คอลัมนิสต์

"ผู้ตรวจการเลือกตั้ง" จุดตั้งต้น "สุจริต - เที่ยงธรรม"

"ผู้ตรวจการเลือกตั้ง" จุดตั้งต้น "สุจริต - เที่ยงธรรม"

09 ส.ค. 2561

"ผู้ตรวจการเลือกตั้ง" จุดตั้งต้น "สุจริต - เที่ยงธรรม" : รายงาน  โดย....  ขนิษฐา เทพจร

 
          “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” คืออะไร ?

          หลายคนคงสงสัยบทบาทและหน้าที่ หลังจากที่มีความเคลื่อนไหวของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในกลุ่มของ “มหรรณพ เดชวิทักษ์” สนช. เตรียมยื่นแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่วนว่าด้วยการได้มาซึ่งผู้ตรวจการเลือกตั้ง

          ตามเจตนารมณ์ของ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)” ที่กำหนดให้มี “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” นั้น “ภัทระ คำพิทักษ์” กรธ. ฐานะอดีตกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยกกต. ในชั้น สนช. ระบุถึงความหมายไว้ว่า ผู้ตรวจการเลือกตั้งคือ กลไก และมือไม้ ของ กกต. ทำหน้าที่ตรวจสอบ คอยสอดส่องความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการเลือกตั้งในพื้นที่ต่างๆ เพื่อกำกับให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม ตามหลักการที่รัฐธรรมนูญกำหนด

          “เหตุที่ต้องมีผู้ตรวจการเลือกตั้ง เพราะยกเลิก กกต.ประจำจังหวัด ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการทำงาน ตามงานวิจัยและศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า โดยหน้าที่สำคัญของผู้ตรวจการเลือกตั้งคือ ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการเลือกตั้ง และตรวจสอบฝ่ายการเมือง ว่าทำผิดกติกาเลือกตั้งหรือไม่ หรือมีพฤติกรรมใดที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ และรายงานความผิดปกติไปยัง กกต.ให้รับทราบ แต่ไม่มีสิทธิให้ใบเหลือง ใบแดง หรือลงโทษบุคคลที่กระทำผิด”

          สำหรับหน้าที่และการปฏิบัติงานของผู้ตรวจการเลือกตั้ง ตามที่เขียนไว้ ใน พ.ร.ป.กกต. และระเบียบของกกต. ถูกวางไว้บนหลักการที่ว่า “ทำให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม” จึงถูกวางบทบาทไว้ใน 4 ภารกิจ คือ

 

"ผู้ตรวจการเลือกตั้ง" จุดตั้งต้น "สุจริต - เที่ยงธรรม"

 

 

          1.ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการเลือกตั้ง, เจ้าหน้าที่ของรัฐ, กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และมีอำนาจแจ้งเตือนให้ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้อง ถ้าไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง มีอำนาจรายงานให้ กกต.ทราบโดยเร็ว

          2.ตรวจสอบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือการกระทำที่จะเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่สุจริต หรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบตามกฎหมาย

          3.เข้าไปในที่เลือกตั้งหรือสถานที่นับคะแนนเลือกตั้ง

          และ 4.ปฏิบัติงานอื่นตามระเบียบ คำสั่ง ประกาศ และมติของ กกต. และตามที่ได้รับมอบหมาย
 
          จากหน้าที่และการปฏิบัติงานที่ว่า เป็นการถอดแบบจากบทบาทของ “กกต.ประจำจังหวัด” แต่ที่แตกต่างกันคือ กฎหมายกำหนดให้ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง มีอายุการทำงานนับตั้งแต่ก่อนพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งบังคับใช้ 30 วัน และพ้นการปฏิบัติหน้าที่ทันที หลังการประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส. ที่สามารถประกาศได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด หรือวันประกาศผลการเลือกส.ว. เท่านั้น

          อีกทั้งจุดแตกต่างคือ ผู้ตรวจการเลือกตั้งในจังหวัด ต้องประกอบด้วยบุคคลที่มีภูมิลำเนาในจังหวัด 2 คน กับผู้ที่ไม่มีภูมิลำเนาในจังหวัดที่เหลือเมื่อคิดตามสัดส่วนของเขตจังหวัด

          เช่น กติกากำหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด ไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 8 คน หากจังหวัดใดมีเขตเลือกตั้งไม่เกิน 5 เขตเลือกตั้ง กำหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด 5 คน ดังนั้นผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ต้องทำงาน จะมี 2 คนที่เป็นคนในพื้นที่ และอีก 3 คนมาจากคนนอกพื้นที่

          ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ “กรธ.” ที่ต้องการตัดปัญหาการเกี่ยวโยงกับฝ่ายการเมือง ข้าราชการในพื้นที่ ที่อาจสร้างความเกรงใจ จนเป็นปัญหาของการดูแลการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม หรือไม่กล้ารายงานพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือพรรคการเมือง

 

"ผู้ตรวจการเลือกตั้ง" จุดตั้งต้น "สุจริต - เที่ยงธรรม"

 

          เมื่อพิจารณาถึงบทบาทและหน้าที่ที่ว่า แม้ “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” จะไม่มีอำนาจลงโทษผู้ที่ทำผิดกฎ แต่หน้าที่นั้นถือว่าเป็นกระบวนการที่สำคัญ และจะช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปตามเจตนารมณ์

          หากเขาทำหน้าที่ได้ดี อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เชื่อในเบื้องต้นได้ว่า การเลือกตั้งจะสุจริตและเที่ยงธรรม

          เมื่อพลิกดูที่มาของกระบวนการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง ของ กกต.ชุดปัจจุบัน ตามสาระที่เขียนไว้ในระเบียบ กกต. ว่าผู้ตรวจการเลือกตั้ง ที่ประกาศเมื่อ 26 เมษายน 2561 พบว่ากระบวนการไม่ได้มาจาก “กกต.” โดยตรง แต่มีขั้นตอนที่ผ่านคณะกรรมการคัดเลือกประจำจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ที่ประกอบด้วย 8 คน คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด, อัยการจังหวัดที่มาจากการเลือกกันเอง 1 คน, ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด หรือผู้แทนที่มีชั้นยศตั้งแต่ พ.ต.อ.ขึ้นไป, ประธานสภาทนายความจังหวัดที่เลือกกันเอง 1 คน, ผู้แทนองค์กรเอกชนที่ถูกรับรอง 1 คน, ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบล 1 คน, ตัวแทนที่ผ่านการเลือกจากที่ประชุมประธานหอการค้าจังหวัด ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด และประธานชมรมธนาคารพาณิชย์จังหวัด 1 คน, ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.จังหวัด

          ส่วนของกทม. ใช้กรรมการคัดเลือก 8 คน คือ ปลัดกทม., ผู้แทนอัยการสูงสุด, ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือผู้แทนที่มีชั้นยศตั้งแต่ พ.ต.อ.ขึ้นไป, นายกสภาทนายความ, ผู้แทนองค์กรเอกชนที่ถูกรับรอง 1 คน, ผู้แทนระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลของกทม. 1 คน, ตัวแทนที่ผ่านการเลือกจากที่ประชุมประธานหอการค้าจังหวัด ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด และประธานชมรมธนาคารพาณิชย์จังหวัด 1 คน และผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.กทม. ซึ่งเริ่มกระบวนการมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา

          ล่าสุดขั้นตอนเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง ไม่แล้วเสร็จ และถือว่ายังไม่มีผลแต่งตั้งตามกฎหมาย เพราะอยู่ระหว่างนำรายชื่อบุคคลที่รับการคัดเลือกเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งจำนวน 616 คน ประจำ 77 จังหวัด จังหวัดละ 8 คนประกาศไปยังจังหวัด เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบ หรือร้องคัดค้าน ซึ่งมีระยะเวลารับเรื่องจนถึงปลายเดือนสิงหาคมนี้

          ก่อนจะเข้าขั้นตอนขึ้นบัญชีผู้ตรวจการเลือกตั้ง และแต่งตั้งบุคคลที่ผ่านการตรวจสอบให้ทำหน้าที่ ซึ่งตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. กำหนดระยะเวลาให้แต่งตั้งได้ จะอยู่ในช่วงก่อนที่พระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ ไม่ช้ากว่า 15 วัน แต่ไม่เร็วกว่า 30 วัน

          โดยขณะนี้ขั้นตอนการออกพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้ง ยังไม่มีวี่แววจะคลอด เพราะต้องรอความชัดเจนของการประกาศใช้ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ก่อน จึงทำให้มีเวลาที่ กกต.จะคัดสรรคนเข้ามาเป็นมือเป็นไม้ในพื้นที่

          แต่กระบวนการที่ กกต.เริ่มต้น เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ก่อนนั้น มีวี่แววจะถูกรีเซต หากการเดินเกมของ “สนช.บางกลุ่ม” เป็นผล จึงต้องติดตามว่า การเดินหน้าที่ว่านั้น จะมีผลเป็นจริงขนาดไหน และหากร่างแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. สามารถผ่านชั้นสนช. ไปได้

          ตามความท้ายร่างแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ที่ระบุให้ “เซตซีโร่” กระบวนการคัดเลือกและแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ทำมาก่อน กฎหมายฉบับแก้ไขจะประกาศใช้ จะถูกนำมาใช้บังคับ และส่อว่าเป็นขั้นตอนประวิงเวลาการเลือกตั้ง หรือเตรียมพร้อมการเลือกตั้งได้ เพราะกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง มีที่โยงความสัมพันธ์กัน