คอลัมนิสต์

เปิดปม "ล้มกระดาน" ผู้ตรวจการเลือกตั้ง

เปิดปม "ล้มกระดาน" ผู้ตรวจการเลือกตั้ง

08 ส.ค. 2561

เปิดปม "ล้มกระดาน" ผู้ตรวจการเลือกตั้ง : รายงาน  โดย... ขนิษฐา เทพจร  


          หลัง “พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา” เลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดประเด็นความเคลื่อนไหวของ “สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ" (สนช.) บางกลุ่ม ที่ต้องการแก้ไข "พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ.2560"

          มูลเหตุจูงใจ ต่อเรื่องดังกล่าวนั้น “เลขาธิการ กกต.” ไม่อธิบายให้เห็นภาพที่ชัดเจน แต่เมื่อเทียบกับข่าวความเคลื่อนไหว ที่ออกมาคล้อยหลังคำประกาศของ กกต. ต่อรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็น “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” 77 จังหวัด จำนวน 616 คน เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ ประวัติและความประพฤติ โดยให้ประชาชนในพื้นที่แจ้งเบาะแส และเรื่องราวที่เป็นข้อคัดค้านการดำรงตำแหน่ง ทำให้เห็นภาพที่ประกอบเป็นแรงจูงใจ ของ “สนช.กลุ่มนั้น”

          และเป็นคำถามใหญ่ว่า เพราะ “ใครที่มีอำนาจหรือบารมี” ไม่พอใจกับกระบวนการที่เกิดขึ้นหรือไม่

          ล่าสุด มีเนื้อหาร่างแก้ไข “พ.ร.ป.กกต.” เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของ สนช. โดยเนื้อหาที่ขอแก้ไข เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับการแต่งตั้ง คัดเลือก “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” จากเดิมที่เป็นอำนาจของ “กกต.” แต่งตั้งและคัดเลือก ไปเป็นให้องค์คณะสรรหา ที่ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด, หัวหน้าส่วนราชการ และเอกชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ร่วมคัดเลือก ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ทำหน้าที่ตรวจการเลือกตั้งในพื้นที่

          กลายเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า “ฝ่ายนิติบัญญัติ” มีความพยายาม ล้วงลูกการทำงานของ “องค์กรอิสระ” และจ้องโละอำนาจตามกฎหมาย ที่ “สนช.” เป็นคนทำขึ้นมากับมือ

          อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่ว่านี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน เพราะเมื่อพลิกแฟ้มข้อมูล จะพบว่า นับตั้งแต่ที่ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2560 คณะกรรมาธิการ ของ สนช. ที่ชื่อว่า “คณะกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) พิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ” ที่มี "สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 เป็นประธาน" เคยเรียกตัวแทน กกต. เข้าชี้แจงถึงกรอบการทำงานและกรอบปฏิทินทำงาน โดยรอบล่าสุดคือ เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา


          งานนี้ “สมชาย แสวงการ" สนช. ฐานะ เลขานุการ กมธ. เปิดเผยถึงการประชุมตอนหนึ่งว่า ที่ประชุมได้ซักถามถึงปฏิทินทำงานของ กกต. กับโรดแม็พเลือกตั้งในปี 2562 และได้ความจากตัวแทน กกต.ว่า ช่วงเดือนกรกฎาคมนั้น จะเป็นคิวของการเตรียมบุคลากรเพื่อเตรียมจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา บุคลากรที่ว่านั้นคือ “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” ที่คาดหมายว่า ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. จะประกาศและมีผลบังคับใช้ ช่วงเดือนกันยายนนี้ และจากนั้นไม่เกิน 2 เดือนต้องเริ่มกระบวนการจัดการเลือกตั้ง

          “ที่ประชุมได้ตั้งคำถามใหญ่กับตัวแทน กกต.ว่า จะเร่งไปทำไมและบางคนถามว่าจะรีบร้อนไปทำไม” เลขานุการ กมธ. เปิดเผยความตอนหนึ่ง

           แม้การตั้งคำถามของ “ตัวแทนสนช.” จะไม่ได้รับคำอธิบายวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าต้องการอะไร แต่ถือได้ว่า เป็นการส่งสัญญาณท้วงติงไปยังองค์กรที่มีหน้าที่เตรียมความพร้อมจัดการเลือกตั้ง ให้ชะลอการทำงาน

          จากวันนั้น จนถึงวันที่ กกต.ออกประกาศ ว่าด้วยการเตรียมแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งทำให้ความชัดเจนของการใช้อำนาจของสมาชิก สนช. ที่เหนือ องค์กรอิสระ ปรากฏขึ้น ผ่านการส่งร่าง แก้ไข พ.ร.ป.กกต. ลงในเว็บไซต์สนช. เพื่อรับฟังความเห็นก่อนเข้าสู่กระบวนการยื่นร่างกฎหมายให้ สนช.พิจารณา เมื่อช่วงบ่ายสามของวันที่ 3 สิงหาคม และจะเปิดรับฟังความเห็นไปจนถึงวันที่ 18 สิงหาคม

          แม้ กกต.จะออกมาชี้แจง ดักทาง ว่า การตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ต้องเป็นช่วงเวลานี้ จะช้าไปกว่านี้ไม่ได้ เพราะกังวลจะกระทบต่อการเตรียมคนเพื่อตรวจการเลือกตั้ง

          ตามที่ “พ.ต.อ.จรุงวิทย์” ชี้แจงตามข้อมูลเมื่อเทียบกับปฏิทินของการเลือกตั้ง กกต. ต้องหาคนที่มาทำหน้าที่ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ให้ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพราะหลังจากนั้น คือ ขั้นตอนการอบรม ให้ความรู้ ทำความเข้าใจในกฎหมายเลือกตั้งและรายละเอียดอื่นๆ ที่ต้องอาศัยความแม่นยำเป็นอย่างยิ่ง ต่อการทำหน้าที่เป็น “มือไม้ของกกต.” เพื่อออกตรวจเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่

          “นายกฯ ทูลเกล้าฯ ถวายร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน เมื่อดูกรอบเวลา 90 วัน คาดว่ากฎหมายประกอบทั้ง 2 ฉบับจะประกาศได้ไม่เกินกลางเดือนกันยายนนี้ จากนั้น กกต.ต้องเริ่มกระบวนการเลือกตั้ง ส.ว.โดยทันที ดังนั้นการเตรียมบุคลากรให้พร้อมต่อการจัดเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องทำในช่วงนี้ เพื่อให้ทันการณ์และเพื่อให้เขาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไร้ข้อบกพร่องในการเลือกตั้งที่จะมาถึง” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ขยายความ

          แต่ความจำเป็น ตามที่ “เลขาธิการ กกต.” อธิบาย ดูเหมือนจะไม่ใช่เหตุผลสำคัญที่จำเป็น เมื่อเทียบกับ ความต้องการของ “สนช.” ที่เตรียมยื่นคำขอแก้ไขกฎหมายลูก เพราะมองด้านความเหมาะสม-ควรรอ “ว่าที่ กกต.ชุดใหม่”เข้ามาทำงาน

          ตามที่ตัวแทนของ สนช. ฐานะผู้ร่วมสนับสนุนแก้พ.ร.ป. อย่าง “วัลลภ ตังคนานุรักษ์ สนช.” ฐานะผู้ร่วมสนับสนุนการแก้ไขพ.ร.ป.กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงคำชักชวนที่ “มหรรณพ เดชวิทักษ์” ผู้นำยื่นร่างแก้ไขโน้มน้าวให้ร่วมงชื่อ ว่า “กกต.ชุดปัจจุบันรีบร้อนตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง โดยไม่รอ กกต.ชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งคล้ายกับกรณีการโยกย้ายข้าราชการภายใต้รัฐมนตรีคนที่จะหมดวาระขณะที่รัฐมนตรีคนใหม่ที่จะเข้ามาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นตรรกะที่เกิดขึ้นจึงเห็นด้วย และมองว่าการกระทำของกกต.ชุดปัจจุบันน่าเกลียด และเมื่อพูดถึงมารยาทแล้วไม่ควรทำ จึงลงนามรับรองเพราะเห็นด้วยว่าเพื่อไม่ให้มีปัญหาควรรอ กกต.ชุดใหม่ดำเนินการ”

          แต่ในชั้นนั้น “วัลลภ” ไม่ได้มองว่า เป็นการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติแทรกแซง อำนาจขององค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะลงนามสนับสนุนไป โดยที่ยังไม่ทันเห็นเนื้อหาที่แก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ทั้งหมด

          ขณะที่ ผู้นำ แก้ไข พ.ร.ป.กกต. อย่าง “มหรรณพ” ยืนยันในเจตนาและความหวังดี ที่ต้องการสร้างกติกาให้ชัดเจน ที่ใช้เฟ้นหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง

          “ไม่มีใบสั่งและไม่มีเจตนาล้มการคัดสรรผู้ตรวจการเลือกตั้งรอบนี้ เพียงแค่ต้องการออกกติกาที่ชัดเจน โดยเนื้อหาที่เสนอไว้ในร่างแก้ไขคือ ให้มีคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้ง แทนให้อำนาจ กกต. ออกระเบียบคัดเลือกเอง ที่ระเบียบนั้นอาจไม่รอบคอบ หรือรัดกุมเพียงพอ โดยโครงสร้างของกรรมการคัดเลือกฯ ประกอบไปด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด ตัวแทนผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ และตัวแทนเอกชนในจังหวัด”

          กับเรื่องนี้ ที่ดูเหมือนจะลามเป็นความขัดแย้ง ระหว่าง “สนช.” กับ “กกต.” ด้วยเหตุเพราะมองกันคนละมุม และไม่เคารพในอำนาจที่กฎหมายรับรองไว้

          เพราะหาก ความพยายามของ “สนช.” เป็นผล ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมกำกับในการเลือกตั้งที่จะมาถึง ทั้งที่ไม่มีหน้าที่ หรือ อำนาจใดตามกฎหมาย แม้จะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโรดแม็พเลือกตั้ง แต่องค์ประกอบที่ทำให้การเลือกตั้งสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผ่าน “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” ย่อมได้รับผลกระทบ
 
          เพราะเมื่อดูตามบทบาทและหน้าที่ของ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ มาตรา 28 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. กำหนดไว้2 ส่วนสำคัญ คือ 1.ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ ที่ดำเนินการเลือกตั้งว่าได้ทำตาม หรือบิดพลิ้วบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง แล ะ2.ตรวจสอบการกระทำใดๆ ที่ทำให้การเลือกตั้ง ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม
 
          ดังนั้นเมื่อ กระบวนการได้มาซึ่ง ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ถูกองค์กรภายนอก กกต. แทรกแซง ย่อมถูกมองได้ว่า กระบวนการตรวจสอบเลือกตั้งที่ หลายฝ่ายหวังใจว่า จะเป็นมือไม้ของกกต. ในการสอดส่องผู้กระทำผิดกติกา จะถูกแทรกแซงด้วยหรือไม่
 
          ตามที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ตั้งคำถามคำโตๆ ไปยัง “สนช.กลุ่มที่จะคิดแก้กติกา” ว่า ทำเพื่ออะไร?เมื่อเรื่องนี้ เป็นอำนาจตามหน้าที่ของ กกต. ฐานะองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมาย ดังนั้นจึงมีสิทธิตั้งคนที่เป็นมือไม้ในการจัดเลือกตั้งเข้าไปทำงานได้

          สำหรับเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าตอนจบจะลงเอยอย่างไร แต่สิ่งที่สังคมพอมองออกแล้วว่า ความพยายามจัดแจงองค์ประกอบที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดย “สนช.” ที่เป็นองคาพยพเดียวกับ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” นั้น เจตนารณ์มีแนวโน้ม และเอนเอียงไปทางไหน
 
          เพราะยุคสมัยที่ผ่านมา มีข้อมูลเชิงประจักษ์ไว้ว่า ใครก็ตามที่ถือข้างผู้มีอำนาจ และมีบทบาทร่วมจัดการเลือกตั้ง ผลที่ได้ นั้นย่อมเป็นไปตามการควบคุม