คอลัมนิสต์

แก๊งล้วงชาติใหม่แต่เป้าหมายเดิมมาแบบนักท่องเที่ยวป้องกันยาก

แก๊งล้วงชาติใหม่แต่เป้าหมายเดิมมาแบบนักท่องเที่ยวป้องกันยาก

09 ส.ค. 2561

'แก๊งล้วงชาติใหม่' แต่เป้าหมายเดิม มาแบบนักท่องเที่ยวป้องกันยาก..!! : รายงาน  โดย...  ทีมข่าวอาชญากรรม


          การปราบปรามจับกุม “แก๊งกรีด-ล้วงกระเป๋า” ของตำรวจไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ จะสังเกตเห็นได้ว่าพฤติการณ์ หรือวิธีการของแก๊งเหล่านี้ เหมือนกันหมด รวมทั้งการเลือกเหยื่อ และสถานที่ก่อเหตุ ซึ่งตลอดเวลานับสิบปี ที่ผ่านมา “แก๊งมือเบา” ที่ก่อเหตุกับคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีอยู่ 2 แก๊งหลักๆ คือ “แก๊งกัมพูชา” กับ “แก๊งเวียดนาม” โดยมีคนไทยร่วมขบวนการทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเดินทาง หาจุดที่พัก ตลอดจนนำทรัพย์สินที่ได้ไปจำหน่าย

          ที่ผ่านมาเคยมีคำสารภาพที่ค่อนข้างน่าตกใจ เมื่อสมาชิก “แก๊งกรีด-ล้วงกระเป๋าชาวกัมพูชา” บอกว่า มาเช้า กลับเย็น ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ได้เงินวันละหมื่นกว่าบาท ลงมือ 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เลือกเหยื่อที่เป็นผู้หญิงต่างชาติที่ใช้กระเป๋าสะพายข้าง และมีลักษณะบาง เพราะง่ายต่อการกรีด การก่อเหตุเป็นการสุ่มเดา บางครั้งได้มาก บางครั้งได้น้อย หรือบางครั้งไม่ได้เลย โดยได้เงินมากสุด 7-8 หมื่นบาท ลงมือมาแล้วประมาณ 30-40 ครั้ง ทราบวิธีการกรีดกระเป๋ามาจากเพื่อน “ชาวเวียดนาม”..! ลองหลับตานึกภาพว่า ถ้าแก๊งเหล่านี้ยังไม่ถูกจับกุม จะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศขนาดไหน ?

 

แก๊งล้วงชาติใหม่แต่เป้าหมายเดิมมาแบบนักท่องเที่ยวป้องกันยาก

 

          แน่นอนว่าสถานที่เปลี่ยว มุมอับ คนน้อย กลายเป็นจุดบอด สบช่องให้เกิดเหตุอาชญากรรม “ลัก วิ่ง ชิง ปล้น” แต่สถานที่จำพวกนี้ไม่เหมาะกับ “แก๊งล้วงกระเป๋า” เพราะถ้าถอดพฤติกรรมแก๊งมิจฉาชีพประเภทนี้ จะเน้นแหล่งที่คนพลุกพล่านหนาแน่น ตามสถานที่ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ รถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มีการระวังตัวที่ค่อนข้างต่ำ เรียกง่ายๆ คือ วิธีการของแก๊งจำพวกนี้คนยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี การลงมือก็ทำกันเป็นทีม โดยทีมหนึ่งอาจจะมีคนลงมือชุดละ 3-4 คน คนหนึ่งเป็นคนกรีด หรือล้วงกระเป๋า ส่วนคนที่เหลือเป็นคนเดินประกบบังสายตาผู้อื่นที่อาจสังเกตเห็นได้ เมื่อกระทำการสำเร็จคนที่ถือทรัพย์สินจะหนีไปก่อน ส่วนทีมที่เหลือบางครั้งจะเป็นเหมือนตัวล่อให้ตำรวจมาจับ เพราะแม้จะจับไป ก็ต้องปล่อยตัวเนื่องจากไม่มีหลักฐานและไม่มีผู้เสียหายชี้ตัว และนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้แก๊งเหล่านี้ย่ามใจ จับเท่าไหร่ก็มีเกิดใหม่มาเรื่อยๆ

 

 

 

แก๊งล้วงชาติใหม่แต่เป้าหมายเดิมมาแบบนักท่องเที่ยวป้องกันยาก

 

          จริงอยู่ที่เมื่อหลายเดือนก่อน “บิ๊กตำรวจ” โดยเฉพาะ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท. นายตำรวจผู้เป็นแม่ทัพนำกำลังปราบอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยเฉพาะบรรดา “อาชญากรข้ามชาติ” ที่เข้ามาก่อปัญหา สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยและประเทศชาติเสียหาย รวมถึงการกวดขัน สืบสวนจับกุม “แก๊งล้วงกระเป๋า” ทั้งแก๊งเวียดนาม และกัมพูชา โดยได้ให้ความมั่นใจกลายๆ ว่า “ตอนนี้ในกรุงเทพฯ ได้ปราบแก๊งล้วงและกรีดกระเป๋าได้หมดแล้ว ขอให้สบายใจหายห่วง” 

          จากคำพูดที่ให้ความมั่นใจกับประชาชนของ “บิ๊กโจ๊ก” ในครั้งนั้น เหมือนสถานการณ์จะดีขึ้นจริง “แก๊งกัมพูชา” กับ “แก๊งเวียดนาม” คงถูกปราบเรียบ อย่างที่ “บิ๊กตำรวจ” บอกเอาไว้ แต่ผ่านมาราว 5 เดือนหลังจากนั้น กลับพบว่ามี “แก๊งล้วงกระเป๋าสัญชาติใหม่” เข้าไทยมาก่อเหตุ แม้จะเป็น “โจรสัญชาติใหม่” แต่ก็มีเป้าหมายเดิม และที่เพิ่มเติมคือ ไม่ต้องรอช่วงเทศกาลหรือกิจกรรมสำคัญของไทย พร้อมกับเน้นเหยื่อที่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันที่มีการจับกุมได้มีอยู่ 2 แก๊ง ได้แก่ “แก๊งฟิลิปปินส์” และ “แก๊งมองโกล” การเฝ้าระวังก็ค่อนข้างยาก เพราะแก๊งเหล่านี้ถือวีซ่าเข้าไทยมาในฐานะนักท่องเที่ยว..! ​

 

แก๊งล้วงชาติใหม่แต่เป้าหมายเดิมมาแบบนักท่องเที่ยวป้องกันยาก

 

          ล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม กับต้นเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมทีมงานก็ปฏิบัติการจับ “โจรล้วงกระเป๋าในคราบนักท่องเที่ยว” ซึ่งแก๊งแรกเป็นชาวฟิลิปปินส์ สามารถจับกุม นายลาบลาดอ เจคอป เออร์นี่ อายุ 44 ปี นางทาเดโอ ซาลาปัส ลีโอไวน์ อายุ 42 ปี และ นางลาเออน่า บาซีน่า คาโร อายุ 41 ปี พร้อมของกลาง กระเป๋าเงินยี่ห้อแอร์เมส รุ่นวอลเลต ไบรอัน จำนวน 100 ใบ ราคา 6 แสนบาท เงินสกุลต่างๆ อาทิ เงินไทย 14,500 บาท, เงินดอลลาร์สหรัฐ 825 ดอลลาร์ (17,560 บาท), เงินสกุลเปโซ 15,920 เปโซ (9,960 บาท)​ บัตรเครดิต 5 ใบ และเสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุ

          ถัดมาอีกไม่ถึงสัปดาห์ จับกุมแก๊งที่สองเป็นชาวมองโกล ประกอบด้วย นายออคฮินสุเลน บายาไซคาน อายุ 39 ปี นายทีเสดเดนบัล โอยุนโบล อายุ 34 ปี และ นายอินเดอร์มา แกนโบ อายุ 31 ปี พร้อมของกลางเงินสดสกุลต่างชาติ อาทิ ดอลลาร์สหรัฐ ดอนลาร์ออสเตรเลีย และวอน มูลค่าประมาณ 1 แสนบาท

          พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บอกว่า เคสแรกจับแก๊งคนร้ายก่อเหตุบนสถานีรถไฟฟ้าชิดลม ผู้เสียหายเป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น โดยแก๊งล้วงกระเป๋าฟิลิปปินส์อาศัยช่วงจังหวะที่คนใช้บริการรถไฟฟ้าเยอะๆ ตามผู้เสียหายเข้าไปถึงในขบวนรถ และจังหวะเบียดเสียดได้ใช้มีดคัตเตอร์กรีดกระเป๋าสะพายแล้วทรัพย์สินภายในออกไป ส่วนแก๊งมองโกลที่จับได้ สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายชาวเกาหลีใต้ประสานมายังตำรวจท่องเที่ยวว่าถูกคนร้ายล้วงกระเป๋าเงิน ภายในมีเงินสด 5 หมื่นวอน บัตรเครดิต 4 ใบ และเอกสารส่วนตัว หลังจากที่คนร้ายฉกกระเป๋าเหยื่อแล้วจะมีการนำบัตรเครดิตของเหยื่อไปรูดซื้อสินค้า โดยวิธีการปลอมแปลงเอกสารประจำตัว ให้มีชื่อตรงกับชื่อในบัตรเครดิต เพื่อทำให้ร้านค้าหลงเชื่อว่าเป็นบัตรของตัวเองจริง โดยแก๊งนี้ได้รูดซื้อสินค้าเป็นโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟนเอ็กซ์ จำนวน 5 เครื่อง มูลค่ากว่า 2 แสนบาท

 

แก๊งล้วงชาติใหม่แต่เป้าหมายเดิมมาแบบนักท่องเที่ยวป้องกันยาก

 

          “ทั้งหมดเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง โดยจะเลือกสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟฟ้า โดยจะเลือกเหยื่อเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเช่นกัน เพราะมาอาศัยอยู่ในเมืองไทยในระยะสั้น และมักไม่ค่อยแจ้งความดำเนินคดี แก๊งนี้เข้ามาในประเทศไทยหลายครั้ง เพื่อเข้ามาก่อเหตุลักษณะดังกล่าว ถ้าได้บัตรเครดิตก็จะนำไปรูดซื้อโทรศัพท์ไอโฟนเอากลับประเทศตัวเอง” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ระบุ 

          แม้จะเฝ้าระวัง “โจรในคราบนักท่องเที่ยว” ยาก แต่ยังสามารถระวังตัวเอง เพื่อป้องกันตัวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของ “แก๊งมือกรีด-ล้วงกระเป๋า” ได้ จำไว้ว่าต้องระวังบุคคลที่มาเป็นกลุ่ม หรือพยายามทำทีเข้าประชิดแล้วเบียดซ้ายเบียดขวา เพราะนี่เป็นพื้นฐานแก๊งมิจฉาชีพ ส่วนกระเป๋าและของมีค่าควรเก็บไว้ด้านหน้า เพื่อให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ที่สำคัญต้องเป็นคนช่างสังเกต โดยเฉพาะเวลาอยู่ในที่มีผู้คนหนาแน่น..!!

 

แก๊งล้วงชาติใหม่แต่เป้าหมายเดิมมาแบบนักท่องเที่ยวป้องกันยาก