
คดีกะเหรี่ยงบิลลี่ในมือดีเอสไอ ยังพอไปไหว
คดีกะเหรี่ยงบิลลี่ในมือดีเอสไอ ยังพอไปไหว : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย
คดีการหายตัวไปกว่า 4 ปี ของกะเหรี่ยง “บิลลี่” หรือ พอละจี รักจงเจริญ กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับโอนคดีเป็นคดีพิเศษ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าคดีนี้ถูกเอ็นจีโอทั้งในประเทศและนานาชาติเกาะติดมาโดยตลอด เนื่องจากบิลลี่เคยมีข้อพิพาทกับเจ้าหน้าที่อุทยานและหายตัวไปก่อนขึ้นเบิกความเป็นพยานในคดีที่กลุ่มชาวบ้านยื่นฟ้อง “ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร” อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
คดีนี้ตำรวจเพชรบุรี ท้องที่เกิดเหตุ ตั้งต้นสอบสวนในข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขัง แต่ไปได้ไม่สุดทางเพราะเจ้าหน้าที่อุทยานให้การยอมรับว่า ได้ควบคุมตัวบิลลี่ที่เข้าไปเก็บน้ำผึ้งป่าจริง แต่ได้ปล่อยตัวไปโดยไม่ได้ส่งตัวให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย “การรับว่าจับแล้วปล่อย” ทำให้รูปคดีไม่ใช่การหน่วงเหนี่ยวกักขัง แต่เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งอยู่ในอำนาจการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) โดยคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงสรุปสำนวนการสอบสวนแล้ว ล่าสุดอยู่ระหว่างบรรจุเป็นวาระการประชุมเพื่อให้บอร์ดป.ป.ท. ลงมติชี้มูลความผิด
“คนที่หายไปพร้อมกับรถ ตามหาไม่เจอทั้งศพทั้งรถ” ตำรวจไม่สามารถไขปริศนาคำตอบได้ ส่งผลให้คดีถูกนานาชาติกดดันจนดีเอสไอต้องรับโอนสำนวนมาเป็นคดีพิเศษ เมื่อถูกถามถึงความคาดหวังในการสอบสวน พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเคยรับผิดชอบเป็นหัวหน้าชุดสืบสวนข้อเท็จจริง ครั้งนั่งคุมสำนักงานปฏิบัติคดีพิเศษภาค “รองฯ ดำ” มั่นใจว่ารูปคดียังพอไปได้ ยังมีพิรุธในพยานหลักฐานอีกหลายจุดที่พอจะขยายผลให้เกิดความชัดเจน และถ้าตันเสียจนไม่เหลือความหวังก็ไม่มีความจำเป็นต้องรับเป็นคดีพิเศษ
หลักใหญ่ยังคงเป็นคราบเลือดที่พบในรถยนต์ของอุทยานแก่งกระจาน ซึ่งเป็นผลจากการลงพื้นที่ในชั้นสืบสวนของดีเอสไอในปี 2557 ซึ่งเข้าปฏิบัติการพร้อมทีมนักนิติวิทยาศาสตร์ ได้ใช้อุปกรณ์พิเศษตรวจพบคราบเลือดในห้องโดยสาร ตำแหน่งหลังที่นั่งคนขับ ซึ่งหลักฐานชิ้นนี้ถือว่าน่าเสียดาย เพราะในช่วงหลังเกิดเหตุใหม่ๆ เจ้าหน้าที่ไม่ได้อายัดรถของทางราชการเพื่อรอการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้รถคันดังกล่าวผ่านการล้างทำความสะอาดมาแล้วหลายครั้ง จนการพิสูจน์คราบเลือดไม่สามารถตรวจจับคู่ดีเอ็นเอได้
อ่านแปลผลได้เพียงว่า เป็นคราบเลือดมนุษย์ ... เพศชาย
เมื่อดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนตามกฎหมาย ตัวอย่างคราบเลือดดังกล่าวจะถูกส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจซ้ำด้วยเครื่องมือที่มีวิทยาการทันสมัยขึ้น รวมถึงการประสานส่งให้แล็บในต่างประเทศตรวจพิสูจน์ ถ้าขึ้นผลดีเอ็นเอก็จบง่าย หากยังคลุมเครือก็ยังเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่อุทยานต้องตอบให้กระจ่างว่า กิจกรรมอนุรักษ์ผืนป่าประเภทใด จึงทำให้เกิดคราบเลือดของมนุษย์เปื้อนอยู่ในห้องโดยสาร
กล้องวงจรปิดภายในอุทยานฯ แก่งกระจาน เป็นอีกประเด็นที่ต้องนำมาย้อนภาพอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อลำดับเหตุการณ์ตามช่วงเวลา ซึ่งต้องนำมาเปรียบเทียบกับคำให้การของพยานทั้งที่ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน และคำเบิกความในชั้นศาล โดยคดีนี้พบข้อพิรุธจากคำให้การของพยานหลายปากที่พูดไม่ตรงกันนั่นเพราะในคดีของ “บิลลี่” มีการร้องทุกข์กล่าวโทษและฟ้องคดีกันหลายศาล ปรากฏว่า พยานให้การในชั้นสอบสวน และเบิกความในศาลแต่ละครั้งไม่ตรงกัน ซึ่งถือว่าผิดธรรมชาติ ...จัดเป็นภาวะผิดปกติของพยาน เพราะพยานที่พูดความจริงหรือเบิกความในเรื่องที่เห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ ไม่ว่าจะถูกถามซ้ำกี่ครั้ง ก็ย่อมต้องพูดได้ตรงกันทุกครั้ง
ทั้งนี้ ภาพจากกล้องวงจรปิด จะถูกนำมาทบทวนและเทียบเคียงกับคำให้การของพยานบุคคล เพื่อสรุปให้ได้ถึงเวลาที่แท้จริงในการควบคุมตัวบิลลี่ รถยนต์ที่ขับเข้าไปรับตัวมีทั้งหมดกี่คัน เวลาในการรับตัว-ปล่อยตัว รวมถึงตำแหน่งที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ระบุถึงการปล่อยตัวบิลลี่ โดยคาดหวังว่าพยานแวดล้อมทั้งหมดจะช่วยพิสูจน์ให้กระจ่างชัดขึ้นว่า ในวันเกิดเหตุ มีผู้พบเห็นตัวบิลลี่หลังได้รับการปล่อยตัวจริง หรือไม่เคยมีใครได้พบเห็นตัวบิลลี่อีกเลย ...หลังมีผู้มารับตัวไปจากชุดจับกุม
ข้อมูลจากการสืบค้นยังพบด้วยว่า การหายตัวไปของบิลลี่ไม่ใช่รายแรก ก่อนการหายตัวไปของบิลลี่ราว 2 ปี ก็เคยเกิดเหตุในลักษณะใกล้เคียงกัน มีการฟ้องดำเนินคดีกันในชั้นศาล โดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เป็นฝ่ายชนะคดี
การรับสอบสวนคดีการหายตัวของบิลลี่จึงไม่ใช่เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ของดีเอสไอ แต่เป็นการเข้าไปทบทวนวรรณกรรม เพื่อเจาะเข้าไปในรายละเอียดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคำให้การของพยานแวดล้อม ประจักษ์พยาน รวมถึงบุคคลใกล้ชิดของบิลลี่ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าในห้วงเวลาก่อนการหายตัวไปมีการข่มขู่คุกคามบ้างหรือไม่ รวมถึงวิเคราะห์บันทึกการใช้โทรศัพท์ของบิลลี่ก่อนที่จะหายตัวไป วันนี้ดีเอสไอได้นำแม่ เมีย และลูกๆ ของบิลลี่ เข้าโครงการคุ้มครองพยานเป็นที่เรียบร้อย
ส่วนการลงพื้นที่ตรวจจุดที่สันนิษฐานว่าบิลลี่หายตัวไปนั้น ยังเป็นเรื่องยาก เพราะแก่งกระจานเป็นอุทยานที่ยังคงสภาพผืนป่าสมบูรณ์ใหญ่ที่สุดในประเทศสภาพพื้นที่เต็มไปด้วยหน้าผาและหุบเหว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสำรวจตรวจค้น
ดีเอสไอจะจบคดีนี้อย่างไร ยังคงต้องติดตาม ที่บอกได้ตอนนี้ คือ คดี “บิลลี่” เป็นสำนวนแห้งที่รับไว้สอบสวนหลังเหตุการณ์ล่วงเลยมากว่า 4 ปี จึงต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์พยานหลักฐานทุกส่วน ก่อนจะนำไปสืบค้นขยายผล ดังนั้น ภายในช่วงเวลาสั้นๆ ยังไม่ได้คำตอบแน่
บทสรุปจะจบลงด้วยคำฟ้อง หรือเก็บเป็นแฟ้ม “คดีเย็น” เช่นเดียวกับคดีของ ทนายสมชาย นีละไพจิตร หรือไม่ คงต้องตามลุ้นกันต่อไป



