
คดี"น้องหญิง"กลายเป็นศพภาพสะท้อน"ระบบชันสูตรพลิกศพ"เมืองไทย
คดี"น้องหญิง"กลายเป็นศพภาพสะท้อน"ระบบชันสูตรพลิกศพ"เมืองไทย : รายงาน โดย... นลิน สิงหพุทธางกูร ทีมล่าความจริง เนชั่นทีวี 22
พูดถึงคดีอาชญากรรมดังๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ตั้งแต่คดีแทงเด็กอุเทน ซึ่งศาลยกฟ้องจนทำให้พ่อของคนตายผิดหวังตัดสินใจกระโดดอาคารศาลอาญาจนเสียชีวิต ต่อเนื่องถึงคดีข่มขืนสาวม้ง ที่เหยื่อก็ฆ่าตัวตายเพราะเครียดที่ไม่ได้รับความยุติธรรม และล่าสุดคือคดี “น้องหญิง” ที่ครอบครัวต้องแห่โลง แห่ศพซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อเรียกหาความยุติธรรม
ทั้งหมดกลายเป็นคำถามย้อนกลับไปถึงกระบวนการยุติธรรมในชั้นสอบสวนว่าสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้เสียหายและทำคดีอย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่
หากนำกรณีการเสียชีวิตของน้องหญิงมาถอดบทเรียน จะพบปัญหาที่ต้นตอของกระบวนการสืบสวนสอบสวน ทั้งตัวระบบและตัวผู้บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะหากนำคดีน้องหญิงมาเป็นตัวอย่างเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าคดีอุบัติเหตุทั้งหลายที่เกิดขึ้นรายวันในบ้านเรา ในความเป็นจริงแล้วผู้เสียชีวิตถูกฆาตกรรมหรือว่าตายเพราะอุบัติเหตุกันแน่
เราเริ่มถอดบทเรียนกันด้วยการย้อนไทม์ไลน์ของคดีกันก่อน เพราะสถานที่และเวลาของเหตุการณ์นี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เราได้เห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่
เริ่มที่โรงพยาบาลแห่งแรกที่น้องหญิงถูกส่งเข้าไปรักษา คือโรงพยาบาลการุญเวช 2 บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา “นายอ๊อฟ” เป็นคนพาน้องหญิงไปส่ง ร่างของน้องหญิงถูกส่งถึงโรงพยาบาลในช่วงเช้าของวันที่ 19 กกฎาคม แพทย์วินิจฉัยว่าน้องหญิงอาการโคม่า จากนั้นจึงส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลปทุมธานี กระทั่งช่วงบ่ายวันเดียวกัน ญาติของน้องหญิงได้ไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.บางปะอิน ว่าน้องหญิงได้รับบาดเจ็บ
ที่โรงพยาบาลปทุมธานี มีผลการเอกซเรย์ออกมาว่า “ฐานกะโหลกแตก กระดูกหน้าแตก สมองบวม” แพทย์ลงความเห็นว่าผ่าตัดไม่ได้ เพราะเสี่ยงอันตรายเกินไป น้องหญิงต้องใส่เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา ต่อมาน้องก็เสียชีวิต เวลาประมาณตี 2 ของวันที่ 20 กรกฎาคม
หลังจากเสียชีวิตมีการชันสูตรศพตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนก็ไม่ได้ติดใจ ญาติก็ไม่ได้ติดใจตามไปด้วย จึงไม่ได้นำศพไปส่งผ่าพิสูจน์
ต้องเข้าใจว่า “การชันสูตรศพ” กับ “การผ่าศพ” เป็นคนละส่วนกัน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) บังคับให้มีการชันสูตรพลิกศพเมื่อมีการตายผิดธรรมชาติเกิดขึ้น แต่ไม่ได้บังคับให้ต้องผ่าศพ เพราะการผ่าศพเป็นดุลพินิจ จะผ่าก็ต่อเมื่อต้องการค้นหาสาเหตุการตาย เมื่อการชันสูตรทั่วไปยังหาสาเหตุไม่ได้
เมื่อตำรวจไม่ติดใจ ญาติของน้องหญิงก็ไม่ติดใจ จึงนำร่างของน้องไปประกอบพิธีทางศาสนา มีการสวดศพแล้วถึง 2 คืน คือคืนวันที่ 20 กับ 21 กรกฎาคม
เข้าใจว่าระหว่างงานศพเพื่อนๆ น้องหญิงอาจนำหลักฐาน พยานแวดล้อมต่างๆ มาให้ญาติดู จนเกิดข้อสงสัยว่าน้องหญิงไม่ได้กระโดดจากรถของนายอ๊อฟลงมาเอง คือไม่ได้เป็นอุบัติเหตุ จุดนี้เองที่นำมาสู่การส่งศพของน้องไปที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อผ่าพิสูจน์
ศพไปถึงวันที่ 22 กรกฎาคร และหมอผ่าวันที่ 23 กรกฎาคม ผลก็ออกมาวันผ่าเลย ชัดเจนถึงขนาดทำให้สามารถตั้งข้อหา “ฆ่าโดยเจตนา” แก่นายอ๊อฟได้
นี่คือลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบคร่าวๆ ที่ทำให้เห็นถึงสถานที่และเวลาของเรื่องราว จนทำให้เห็นปัญหาของระบบชันสูตรพลิกศพ
ประเด็นแรก การเสียชีวิตของน้องหญิงเข้าข่ายว่าเป็นการตายโดยผิดธรรมชาติ ตาม ป.วิอาญา มาตรา 148 ที่ระบุเอาไว้ 5 รูปแบบ คือ ฆ่าตัวตาย ถูกผู้อื่นทำให้ตาย ถูกสัตว์ทำร้ายตาย ตายโดยอุบัติเหตุ และตายโดยยังไม่ปรากฏเหตุ
กฎหมายระบุว่าถ้าเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งใน 5 ข้อนี้ ต้องมีการชันสูตรพลิกศพ ซึ่ง ป.วิอาญา มาตรา 150 กำหนดให้พนักงานสอบสวนในท้องที่นั้นซึ่งก็คือ “ตำรวจ” กับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ หรือแพทย์ประจำโรงพยาบาลของรัฐ ทำการชันสูตรพลิกศพ จากนั้นก็ทำความเห็นเป็นหนังสือแสดงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ระบุว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครหรือสงสัยว่าใครเป็นผู้กระทำผิดเท่าที่จะทราบได้ รายงานความเห็นที่ว่านี้เป็นไปตาม ป.วิอาญา มาตรา 154
กรณีของน้องหญิง พนักงานสอบสวนและแพทย์ที่โรงพยาบาลปทุมธานี ได้ดำเนินการ “ชันสูตรพลิกศพ” ตามขั้นตอนไปแล้ว (ช่วงแรกยังไม่ได้ผ่าศพ) แต่มีจุดสังเกตคือ ความเห็นที่พนักสอบสวนสรุปมานั้นมุ่งสาเหตุการตายว่าเป็น “อุบัติเหตุ” นำไปสู่การตัดสินใจว่าจะไม่ส่งศพไปผ่าพิสูจน์
ลองนึกภาพว่าถ้าญาติของน้องไม่ติดใจแล้วประกอบพิธีทางศาสนาเสร็จสิ้น เผาเรียบร้อย ญาติก็จะไม่มีหลักฐานอะไรมาเรียกร้องความเป็นธรรมได้อีกเลย กรณีนี้ยังโชคดีที่ยังไม่ได้เผาศพแค่ถูกฉีดฟอร์มาลีน จึงยังนำศพไปผ่าได้
ถึงตรงนี้คงพอมองเห็นประเด็นแล้วว่าดุลพินิจของพนักงานสอบสวนนั้นสำคัญแค่ไหน ถ้าเอะใจส่งศพไปผ่าตั้งแต่แรกก็จะไม่เกิดกรณีที่ญาติต้องแห่ศพมาเรียกร้องความเป็นธรรม แต่จะโทษพนักงานสอบสวนอย่างเดียวก็ไม่ได้เพราะกฎหมายก็เขียนไว้ให้เป็นดุลพินิจ คำถามก็คือ เป็นไปได้ไหมที่เราจะต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนกว่านี้ว่าการตายแบบไหนต้องมีการผ่าชันสูตรศพ ยกตัวอย่างต่างประเทศให้เห็นกันนิดหนึ่ง
ต่างประเทศอย่างแถบยุโรปหรืออเมริกามี “แพทย์ชันสูตรเฉพาะ” อยู่ตามพื้นที่ต่างๆ บางประเทศมี “ศาลชันสูตร” ด้วยซ้ำไป ในกฎหมายของประเทศเหล่านั้นจะระบุเลยว่ากลุ่มเสี่ยงที่จะถูกทำร้ายทั้งผู้หญิง เด็ก คนชรา เมื่อมีการตายเกิดขึ้น ต้องผ่าชันสูตรทุกกรณี และจะมีรายละเอียดของสถานที่ตายกำกับไว้ด้วย เช่น ตายบนทางเท้า ตายในโรงแรม ตายตามโรงเลี้ยงเด็ก ตายนอกเคหสถาน ตายจากความรุนแรง เหล่านี้ต้องผ่าชันสูตรศพเท่านั้น ไม่ต้องพึ่งดุลพินิจของใคร
คราวนี้หันกลับมาดูของเราบ้าง ปัญหาเพียบเลย ทั้งกฎหมายที่เปิดให้ใช้ดุลพินิจ ขณะที่พนักงานสอบสวนบ้านเราโดยมากเป็นตำรวจจบใหม่และมีงานล้นมือ ความเชี่ยวชาญก็น้อย แพทย์ตามโรงพยาบาลก็มีงานอื่นที่ต้องทำมากมาย ไม่ได้นั่งรอการชันสูตรอย่างเดียว
ที่สำคัญที่สุดคือ “ระบบคิดของการทำคดี” นี่เป็นรากเหง้าของปัญหา ยกตัวอย่างเคสน้องหญิงทั้งที่ผลเอกซเรย์ออกมาว่าถูกตีด้วยของแข็ง สุดท้ายยังสรุปเหตุการตายว่าเป็นอุบัติเหตุได้ ไม่น่าเชื่อเลย ลองคิดดูว่าที่ผ่านๆ มา ความผิดพลาดแบบนี้เกิดขึ้นไปแล้วกี่ครั้ง
ยกตัวอย่างคดีน้องหญิง ช่วงแรกที่สรุปสำนวนคดีจะเห็นว่ามีการตั้งธงล่วงหน้าเลยว่าเป็นอุบัติเหตุ เสร็จแล้วจึงค่อยหาหลักฐานอื่นๆ มาสนับสนุน เช่น ผลเอกซเรย์ เมื่อเห็นว่าพอจะเข้ากันได้ ไปกันได้ ก็สรุปว่าเป็นอุบัติเหตุไปเลย ระบบคิดแบบนี้ทำให้มุมมองทางคดีแคบเกินไป ส่งผลให้รูปคดีผิดเพี้ยนไปได้
สิ่งที่ถูกต้องตามหลักการที่เหมาะควรต้องเริ่มจากเรื่องราวที่เกิดขึ้น คือน้องตกรถ ต่อมาต้องดูหลักฐานที่ปรากฏ คือผลเอกซเรย์ ปรากฏว่ากะโหลกยุบ ถูกตีด้วยของแข็ง พนักงานสอบสวนต้องสงสัยว่าแบบนี้ตกรถเองได้ไหม หรืออาจจะมีใครทำร้ายน้องก็ได้ เพราะบาดแผลที่ออกมาก็เป็นไปได้ ถ้าสงสัยก็ส่งศพไปผ่าพิสูจน์ สุดท้ายก็จะหาคำตอบได้ว่าน้องถูกฆาตกรรม
บทสรุปของเรื่องนี้ก็คือ เมื่อระบบคิดไม่ถูกต้อง ความเชี่ยวชาญไม่มากพอ กฎหมายก็เปิดให้ใช้ดุลพินิจมากเกินไป และใช้มานานร่วมร้อยปีแล้ว ทุกอย่างกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ความยุติธรรมที่ครอบครัวผู้เสียหายควรได้ กลายเป็นความอยุติธรรม
อย่าลืมว่าถ้าเป็นคดีที่ญาติเสียงดังไม่พอ ไม่มีโซเชียลมีเดียช่วยเขย่า ไม่มีสื่อกระแสหลักช่วยกันติดตาม สุดท้ายก็คงจบแบบค้างคาใจ และจะต้องเป็นแบบนี้ไปอีกกี่คดี!



