คอลัมนิสต์

"การเสพติด ย้อนอดีตสู่อนาคต"...(ตอน1)

"การเสพติด ย้อนอดีตสู่อนาคต"...(ตอน1)

15 ส.ค. 2561

"การเสพติด ย้อนอดีตสู่อนาคต"...(ตอน1) : รายงาน  โดย...  ทีมข่าวอาชญากรรม

 

          คำว่า “การเสพติด” แท้จริงแล้วมีการเริ่มต้นใช้นับตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ โดยแรกเริ่มหมายถึงเพียงแค่การเชื่อมโยงกับบางสิ่งอย่างแนบแน่น ในเวลาต่อมา คำว่า “การเสพติด” ก็มีวิวัฒนาการแปรเปลี่ยนเป็นคำที่ใช้อธิบายถึงพันธะใดๆ ที่แยกขาดจากกันได้ยาก โดยคำนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่รุนแรงแต่อย่างใดในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา กระทั่งในทศวรรษ 1800 ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ได้รื้อฟื้นคำนี้ขึ้นมาใหม่ เมื่อนักเคมีค้นพบวิธีการสังเคราะห์โคเคน การพยายามออกห่างจากยาเสพติดกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นคำว่า “การเสพติด” จึงเริ่มมีการตีความเป็น “การติดยาเสพติด” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

          สำหรับกรณีของประเทศไทย คำที่เราคุ้นเคยเกี่ยวกับ “การเสพติด” นั่นคือ “ยาเสพติด” ซึ่งเรามองว่ามันเป็นปัญหาอาชญากรรมที่ต้องจัดการด้วยกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยโทษจำคุกถูกนำมาใช้แก้ปัญหาเพื่อป้องกันอันตราย หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากยาเสพติด พร้อมกับความเชื่อที่ยึดมั่นตลอดมาว่า สภาพบังคับทางอาญาด้วยโทษจำคุกในฐานะมาตรการควบคุมทางสังคมที่มีผลร้ายแรงที่สุด จะเป็นเครื่องมือในการป้องกันอันตราย หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแก่สังคมอย่างได้ผล แต่ทว่าผลลัพธ์ในที่สุดของการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ที่ประจักษ์ กลับกลายเป็นสภาวะ “คนล้นคุก” 

 

"การเสพติด ย้อนอดีตสู่อนาคต"...(ตอน1)

 

          ในปัจจุบันแม้ประเทศไทยมีพลเมืองเกือบ 70 ล้านคน ซึ่งมากเป็นลำดับที่ 20 ของโลก แต่ปริมาณผู้ต้องขังของประเทศไทยเกือบ 3.5 แสนคน ไม่ว่าจะพิจารณาจากจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด หรือ อัตราส่วนผู้ต้องขังต่อประชากร 1 แสนคน ทำให้ประเทศไทยมีปริมาณผู้ต้องขังเป็นลำดับที่ 6 ของโลก..! ซึ่งอาจเทียบได้ง่ายกับประเทศไอซ์แลนด์ ที่สามารถผ่านเข้าไปแข่งขันฟุตบอลโลกรอบ 32 ทีมสุดท้ายในครั้งล่าสุดที่ผ่านมานี้ โดยทั้งประเทศมีพลเมืองเพียง 335,025 คน มีผู้ต้องขังแค่ 131 คน จึงเห็นภาพได้ชัดว่า “คนคุก” ของไทย ยังมีมากกว่าประเทศไอซ์แลนด์ และมากกว่า 70% เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด!!

 

"การเสพติด ย้อนอดีตสู่อนาคต"...(ตอน1)

 

          ด้วยเหตุนี้กระทรวงยุติธรรมจึงไม่อาจนิ่งนอนใจ เพราะเป็นอีกหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง จะต้องวิเคราะห์ปัญหาแล้วหาทางออก กระทั่งมีการประชุม “การเสพติด ย้อนอดีตสู่อนาคต : ปัญหาและทางออก” (Back to the Future of Addiction : Problems and Solutions) โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน ซึ่งมีผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยข้าราชการและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม อาทิ ศาล อัยการ ตำรวจ ราชทัณฑ์ นักวิชาการ นักศึกษา และประชาชน เข้าร่วม

          ขณะเดียวกันก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าในยุคร่วมสมัย "พฤติกรรมการเสพติด" (Addictive Behaviors) ของมนุษย์ไม่จำเป็นต้องเกิดจากยาเสพติดดังที่เคยเข้าใจกันมาแต่เดิม แต่อาจเกิดได้จากสารเสพติดอื่น และพฤติกรรมต่างๆ ที่เรียกว่า “การเสพติดพฤติกรรม" (Behavioral Addictions) โดยมนุษย์หมกมุ่น ครุ่นคิดกับสิ่งนั้นๆ มากเกินไป จนเกิดผลเสียกับตนเอง เช่น เสียเวลา สิ้นเปลืองทรัพย์สิน สุขภาพทรุดโทรม หรือ หน้าที่ที่มีต่อผู้อื่นในสังคม  สำหรับพฤติกรรมการเสพติดที่สำคัญ ได้แก่ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เสพยาเสพติดชนิดร้ายแรง รับประทานอาหาร เล่นพนัน สื่อทางอินเทอร์เน็ต ความรัก เพศสัมพันธ์ การออกกำลังกาย การทำงาน และ การซื้อของ ฯลฯ โดยมีภาคีเครือข่ายเข้าร่วม ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมกับเชิญ ศาสตราจารย์ บรูซ อเล็กซานเดอร์ จากมหาวิทยาลัยไซมอน เฟรเซอร์ ประเทศแคนาดา ผู้เชี่ยวชาญที่ค้นพบการทดลอง Rat Parks (สวนหนู) มานำเสนอและยืนยันให้เห็นถึงพฤติกรรมการเสพติดของมนุษย์

 

"การเสพติด ย้อนอดีตสู่อนาคต"...(ตอน1)

 

 

          พล.อ.อ.ประจิน อธิบายว่า ยาเสพติดเป็นแฟกเตอร์บั่นทอนชีวิต และยังมีอีกหลายปัจจัยที่เข้ามา ซึ่งเราต้องทำให้คลี่คลายลงไป โดยได้กำหนดโครงการ แผนงาน เพื่อป้องกันสังคม เด็กเยาวชน ให้ประเทศชาติเข้มแข็ง ในส่วนผู้ต้องขังไทยที่มีตัวเลขสูง และเป็นคดียาเสพติดมากกว่า 70% นั้น จะทำอย่างไรให้เขาเหล่านี้สามารถสร้างประโยชน์ให้ตนเอง ครอบครัว ชุมชนได้ และยังมีอีกหลายคนที่อยู่ในสถานพินิจ และอีกหลายคนที่อยู่ในสภาพควรได้รับการบำบัด ในสังคมก็มีคนที่เสพติด และอาจลุ่มหลงไปสู่การปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย ทำให้ตนเองไม่ได้สามารถอยู่ในกรอบกติกาของสังคมได้

          ขณะที่ ศ.บรูซ บอกว่า รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยเกี่ยวกับการประชุมการเสพติด ซึ่งในศตวรรษที่ 17 ในแคนาดามีปัญหาแอลกอฮอล์เป็นสำคัญ ซึ่งทำลายคนในสังคมมาก แต่ในศตวรรษที่ 19 มีการแก้ปัญหาโดยห้ามการจำหน่ายสุรา ในปี 1930 มีการประกาศสงครามกับสุรา แล้วทำให้สุราถูกกฎหมาย ให้จำหน่ายได้ ซื้อได้ภายในกำหนดเวลาและอายุ ปรากฏว่าช่วยลดปัญหาลงได้มาก ไม่มีผู้ต้องขังที่ถูกจับกุม ไม่มีแก๊งลักลอบค้าสุรา 

 

"การเสพติด ย้อนอดีตสู่อนาคต"...(ตอน1)

 

          “การเสพติดเป็นปัญหาที่แข็งแกร่งมาก ยากที่จะหาทางแก้ไขปัญหาได้ ในแคนาดามีกฎหมายห้ามเฮโรอีน มอร์ฟีน โอปิออยด์ มีการต่อสู้กับโอปิออยด์มา 43 ปี มีบทลงโทษที่สูง มีการจำคุก การเฆี่ยน การประณาม โดยเจ้าหน้าที่ที่โหดร้ายในปี 1970 หลังจากนั้นเรามีการใช้ยาเมทาโดน มีการสร้างเรือนจำในการบำบัดรักษา ให้คำแนะนำปรึกษาทางจิตวิทยา และใช้การรักษาทุกรูปแบบเข้ามา สิ่งต่างๆ บางครั้งก็ไม่สำเร็จ ในปี 2000 สังคมแคนาดาก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก มีการลดอันตราย ฟื้นฟูนวัตกรรมของสังคมทุกรูปแบบ ให้คนติดยามาทำงานในชีวิตปกติ ทำให้เขากลายเป็นคนมุ่งมั่น เกิดความเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าเราอยู่ท่ามกลางการใช้ยาเสพติด ประเทศของผมใช้โอปิออยด์มากเกินขนาด มีตาย 1,200  คน เพราะเสพยาเกินขนาด และยังพบปัญหาคนติดการพนัน ติดเกม และโซเชียลมีเดีย” ศ.บรูซ อธิบาย

          การเสพติดที่เพิ่มขึ้นของมนุษย์เหมือนคลื่นยักษ์สึนามิ..! ในอดีตเราตื่นตระหนกกับ “ยาบ้า” หรือยาเสพติดทุกรูปแบบ แต่หารู้ไม่ว่าปัจจุบันมนุษย์ทั่วโลกได้เสพติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการเสพติดโซเชียลมีเดีย การเสพติดไม่จำเป็นต้องมียาเสพติดมาเกี่ยวข้องก็ได้..!!