
ประมาทหรือจงใจ?พยาบาลทิ้งกางเกงชั้นในน้องหญิง
ประมาทหรือจงใจ?พยาบาลทิ้งกางเกงชั้นในน้องหญิง : รายงาน
คดี “น้องหญิง” ที่เสียชีวิตปริศนา แม้จะมีการแจ้งข้อหา “นายอ๊อฟ” สุรพล ดาราคำ คนขับรถเทรลเลอร์ ฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาไปแล้ว แต่จนถึงวันนี้คดีก็ยังไม่คืบหน้ามากนัก เพราะต้องรอผลตรวจดีเอ็นเอจาก “ค้อน” ที่พบในรถเทรลเลอร์ของนายอ๊อฟว่าเป็นอาวุธที่ใช้ทำร้ายน้องหญิง ตามบาดแผลบริเวณท้ายทอยที่ถูกตีจนกะโหลกแตกหรือไม่ รวมทั้งผลตรวจดีเอ็นเอ เพื่อหาร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศด้วย
แต่ประเด็นที่สังคมยังคงวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตกันก็คือ การกล่าวหาว่ามีการทำลายหลักฐานสำคัญ คือกางเกงชั้นในของ “น้องหญิง” ซึ่งพยาบาลโรงพยาบาลการุญเวช อ้างว่าส่งทำลายทิ้งไปแล้ว
ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ที่มี ทนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ เป็นประธาน ได้โพสต์ข้อความในหน้าเพจเฟซบุ๊กของชมรมเมื่อ 2 วันก่อนว่า จะพาครอบครัวของน้องหญิงเข้าแจ้งความที่กองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับพยาบาลโรงพยาบาลการุญเวช ในความผิดฐานทำลายหลักฐานวัตถุพยาน ซึ่งก็คือ “กางเกงชั้นในของน้องหญิง” โดยน่าเชื่อว่ามีเจตนาในการช่วยเหลือผู้ต้องหาให้พ้นผิด
ก่อนหน้านี้ทางโรงพยาบาลยืนยันว่า การส่งกางเกงชั้นในของน้องหญิงไปทำลาย ไม่ได้เก็บไว้เป็นวัตถุพยาน เป็นการปฏิบัติงานตามจรรยาบรรณแพทย์
ประเด็นนี้กลายเป็นข้อสงสัยของหลายฝ่ายว่า การทิ้งกางเกงชั้นในของ “น้องหญิง” เป็นความผิดตามกฎหมาย “ฐานทำลายหลักฐาน” หรือไม่
ความผิดเรื่องนี้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 สรุปว่า ผู้ใดช่วยผู้อื่นไม่ให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง แล้วไปทำลาย ซ่อนเร้น พยานหลักฐานในการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เมื่อตรวจสอบความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ได้รับคำยืนยันว่า การทำลายหลักฐานในทางคดี ถือเป็นความผิดอาญา แต่โดยหลักแล้ว การจะเอาผิดพยาบาลในกรณีนี้ได้ ต้องพิสูจน์ว่าพยาบาลมีเจตนาทำลายหลักฐานเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิดหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่แค่เจตนาทำลายหลักฐานเท่านั้น แต่จะต้องมี “เจตนาพิเศษ” คือทำลายหลักฐานเพื่อช่วยให้ผู้ต้องหาพ้นผิด หรือรับโทษน้อยลงด้วย
หากพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาทั้ง 2 อย่าง ก็จะมีความผิด มีโทษจำคุกถึง 5 ปี แต่ถ้าพยาบาลไม่มีเจตนา ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ เป็นไปตามหลักการทั่วไปของการรับผิดทางอาญาที่ผู้กระทำจะต้องมี “เจตนา” เสียก่อน
อีกด้านหนึ่ง มีความเห็นจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับนิติวิทยาศาสตร์ ได้ความว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) ระบุชัดให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐาน กฎหมายไม่ได้กำหนดให้โรงพยาบาลต้องเก็บหลักฐานหรือสิ่งของของคนไข้เพื่อประโยชน์ในทางคดี เนื่องจากไม่มีใครทราบว่าคนไข้แต่ละคนที่เข้ามารับการรักษาจะมีความเกี่ยวข้องกับคดีอาญาหรือไม่
คุณหมอบอกว่า ที่ผ่านมาใช้ระบบการสอนกันแบบ “บอกต่อ” เช่น วิธีสังเกตว่าหลักฐานหรือของที่ติดตัวคนไข้อาจเป็นประโยชน์กับรูปคดี เจ้าหน้าที่ที่พอมีเซนส์ก็จะเก็บไว้ แต่หลายเคสก็มุ่งเน้นไปที่การรักษาเยียวยาเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น มีคนไข้กินยาฆ่าแมลงเข้าไป เพื่อฆ่าตัวตาย พอมาถึงโรงพยาบาล แพทย์ก็ล้างท้องให้ สิ่งที่ได้มาจากท้องคนไข้ โรงพยาบาลก็นำไปทิ้งหมด ต่อมาคนไข้เสียชีวิต ญาติจึงสงสัยว่าคนไข้ถูกวางยา ไม่ได้กินยาเข้าไปเอง ก็จะไม่สามารถพิสูจน์หลักฐานจากส่วนนี้ได้ เพราะยาหรือสารพิษนั้นถูกทำลายไปแล้ว
นี่คือปัญหาของข้อกฎหมายที่อาจยังไม่รัดกุมพอ สำหรับเคสที่มาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล หรือยังไม่เสียชีวิตทันที อย่างกรณีของน้องหญิง ฉะนั้นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่กำลังทำกันอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของ “พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์” จึงระบุถึงประเด็นนี้เอาไว้ คือได้เสนอให้มีการกำหนดมาตรการเป็นขั้นตอนที่ชัดเจน ตั้งแต่เก็บหลักฐานจากร่างกายมาใส่ภาชนะ นำภาชนะไปเก็บ รอพนักงานสอบสวนมารับ ถ้าพนักงานสอบสวนไม่มารับไป ก็จะมีกำหนดเวลาเก็บไว้จนกว่าจะนำไปทิ้งทำลาย



