
ขึ้นศาลสักทีก็ดีเหมือนกัน
ขึ้นศาลสักทีก็ดีเหมือนกัน : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
หลังจากที่มีแต่ข่าวดูดของกลุ่มสามมิตรวนเวียนอยู่ในการเมืองมาเป็นเดือน ล่าสุดก็มีเรื่องใหม่มาอยู่ในสปอตไลท์นั่นคือเรื่องที่ “นคร มาฉิม” อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ทิ้งระเบิดลูกใหญ่หลังลาจากพรรค แม้บอกว่ายังไม่ชัดก็พอเดาได้ว่าเขาจะร่วมถนนการเมืองเดียวกับพรรคเพื่อไทย
“นคร” เล่นทั้งสองบท “ทิ้งบอมบ์” บ้านเก่า และ “ปัดกวาด” บ้านใหม่ ไปพร้อมๆ กัน กล่าวคือ นอกจากชื่นชม “ทักษิณ ชินวัตร” และยังโจมตีพรรคเดิมอย่าง “ประชาธิปัตย์” ข้อหาสมคบทำลายล้างประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมากกับกลุ่มบุคคลที่รวมตัวเป็นพรรคการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
ว่ากันตามจริง “นคร” ทิ้งประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ปี 2556 ที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ประกาศยุบสภา และมาร่วมกับพรรคชาติพัฒนา จากนั้นก็ไปเคลื่อนไหวร่วมกับพรรคเพื่อไทย และมวลชน โดยออกทีวีจอแดงอยู่บ่อยครั้ง
ลำพังการชม “ทักษิณ” อาจเป็นเรื่องที่พวกเขาพอรู้ๆ กัน และกล้อมแกล้มรับได้ แต่การโยนระเบิดที่ทำให้ “เหล่าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์” นั่งนิ่งไม่ไหวคือการระบุว่า มีการร่วมมือกันทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายการเมือง ทหาร ข้าราชการประจำ และยังอ้างว่ามีตุลาการระดับสูงบางคนอยู่ในขบวนการโค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้ง วางแผนการยึดอำนาจ ทำลายประชาธิปไตย
เท่านั้นเองสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ก็ดาหน้าออกมาโจมตี ไม่ว่าจะเป็น “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” “ณรงค์ เดชกิจวิกรม” “รังสิมา รอดรัศมี” ข้อหาเนรคุณ เผาบ้าน หวังโบนัส ถูกประเคนให้แบบชุดใหญ่ ตามสไตล์อดีตพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่ง
มีการระบุด้วยว่าความเคลื่อนไหวของ “นคร” ครั้งนี้หวังตามรอยรุ่นพี่อย่าง “นพดล ปัทมะ” และ “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” ที่ต่างได้ดิบได้ดีเมื่อย้ายพรรค ซึ่งก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองรุ่นพี่นั้นไปได้ดิบได้ดีกับ “เพื่อไทย”
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าสภาพของทั้งสองปัจจุบันนี้ก็สะบักสะบอมจากการอยู่เคียงข้าง “ทักษิณ ชินวัตร”
และตามมาด้วยการขู่ฟ้อง “นคร” จากเหตุการณ์ครั้งนี้ แน่นอนว่าเจ้าตัวก็ย่อมไม่กลัวและออกมาท้าว่าขอให้ฟ้องจะได้ไปสู้กันในชั้นศาล
จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในฐานะคนดูและเป็นคนวงนอกคงบอกไม่ได้ว่าใครพูดจริงใครพูดไม่จริง ดังนั้นการนำเรื่องขึ้นสู่ศาลจึงน่าจะเป็นเรื่องดีไม่น้อยเพื่อให้นำข้อมูลที่มีมาวางแผ่ให้สังคมตัดสินว่า “นคร” ให้ร้ายจริงหรือไม่ หรือมี “คนใน” ของพรรคประชาธิปัตย์บางคนร่วมสมคบคิดทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย
เพราะเอาเข้าจริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กล่าวหากันมาเป็นเวลานานตั้งแต่ก่อนการยึดอำนาจลากยาวมาจนถึงการรัฐประหารและหลังการรัฐประหาร เพียงแต่ไม่มีใครสามารถนำเอาข้อมูลมาตีแผ่ให้เห็นว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นและนำมาสู่การรัฐประหารนั้นเป็นฝีมือของเหล่า “อเวนเจอร์” จริงหรือไม่
หากขึ้นถึงชั้นศาลเราคงได้เห็นการเรียกข้อมูลการเบิกพยานต่างๆ มากมาย เพื่อมาต่อสู้และหักล้างรวมถึงกล่าวหา เราจะได้เห็นว่ามูลเหตุจูงใจแห่งการชุมนุมเพื่อขับไล่ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” จริงๆ แล้วคืออะไร เป็นเรื่องของการต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจริงๆ หรือไม่ หรือเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงบันไดไปสู่เป้าอีกสิ่ง
เราจะได้เห็นว่าอะไรที่ทำให้ม็อบไม่เลิก ทั้งๆ ที่รัฐบาลทั้งถอนร่างกฎหมายทั้งยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนไปลงคะแนนเลือกตั้ง
เราจะได้รู้ว่า การขัดขวางการเลือกตั้ง ขัดขวางไม่ให้ประชาชนไปใช้สิทธิในฐานะเจ้าของอำนาจ ทำไมจึงเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ประชาชนสามารถหาทางออกอย่างอารยะได้ตามระบอบประชาธิปไตย ทำไมคนของพรรคประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่งจึงเป็นแกนนำประชาชน พวกเขาเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจเรื่องการปฏิรูปจริงหรือไม่ หรือมีวาระแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง
เราจะได้เห็นว่าความพยายามนำพากฎหมายไปสู่ทางตันในขณะนั้นเป็นเพราะเลี่ยงไม่ได้ เป็นเส้นทางที่ไม่มีทางออกจริงๆ หรือเป็นเรื่องที่จงใจตีความให้เดินต่อไม่ได้
เราน่าจะได้เห็นข้อมูลการปฏิบัติการของทหาร การเคลื่อนกำลังว่า มีการเตรียมพร้อมมาเป็นเวลานานก่อนจะถึงจุดที่เรียกว่าทางตันจริงหรือไม่ มีการเคลื่อนกำลังมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ตั้งแต่ก่อนที่จะยุบสภาหรือไม่ หรือตั้งแต่เริ่มชุมนุม
เราจะได้เห็นขุนทหาร ข้าราชการ ที่ถูกกล่าวหามาขึ้นศาลเบิกความชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น ว่าเป็นอย่างที่คนเขานินทากันหรือไม่ หรือเป็นเพียงเรื่องที่กุขึ้นมาดิสเครดิตผู้หวังดีต่อประเทศ จนต้องเสียสละเข้ามารัฐประหารและเป็นรัฐบาลต่อมาถึงสี่ปีเข้าไปแล้ว เมื่อถึงวันนั้น เรื่องราวทุกอย่างอาจจะถูกนำขึ้นมาบนโต๊ะ
ประชาธิปัตย์เองก็จะได้มีโอกาสแก้ต่าง ให้ทุกคนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ร่วมสมคบคิดฆาตกรรมประชาธิปไตย และอาจเป็นหนทางในการเรียกคืนความนิยมกลับมาจากประชาชน
จึงขอเชียร์ “ประชาธิปัตย์” ให้นำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่าให้เรื่องเงียบหาย อย่าให้เป็นเพียงวาทกรรมของคนจะย้ายพรรค หรือคนที่โจมตีผู้จะตีจาก อย่าให้เพียงการฟ้องร้องเป็นเพียงวาทกรรมข่มขู่ เพราะคนที่จะได้ประโยชน์เรื่องนี้หากที่สุดแล้วเรื่องถึงศาลคือประชาชนที่จะได้รับรู้เรื่องราวที่ไม่เคยมีโอกาสได้รับรู้ หรือรับรู้เพียงแค่ที่เขาอยากให้รู้เท่านั้น



