนที่ กกต. ชุดเก่าเลือกจะมีความเกรงใจชุดใหม่หรือไม่
ขณะที่ “วัลลภ ตังคณานุรักษ์” สนช. ระบุว่าการแก้ไขกฎหมายลูก กกต.ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แน่นอน เพราะต้องผ่านขั้นตอนมากมาย ต้องรับฟังความเห็นจากประชาชน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ส่งต่อให้รัฐบาลพิจารณา แล้วส่งไปยัง กกต. ให้พิจารณา จากนั้นก็ส่งกลับมาที่ สนช. ให้ประชุมความเห็นชอบ โดยไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ถ้ามีการแก้ไขกันจริงๆ แนวโน้มคงเสร็จไม่ทันเลือกตั้ง กุมภาพันธ์ 2562 มองดูแล้วการแก้กฎหมายลูกจะต้องใช้เวลานานมากๆเพราะถ้าที่ประชุม สนช. เห็นว่าควรแก้ ก็มีเวลาให้พิจารณาถึง 180 วัน จากนั้นก็ต้องส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาภายใน 15 วัน ภายหลังที่สภาให้ความเห็นชอบ และต้องรอความเห็นส่งกลับไปยังสภา ภายใน 10 วัน จากนั้น สนช.ต้องดำเนินการแก้ให้แล้วเสร็จใน 30 วัน ซึ่งคิดรวมๆ แล้ว ก็มีแววจะใช้เวลาร่วมปีก็ว่าได้ อีกทั้งกฎหมายลูกฉบับนี้ เป็น 1 ใน 4 ฉบับที่จำเป็นต่อการจัดเลือกตั้งเสียด้วย ยังไงก็ต้องเลื่อนออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มองในอีกมุม ก็ถือว่าเป็นความห่วงใยของ สนช. ในช่องโหว่ทางกฎหมาย ที่หน่วยงานเกี่ยวข้องตรงๆ อย่าง กกต. ยังไม่ได้ร้องขอ แต่ในอีกมุมก็น่าสนใจว่านี่เป็นการก้าวล่วงขอบเขตการทำงานของ กกต. หรือไม่ เพราะว่าผู้ตรวจการเลือกตั้ง 600 กว่าคนยังไม่ได้ทำหน้าที่อะไร แถมยังไม่ได้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ สนช.ก็ห่วงว่าการเมืองจะครอบงำซะแล้ว ในขณะที่ฝ่ายการเมือง โดนล็อกขยับซ้ายขวายังเหงื่อตก ซึ่งต้องไม่ลืมว่า กฎหมายลูก กกต.ฉบับล่าสุดที่ประกาศใช้นั้น ก็คลอดโดย สนช. จึงเป็นที่น่าสงสัยไปอีกชั้นว่า เหตุใดถึงไม่มีการตรวจตราให้รอบคอบ แก้กันไปแก้กันมา ก่อนหน้านี้ก็จะส่งร่างกฎหมายลูก ส.ว. ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดหรือไม่ จึงไม่แปลกที่ทั้งฝ่ายการเมือง หรือคนทั่วๆ ไป จะมองว่าแอบมีใบสั่งหรือเปล่า แม้ว่าทางนายกฯ เองจะพูดไปชัดๆ ว่าไม่ได้มีแนวคิดจะเลื่อนเลือกตั้ง แต่หนึ่งใน แม่น้ำ 5 สายเล่นโยนหิน โยนขนมปังถามทางรัวๆ แบบนี้ ก็น่าใจหายไม่น้อยทีเดียว
ร่างเอง งงเอง เป็นห่วงเอง ถือเป็นสูตรการทำงานที่งงๆ เหมือนลองผิดลองถูกอะไรสักอย่าง พอเห็นว่าไม่เวิร์กก็จะเปลี่ยน
ถ้ายังจำกันได้ ด้วยอภินิหารของกฎหมายโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เล่นใส่เงื่อนไขยืดเวลา ด้วยการใส่เงื่อนไขใน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่นเอาคำสัญญาของนายกรัฐมนตรี ที่พูดหน้าโพเดี้ยมว่าจะเลือกตั้งในกุมภาพันธ์ 2562 มีแววเป็นหมันได้เพราะสามารถเลื่อนไปได้ถึงกลางปี ซึ่งการใส่เงื่อนไขเวลาของ สนช.นั้น ก็มาจากความเป็นห่วงว่าพรรคการเมืองจะทำไพรมารีโหวตไม่ทัน เพราะติดล็อกคำสั่ง คสช. เรื่องห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เลยให้เวลา 3 เดือนไปจัดการตัวเองไปเลย
ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า ความเป็นห่วงของสนช.ครั้งนี้ จะทำให้โรดแม็พการเลือกตั้งเลื่อนต่อไปหรือไม่ แต่เชื่อเถอะ หลายๆ คนคงหวังการทำงานที่รอบคอบจาก สนช. มากกว่าค่อยมาดูทีหลังแล้วกังวล อย่างน้อยๆ จะได้ “เดินหน้าประเทศไทย” ไม่ใช่เดินยึกๆ ยักๆ ถอยหน้าถอยหลัง ไปเรื่อย



