
"เขื่อนแตก เรื่องของลาว กับเรื่องของเรา"
"เขื่อนแตก เรื่องของลาว กับเรื่องของเรา" : รายงาน โดย... โอฬาร เลิศรัตนดำรงกุล
เหตุการณ์เขื่อนแตกเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นทุกคนก็ต้องเรียนรู้ว่าเหตุใดจึงเกิดและจะป้องกันอย่างไร เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงจัดเสวนา เรื่อง “เขื่อนแตก เรื่องของลาว กับเรื่องของเรา” โดยมี รศ.ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ฐิรวัตร บุญญะฐี อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.อนุรักษ์ ศรีอริยวัฒน์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอดิศักดิ์ เสมอแย้ม นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญเรื่อง สปป.ลาว สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเป็นวิทยากร
โดย รศ.ดร.ฐิรวัตร กล่าวว่า หากพูดถึงโครงสร้างเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ประกอบไปด้วย 2 เขื่อนใหญ่ 5 เขื่อนเล็ก เพื่อปิดช่องเขา แบ่งเป็น A-F ส่วนที่มีปัญหาคือ เขื่อนเล็ก D เป็นเขื่อนที่ใช้ปิดลำน้ำ ซึ่งเขื่อนนี้เป็นลักษณะของเขื่อนดิน และความเสียหายหากเป็นเขื่อนดิน จะมีลักษณะเป็นหลุม รอยสึก หรือดินสไลด์หน้าเขื่อน
แต่หากดูข้อมูลหรือดูข่าวที่ออกมา เจ้าหน้าที่เกาหลี ซึ่งเป็นบริษัทไฟฟ้าได้ให้ข้อมูลกับรัฐสภาเกาหลีว่า พบว่ามีตัวเขื่อนทรุดตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม แต่ภาพที่ออกมาคือวันที่ 23 กรกฎาคม มีภาพทรุดจาก 11 ซม.เป็น 1 เมตร และมีการบันทึกแจ้งเตือนของการทางลาว ว่ามีการอพยพคนหรือไม่ ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลัน แต่มีการรู้ตัวก่อน ซึ่งก็ไม่ทราบว่าแนวทางการบริหารจัดการเร็วแค่ไหน
รศ.ดร.ฐิรวัตร ระบุว่าสาเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดความเสียหาย ในทางวิศวกรรมคือ กำลังวัสดุไม่เพียงพอหรือประเมินไม่ถูก ไม่เหมาะแก่การก่อสร้าง การบดอัดไม่แน่น ทำให้ดินยุบตัวไปได้ ทำให้น้ำผ่านซึมผ่านตัวเขื่อน แต่ทั้งหมดก็ต้องมาตรวจสอบภายหลังมาเกิดจากสาเหตุใด
ส่วนความไม่แน่นอนทางธรรมชาติเราก็สามารถป้องกันได้เพราะก่อนการก่อสร้างต้องมีการประเมินความเสียหายก่อน ประเมินผลกระทบว่ามีผลกระทบอะไรบ้าง ระหว่างการก่อสร้างต้องมีป้องกันหรือลดความเสียหายต่างๆ ว่าได้ทำตามสเปกหรือไม่ และต้องมีการตรวจวัดพฤติกรรมของเขื่อน เมื่อก่อสร้างเสร็จ เก็บกักน้ำมากๆ ครั้งแรก คือการเก็บกักน้ำครั้งแรก (first
ด้าน ผศ.ดร.อนุรักษ์ กล่าวว่า หากจะพูดเรื่องของความผิดปกติของน้ำ เป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดเขื่อนพัง คือน้ำต้องล้นตัวเขื่อนหรือจากฐานรากไม่ดี หรือเกิดการสไลด์ตัวชั้นดิน หลักการป้องกันก็คือ ทำอย่างไรไม่ให้น้ำล้นเขื่อนหลัก ต้องมีสปิลเวย์ (Spillway) และการออกแบบต้องออกแบบให้ล้นเขื่อนลอง กรณีน้ำมาเยอะมากๆ แต่ถ้าครั้งนี้ไม่ใช่ และเป็นการเก็บน้ำครั้งแรก ซึ่งเป็นการตั้งข้อสังเกตเพราะน้ำก็ยังไม่ล้นสันเขื่อนหลัก
ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าเขื่อนใหญ่ในประเทศไทยจะแตกเหมือนเขื่อนลาวหรือไม่ ผศ.ดร.อนุรักษ์ ระบุว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่น่าห่วงในเรื่องของเขื่อนขนาดใหญ่ แต่ที่น่าห่วงคือเขื่อนขนาดกลาง ที่มีอยู่ประมาณ 800 เขื่อนและขนาดเล็กประมาณ 8,000 เขื่อน เพราะการดูแลและให้ความสำคัญน้อย ทุกคนไปดูแลเขื่อนใหญ่ กรมชลประทาน กรมน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต เราไม่มีกำลังคนดูแลเขื่อนขนาดกลาง เขื่อนขนาดกลางๆ หลายเขื่อนก็แจ้งว่าการรั่วซึมมากผิดปกติ มีส่งรายงานมากขึ้น เราต้องมีบุคลากรเท่าไหร่เข้าไปดูแล ตอนนี้ที่ทราบข่าวมาก็ 10 กว่าเขื่อนในขนาดกลางและก็ยังเขื่อนอีกมากที่ยังไม่เกิดการตรวจสอบ ทั้งนี้น่าห่วงมากกว่าเขื่อนขนาดเล็ก เพราะถูกโอนจากกรมชลไปอยู่การดูแล อบต. อบต.ที่รับไปดูแลได้หรือไม่ การจัดเขื่อนขนาดเล็กด้วยความเล็ก ถ้ารั่วแตกก็ท่วมนิดหน่อย แต่ก็เกิดความเสียหายในระดับหนึ่งแต่การโอนย้ายไปส่วนท้องถิ่นจะมีความสามรถในการดูแลได้หรือไม่ หรือมีหน่วยงานไหนไปซ่อม”
นอกจากนี้เขื่อนในประเทศไทยมีไว้เก็บน้ำ เอาไว้ช่วยป้องกันน้ำท่วมเพียง 5-10 เปอร์เซ็นเท่านั้น หรือการใช้เขื่อนผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยก็เป็นเรื่องรอง แต่หลักๆ เขื่อนในไทยเป็นเรื่องกักเก็บน้ำ ไว้ใช้ช่วงหน้าแล้ง และ ณ วันนี้ การเจริญเติบโตคนไทยเพิ่มมากขึ้น และน้ำเป็นที่ต้องการมากขึ้น กำลังจะถึงจุดสมดุลกับจำนวนคนและน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้ง หากกลัวเขื่อนแตกไม่ต้องสร้างเขื่อนอีกควรหรือไม่
อย่างไรก็ตามจากข้อมูลประเทศไทยจะแล้งสลับน้ำท่วม ทุกๆ 6 ปี เราอย่ามองปัญหาแค่วันนี้ เราต้องมาดูเรื่องการบริหารจัดการ และนำบทเรียนมาใช้ แต่ที่น่าสนใจของบ้านเราอยากฝากว่า เราต้องมีการเก็บข้อมูลระยะยาว 30 ปีขึ้นไปเพื่อนำข้อมูนั้นมาใช้ต้องครอบคุลมทั้งประเทศ
ด้าน รศ.ดร.กุลยศ กล่าวว่า การใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศไทย และเรามีกำลังการผลิต 46,132 MW ส่วนความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 30,303 MW และเรานำเข้าไฟฟ้าจากประเทศลาว คิดเป็น 8 % ทั้งหมด 3,578 MW แต่เราก็มี MOU อยู่ประมาณ 9,000 MW ส่วนการใช้น้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้า ทั้งของไทยและของลาวไม่มากเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ประเทศไทยใช่พลังงานจากแก๊ส
ส่วนเขื่อนแตกที่เซเปียน-เซน้ำน้อย ทุกคนถามว่ากระทบความมั่นคงทางพลังงานของไทยหรือไม่ ตอบได้ว่าผลกระทบทางเทคนิคน้อยมาก ประเทศลาวจากข้อมูลปี 2560 ประเทสลาวขายไฟให้ไทย จากพลังงานน้ำทั้งหมด 23,280 ล้านบาท ที่นำเข้าไฟฟ้าจากลาวต้นทุนไม่มากหากเทียบกับแก๊สระยะยาวเรามีส่วนสำรองอยู่ สัดส่วนพลังงานของไทยสูงและไม่ใช่เชื้อเพลิงหลัก แต่อาจกระทบต้นทุนค่าไฟเพิ่มขึ้นบ้าง
ขณะที่ “อดิศักดิ์” กล่าวว่า เขื่อนแตกครั้งนี้ประเทศลาวน่าจะมีปัญหาเรื่องขั้นตอนในการจัดการ ไม่น่าเหมือนไทยในเรื่องของการเตือนภัยต่างๆ เพราะมีการประชุมผ่านในระดับต่างๆ สิ่งที่ต้องช่วยเรื่องทางด้านการแพทย์หรือทางด้านจิตใจมากกว่า การประกอบอาชีพหรือเรื่องต่างๆ ไม่ใช่เรื่องงง่าย และประเทศไทยเองในเรื่องความช่วยเหลือ การไปช่วยก็ลำบากเพราะด้วยพื้นที่แขวงอัตตะปือค่อนข้างเดินทางไปลำบากแต่ เราต้องเข้าไปช่วยเหลือในฐานะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญ ส่วนการเป็นแบตเตอรี่ออฟเอเชียของประเทศลาวคงไม่เปลี่ยนแปลง และตนเชื่อว่าไม่มีใครกล้าฟ้องในเรื่องนี้



