คอลัมนิสต์

ระเบิดลูกใหญ่ของ "นคร มาฉิม" วัดใจในชั้นศาล

ระเบิดลูกใหญ่ของ "นคร มาฉิม" วัดใจในชั้นศาล

02 ส.ค. 2561

ระเบิดลูกใหญ่ของ "นคร มาฉิม" วัดใจในชั้นศาล  : คอลัมน์...  ขยายปมร้อน  โดย...  จักรวาล สาเหล่ทู

 

          ชื่อของอดีตส.ส.พิษณุโลก “นคร มาฉิม” ถูกฉายเด่นด้วยสปอตไลท์ทันที เมื่อเขาได้โพสต์ขอโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” สองอดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 

          สรุปใจความคร่าวๆ ได้ว่า สมัยที่เขาเป็นฝ่ายค้านนั้น ได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อขวางอดีตนายกรัฐมนตรีทั้งสอง โดยมีการระดมกำลังทั้งฝ่ายนายทุน ฝ่ายการเมือง ฝ่ายทหาร ฝ่ายข้าราชการประจำ ถึงขั้นมีฝ่ายตุลาการเข้าร่วมด้วย ว่าง่ายๆ คือ เขากำลังจะบอกว่ามีขบวนการเบื้องหลังล้มทักษิณ อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์การเมือง เป็นเรื่องเป็นราวนั่นเอง

          เรื่องพวก “ทฤษฎีสมคบคิด” แบบนี้ ย่อมมีให้เห็นอยู่แล้วในข่าวการเมือง 

          แต่ด้วยความที่นายนคร คืออดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคู่ค้านพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ที่ถึงแม้ว่าเขาจะออกจากพรรคไปแล้วเมื่อปี 2556 แต่ก็ยังทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ในช่วงเกือบตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะถือเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์คัดค้านรัฐบาลตะกูลชินวัตรอยู่ด้วย 

          เล่นเอาคนในพรรคประชาธิปัตย์อยู่นิ่งไม่ได้ ถือเป็นระเบิดลูกใหญ่รับวันหยุดยาว ที่เรียกได้ว่าเขากลับพรรคเก่าไม่ได้เลยทีเดียว

          จริงๆ เรื่องนี้มีนักวิชาการมองมองว่าเป็นหนึ่งในปรากฏการโยกย้าย เข้าพรรคของเหล่านักการเมืองที่จะต้องมีการเทคแอ็กชั่น สร้างเรื่องราวที่มีน้ำหนักประดุจว่าการย้ายไปอีกพรรคนั้นเป็นเรื่องของอุดมการณ์ ไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ที่น่าสงสัย แต่ทว่าเคสของนายนคร ที่หยิบอ้างเรื่องของขบวนการล้มล้างทักษิณนั้น ย่อมตรงกับความสงสัยในใจของใครหลายๆ คน และแฟนคลับที่รักอดีตนายกฯ คนนี้

          ขณะที่ความเคลื่อนไหวล่าสุดสัปดาห์นี้ทางฝากพรรคประชาธิปัตย์นั้น ก็มีหลายๆ คนที่กระหน่ำใส่ “นคร” มากมาย ทั้งรองหัวหน้าพรรค “นิิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” หรือมือปราบจำนำข้าวอย่าง “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” ที่อัดชัดๆว่ า “ทรยศพี่ หักหลังเพื่อน” 

          ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไฟเขียวทีมกฎหมายของพรรค ลุยฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมายกับนายนคร ฐานพูดให้ร้ายต้นสังกัดในอดีต ว่าสมคบคิดกับหลายฝ่ายๆ ล้มล้างรัฐบาลด้วยวิธีการไม่ถูกต้อง

          โดยทีมกฎหมายพรรคก็เห็นว่า นคร มีความผิดตามกฎหมายมาตรา 326 และ 328 ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ส่วนจะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือไม่นั้นก็ต้องดูอีกที แต่ในสัปดาห์ถัดไปเดินหน้าฟ้องแน่นอน

          แม้ว่านายนครเองจะระบุว่ายังเคารพรักผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์เหมือนเดิม แค่พุ่งเป้าไปที่การต่อต้านเผด็จการเท่านั้น เอาเข้าจริงๆ เล่นพูดแบบนี้ยังไงก็คุยกับเพื่อนพี่น้องในพรรคเก่าแบบเหมือนเดิมยากแน่นอน

          ถ้าหากเรื่องนี้ถึงชั้นศาลเมื่อไหร่ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย ต้องติดตามอย่าได้กะพริบตาทีเดียว

          เพราะฝั่งนายนคร เองก็ระบุว่าว่ามีหลักฐานเด็ดประกอบคำพูด โดยจะเอาไปเปิดเผยในชั้นศาล แถมถามย้อนไปด้วยว่าทหารคนไหน ตุลาการคนไหน คนในพรรคเก่ารู้ดี เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่ามีหมัดเด็ดแน่นอน เอาเป็นว่าไม่ยอมแน่นอน พร้อมท้าให้เปิดประวัติศาสตร์การเมืองดูด้วยว่าที่ผ่านมาใครทำอะไรบ้าง มีบอกชัดเจน 

          ขณะที่ฝั่งประชาธิปัตย์ อดีตส.ส.หลายคนก็มั่นใจว่าสิ่งที่ทำมานั้นเป็นไปด้วยอุดมการณ์ ไม่หนุนการโกงทุกรูปแบบ อีกทั้งที่ผ่านมาหลายๆ เรื่อง ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็ชี้ให้เห็นหลักฐานถึงความไม่ชอบมาพากลของฝั่งพรรคของนายทักษิณ อยู่เสมอ

          ก่อนหน้านี้ต้องบอกว่า นายนคร หลังจากที่ออกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ก็มีโอกาสไปออกรายการช่องเคเบิลทีวีขวัญใจของคนเสื้อแดง TV24 อย่างในรายการ “คิดเพื่อไทย” กับ “ตรงไป ตรงมา” ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือน่าตื่นเต้นสำหรับคนเสื้อแดง หากแต่ผ่านมาแล้ว 2 ปี ที่เขาเริ่มออกแววจะซบอีกฝั่ง

          แต่กลับกลายเป็นเรื่องตื่นเต้นของคนทั่วๆ ไป ก็เพราะจังหวะวันเกิดของนายใหญ่ และช่วงโค้งสุดท้ายใกล้วันเลือกตั้ง ตามสัญญาของนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. อีกทั้งช่องเคเบิล TV24 ก็ต้องเป็นคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้นที่จะยอมดู คนทั่วไปไม่ค่อยสนใจแน่ๆ จึงไม่แปลกที่เรื่องนี้จะบูมไวมากๆ 

          เอาเป็นว่าเรื่องนี้ใครผิดใครถูกอย่างไร เราก็อาจจะยังไม่รู้ได้ แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่นายนคร จะพูดต่อจากนี้จะได้รับความสนใจแน่นอน จากที่เมื่อก่อนเขาพูดให้เฉพาะคนที่พร้อมเห็นด้วยกับแนวคิดเสื้อแดงฟัง เขาอาจจะต้องพูดให้คนที่มีแนวคิดทางการเมืองต่างกันให้ฟังด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

          ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือหากเรื่องนี้เข้าสู่ชั้นศาลเมื่อไหร่หลักฐานที่แต่ละฝ่ายอ้างจะต้องถูกจับตาโดยประชาชนและมีความเป็นไปได้สูงว่าคำตัดสินของศาลของคดีนี้ จะเพิ่มนำ้หนักให้ฝ่ายการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ไปโดยปริยาย เผลอๆ อาจจะทำให้เรื่องที่หลายๆ คนคลางแคลงใจ 

          ทั้งทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ วาทกรรมสองมาตรฐาน หรืออาจส่งผลวงกว้างถึงขั้นจะทำให้ประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมาเปลี่ยนไปก็เป็นได้