คอลัมนิสต์

3 วิธีกำจัด "ไก่เปื้อนยา" ไม่ให้คนซื้อกิน

3 วิธีกำจัด "ไก่เปื้อนยา" ไม่ให้คนซื้อกิน

06 ส.ค. 2561

3 วิธีกำจัด "ไก่เปื้อนยา" ไม่ให้คนซื้อกิน : รายงาน  โดย...  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

 
          ประเทศไทยผลิต “ไก่เนื้อ” ได้ประมาณปีละ 2 ล้านตัน ถือเป็นอันดับ 10 ของโลก คนไทยกินไก่ปีละ 1.2 ล้านตัน ที่เหลือส่งออกขายให้ประเทศอื่น ที่ผ่านมาคนไทยมักคิดว่ากินไก่ปลอดภัยสุดเพราะได้มาตรฐานส่งออก...

 

 

          จนกระทั่งเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา “มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” เปิดเผยผลสุ่มตรวจ “เนื้อไก่และตับไก่” ในตลาดต่างๆ พบ “ยาปฏิชีวนะปนเปื้อน” ถึงร้อยละ 42 หมายความว่า เนื้อไก่สดและตับไก่สดที่วางขายในแผงตลาดระหว่างวันที่ 9-15 มิถุนายน 2561 เช่น บางแค เพชรเกษม สามย่าน งามวงศ์วาน ฯลฯ รวมถึงซูเปอร์มาร์เกตชื่อดัง เช่น บิ๊กซี โลตัส แม็คโคร ฯลฯ เมื่อสุ่มเอามาตรวจ 62 ตัวอย่าง พบยาปฏิชีวนะตกค้าง 26 ตัวอย่าง ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า ยาปฏิชีวนะเหล่านี้อาจทำให้เกิดปัญหา “เชื้อดื้อยาแพร่จากสัตว์สู่คน” มากขึ้น

          “สารี อ๋องสมหวัง” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ให้สัมภาษณ์ว่า ตัวอย่างอกไก่และตับไก่สดที่นำมาตรวจนั้น ซื้อมาจากตลาดสด ห้างสรรพสินค้า และ ซูเปอร์มาเก็ตในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง หลังตรวจหาการปนเปื้อนจากยาปฏิชีวนะ พบว่ามีการตกค้างของยา “เอนโรฟลอกซาซิน” (Enrofloxacin) และ “ด็อกซีไซคลิน” (Doxycycline), ทั้งหมด 26 ตัวอย่าง จาก 62 ตัวอย่าง หรือคิดเป็น 42 เปอร์เซ็นต์ โดยพบ เอนโรฟลอกซาซิน 5 ตัวอย่าง (8%) ด็อกซีไซคลิน พบ 21 ตัวอย่าง (34%)

 

3 วิธีกำจัด "ไก่เปื้อนยา" ไม่ให้คนซื้อกิน

 

          “ตัวอย่างที่พบแสดงว่ามีการใช้ยาปฏิชีวนะ “เอนโรฟลอกซาซิน” ซึ่งไม่อนุญาตให้มีตกค้างในเนื้อสัตว์อย่างเด็ดขาดถึง 8 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนตัวอย่างทั้งหมด ส่วนยาด็อกซีไซคลิน แม้ว่าจะอนุญาตให้ใช้ได้ในไก่ป่วย แต่ห้ามใช้เพื่อเร่งการเจริญเติบโต พบตกค้างถึง 34 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าสูงมาก หมายความว่าเนื้อไก่หรือตับไก่ที่วางขาย 100 แพ็ก เราไปสุ่มเจอ 34 แพ็กที่มียาปฏิชีวนะตกค้างอยู่ บางคนอ้างว่ายาตัวนี้ไม่เกินมาตรฐานที่ให้ตกค้างได้ แต่สิ่งที่พวกเราคนซื้อไก่กินต้องการคือ ไม่มียาปฏิชีวนะตกค้างเลยแม้แต่นิดเดียว องค์การอาหารและยา หรือ อย. ควรปรับมาตรฐานปริมาณการตกค้างสูงสุดของยาปฏิชีวนะแต่ละตัวใหม่ทั้งหมด แต่จะให้ดีควรประกาศไปเลยว่าต้องไม่มีตกค้างเลย หรือเป็นศูนย์”

          หมายความว่า “วิธีที่ 1” คือ ผู้บริโภคต้องมาช่วยกันกดดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “ปรับตัวเลขมาตรฐานการปนเปื้อนของยาปฏิชีวนะ” ในฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์ เช่น หมู ไก่ ปลา กุ้ง ฯลฯ ให้เหลือเป็น “ศูนย์” เพราะเนื้อสัตว์ที่วางขายไม่ควรมียาหรือสารเคมีแปลกปลอมตกค้างปนเปื้อน

          ตัวแทนผู้บริโภคข้างต้นยกตัวอย่างอธิบายต่อว่า เช่น ยาด็อกซีไซคลิน อยู่ในกลุ่มเตตราไซคลีน(Tetracycline) ระบุไว้ในสัตว์ปีก เช่น นก ไก่ ไก่งวง เป็ด ห่าน แยกเป็นส่วนกล้ามเนื้อห้ามพบเกิน 200 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม และในส่วนของตับไม่เกิน 600 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม จากการสุ่มตัวอย่างพบว่าตัวเลขไม่เกิน แต่ยังมีการปนเปื้อน เช่น เครื่องในไก่และตับไก่ที่แผงตลาดบางแค พบสูงถึง 291 ไมโครกรัม/กก. หรืออกไก่ในแพ็กที่ขายตามห้างโลตัส แม็คโคร พบเกือบ 10 ไมโครกรัม/กก.

 

3 วิธีกำจัด "ไก่เปื้อนยา" ไม่ให้คนซื้อกิน

 

          “การตกค้างของยาปฏิชีวนะแม้ว่าตัวเลขไม่สูงเกินมาตรฐาน มีปริมาณน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าคนกินจะปลอดภัย ปัญหาการปล่อยให้ใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มเลี้ยงไก่อย่างเสรี หมายถึงโอกาสที่ยาเหล่านี้จะปนเปื้อนไปสู่สิ่งแวดล้อมมีเยอะด้วย อยากให้ อย.กำหนดเลยว่าต้องเป็นศูนย์ และกรมปศุสัตว์ควรออกไปตามตรวจข้อเท็จจริงด้วย เพราะเราเปิดเผยแล้วว่าเก็บตัวอย่างมาจากแผงขายที่ไหนบ้าง” สารี กล่าว
สอดคล้องกับข้อมูลของ “ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี” ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) อธิบายถึงอันตรายของยาปฏิชีวนะที่ใช้ในฟาร์มสัตว์ว่า ส่งผลร้ายต่อมนุษย์ได้หลายวิธี ทำให้คนดื้อยาและแพ้ยา รวมถึงอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น “เอนโรฟลอกซาซิน” ทำให้เกิดอาการอาเจียนหรือท้องเสีย และถ้าใช้ยาตัวนี้สูงกว่าขนาดที่แนะนำ 10 เท่า อาจทำให้กระดูกอ่อนตามข้อต่อต่างๆ เกิดอันตรายได้ด้วย ส่วนยาด็อกซีไซคลินมีผลทำให้ฟันมีสีคล้ำ พบในเด็กมากกว่าในผู้ใหญ่ และอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร หรือมีผื่นคันขึ้นที่ผิวหนัง

          “ถ้ากินอาหารหรือไปสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนยาปฏิชีวนะบ่อยๆ หรือปริมาณมากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการดื้อยาได้ พอไปหาหมอกลายเป็นว่าต้องใช้ยาที่แรงขึ้นเรื่อย จนสุดท้ายอาจๆม่มีตัวยาใดมารักษาได้เลย"

 

3 วิธีกำจัด "ไก่เปื้อนยา" ไม่ให้คนซื้อกิน

 

          ผศ.ภญ.ดร.นิยดา กล่าวเตือนต่อว่า จากการสำรวจทั่วโลกพบแนวโน้มเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีงานวิจัยยืนยันว่า การใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก โดยไม่มีการควบคุม กลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น และเชื้อดื้อยาเหล่านี้มีการแพร่ขยายข้ามจากสัตว์ติดต่อสู่คนได้ด้วย นับเป็นปัญหาใหญ่ที่วงการสาธารณสุขทั่วโลกกำลังเฝ้าระวัง
 
          สัตวแพทย์ผู้มีประสบการณ์ดูแลฟาร์มไก่ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งอธิบายให้ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” ฟังว่า การพบ “ยาเอนโรฟลอกซาซิน” ในเนื้อไก่ที่ขายตามท้องตลาดถึงร้อยละ 8 ถือเป็นเรื่องน่าตกใจพอสมควร เพราะยาตัวนี้มีประสิทธิผลในการใช้รักษาโรคท้องร่วงหรือโรคในระบบทางเดินอาหาร แต่กรมปศุสัตว์ไม่ให้นำมาใช้ในฟาร์มไก่นานแล้ว เพราะเป็นยาปฏิชีวนะตัวเดียวกับที่ผู้ป่วยใช้กินเพื่อรักษาโรค

          “ตอนนี้ปัญหาเชื้อดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ในประเทศยุโรปกำหนดไว้เลยว่ายาปฏิชีวนะที่รักษาแบคทีเรียตัวไหนบ้างห้ามไม่ให้ฟาร์มปศุสัตว์เอาไปใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้ยาพร่ำเพรื่อจนเกิดการดื้อยาเร็วมากไปกว่านี้ โดยปกติถ้ายาตัวไหนต่างประเทศห้ามใช้ ฟาร์มไก่ขนาดใหญ่ของไทยก็ไม่กล้าใช้ด้วย เพราะเราส่งไก่ออกไปขายต่างประเทศ ต้องทำตามกติกาหรือระเบียบมาตรฐานสากล”

          ส่วนยา “ด็อกซีไซคลิน” ที่พบจากการสุ่มตัวอย่างร้อยละ 34 นั้น เป็นยาที่ใช้รักษาระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหารเช่นกัน แต่ยาตัวนี้ไม่ได้ถูกห้ามใช้ในฟาร์มปศุสัตว์หรือฟาร์มเลี้ยงไก่ เพียงแต่กำหนดให้ต้องมีระยะหยุดยาก่อนที่จะนำไปชำแหละขาย เช่น กำหนดไว้ 7-10 วัน

 

3 วิธีกำจัด "ไก่เปื้อนยา" ไม่ให้คนซื้อกิน

 

          “ต้องไปพิสูจน์ว่าการสุ่มเก็บตัวอย่างอกไก่และตับไก่สดนั้นมาจากพื้นที่ใด เพราะยาดอกซีไซคลินถูกใช้ในฟาร์มไก่ทั่วไป ถ้าเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ส่งออกไปขายต่างประเทศจะมีระยะหยุดยายาวนานกว่า เนื่องจากไก่แต่ละตัวมีความสามารถในการขับสารพวกนี้ออกจากร่างกายไม่เท่ากัน เพื่อความปลอดภัยเว้นระยะไว้นานเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น เช่น จาก 7 วัน เป็น 15 วัน หรือ 2 เท่า เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหาสุ่มตรวจแล้วพบปริมาณยาปฏิชีวนะตกค้างเกินมาตรฐาน จะทำให้เสียชื่อเสียงในการส่งออก แต่ส่วนฟาร์มขนาดเล็กนั้น อาจเกิดการผิดพลาดได้ อยากให้ทางผู้สุ่มตรวจนำข้อมูลรายละเอียดไปให้กรมปศุสัตว์สืบค้นย้อนกลับว่าซื้อมาจากไหน หรือฟาร์มไหน เพราะตอนนี้ห้างร้านมีการเก็บข้อมูลเหล่านี้เป็นอย่างดี ไม่น่าจะสืบหายากนัก จะได้รู้ว่าฟาร์มไหนทำผิด และจัดการลงโทษเป็นตัวอย่าง” สัตวแพทย์ข้างต้นกล่าวแนะนำ

          หมายความว่า วิธีที่ 2 ในการช่วยลดไม่ให้มียาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อไก่หรือเครื่องในไก่นั้น “กรมปศุสัตว์” หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีวิธีการตรวจสอบการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มเลี้ยงไก่ โดยเฉพาะเมื่อมีการพบเนื้อไก่ปนเปื้อนว่าเกิดจากการใช้ยาผิดประเภทหรือผิดวิธี พร้อมลงโทษตามกฎหมายเพื่อเป็นคดีตัวอย่าง

          ด้าน นสพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ทางกรมปศุสัตว์ส่งเจ้าหน้าที่ไปสืบตรวจแหล่งที่ขายและต้นตอฟาร์มเลี้ยงที่พบเนื้อไก่และเครื่องในไก่มียาปฏิชีวนะตกค้างหรือปนเปื้อนเรียบร้อยแล้ว ตามข้อมูลที่ตัวแทนผู้บริโภคสุ่มตรวจเจอทั้ง 26 ตัวอย่างแล้ว เนื่องจากเป็นปัญหาใหญ่แม้ตัวเลขการตกค้างอาจไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ก็ตาม

          “การสืบย้อนกลับแหล่งผลิตเนื้อไก่ปนเปื้อนหรือมีสิ่งแปลกปลอมตกค้างหรือไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย ถือเป็นหน้าที่ของกรมปศุสัตว์อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าแหล่งที่ขายนั้นจะมีข้อมูลหรือไม่ เช่น ถ้าเป็นแผงขายในห้างหรือซูเปอร์มาร์เก็ตทุกแห่งสามารถตรวจย้อนไปแหล่งผลิตได้ แต่ถ้าเป็นแผงในตลาดนัดขนาดเล็ก ไม่เคยมีการเก็บข้อมูลไว้ อาจทำได้ยาก ส่วนใหญ่เนื้อไก่ที่วางขายในประเทศไทยถือว่าปลอดภัยกว่าเนื้อสัตว์อื่น เพราะไทยส่งออกไก่ไปทั่วโลก ต้องได้มาตรฐานการส่งออกของประเทศอื่นๆ ด้วย ถ้าตรวจแล้วพบฟาร์มไหนขายเนื้อไก่ที่มียาปฏิชีวนะตกค้างต้องถูกสั่งปิดหรือลงโทษตามขั้นตอนและตอนนี้ยุทธศาสตร์ของกรมปศุสัตว์คือไม่อยากให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงไก่ เพราะช่วงการเลี้ยงไก่สั้นมาก เพียงแค่ 45 วัน หากเป็นระบบฟาร์มปิดที่สะอาด แทบไม่จำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้เลี้ยง ผู้กินและสิ่งแวดล้อม ตอนนี้ไม่อยากให้ผู้บริโภคเป็นกังวลจนเกินไป ไม่ต้องกลัวว่ากินไก่แล้วจะทำให้ติดเชื้อดื้อยา เพราะสิ่งที่ตกค้างเป็นยาปฏิชีวนะไม่ใช่เชื้อดื้อยา พอเอาเนื้อไก่หรือตับไก่ไปปรุงสุกเป็นอาหารก็ปลอดภัยแล้ว คนไทยไม่กินเนื้อไก่ดิบๆ”

          ทั้งนี้ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์แนะนำว่า การเลือกซื้อเนื้อสัตว์ไปรับประทานนั้นควรเลือกซื้อจากแผงที่มีป้าย “ปศุสัตว์ OK” หรือ “โครงการเนื้อสัตว์ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค” ที่มีกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศไทย เนื่องจากแผงเหล่านี้ได้ลงทะเบียนข้อมูลให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงฟาร์มเลี้ยงและโรงชำแหละ หากพบว่าสินค้าที่วางขายไม่สด มีสารตกค้างหรือไม่สะอาดปลอดภัย สามารถตามไปยังต้นตอแหล่งผลิตเพื่อดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที

          “นอกจากนี้ยังอยากให้ผู้บริโภคช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบแผงขายเนื้อสัตว์หรือฟาร์มเลี้ยงที่ไม่ได้มาตรฐาน ขอให้แจ้งไปที่แอพพลิเคชั่นของกรมปศุสัตว์ชื่อว่า “DLD 4.0” ดาวน์โหลดได้จากโทรศัพท์มือถือทุกระบบ ขอให้ถ่ายรูปบอกรายละเอียดต่างๆ พอแจ้งเบาะแสเข้ามาเจ้าหน้าที่จะรีบไปตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที” นสพ.สมชวน กล่าวแนะนำ

          ดังนั้น วิธีที่ 3 เพื่อช่วยให้คนไทยได้กินเนื้อสัตว์ปลอดจากสิ่งอันตรายปนเปื้อนหรือยาปฏิชีวนะตกค้าง นั่นคือการร่วมมือกันกันแจ้งเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 จากโทรศัพท์มือถือ หรือใครไม่สะดวกสามารถติดต่อไปยังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนกรมปศุสัตว์ โทร.0-2653-4933

          หากหน่วยงานรัฐและคนไทยร่วมมือกันปฏิบัติตาม 3 วิธีข้างต้น เชื่อว่า เนื้อสัตว์ที่วางขายให้พวกเราซื้อมารับประทานนั้น จะถูกยกระดับให้เป็นอาหารปลอดภัยอย่างแน่นอน !