คอลัมนิสต์

ผ่าแผนยึดการเมืองอีสาน ดูดสู้ดูด

ผ่าแผนยึดการเมืองอีสาน ดูดสู้ดูด

30 ก.ค. 2561

ผ่าแผนยึดการเมืองอีสาน ดูดสู้ดูด : คอลัมน์...  กวาดบ้านดวาดเมือง โดย...  ลมใต้ปีก

 

          "ใครชนะพื้นที่การเมืองอีสาน คนนั้นมีโอกาสชนะเลือกตั้งเหนือพรรคการเมืองอื่น” คำพูดนี้เหล่านักการเมืองอาวุโส ยึดถือและสั่งสอนนักการเมืองรุ่นหลังๆ มาตลอด จึงไม่แปลกที่การตั้งพรรคการเมืองใหม่ๆ ขึ้นมาในประวัติศาสตร์ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ก็จะเน้นช่วงชิงเก้าอี้ ส.ส.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน นับตั้งแต่การช่วงชิงส.ส.ในการเลือกตั้งปี 2535 เป็นต้นมา ที่พรรรคสามัคคีธรรมหรือพรรคทหารในยุคนั้นก็มีการ “ดูด” อดีตนักการเมืองอีสานเข้าพรรคมากมาย

          พรรคความหวังใหม่ของพ่อใหญ่จิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตั้งขึ้นมาก็รวบรวมส.ส.อีสานเป็นหลัก เช่นเดียวกับพรรคชาติไทยยุค บรรหาร ศิลปอาชา ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรรค ก็กวาดต้อนส.ส.อีสานเข้าพรรค จนสามารถยึดเสียงอันดับ 1 ในสภาและก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

          เช่นเดียวกับการก่อกำเนิดพรรคไทยรักไทย ของทักษิณ ชินวัตร ในปี 2541 ก็เน้นนักการเมืองอีสานจนได้รับชัยชนะ และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2544

          ตรงกันข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ที่นับวันจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินหลังความแตกแยกครั้งใหญ่ จนกระทั่งประจวบ ไชยสาส์น ออกจากพรรค เลือกตั้งทีไรก็พ่ายแพ้ในอีสานยับเยิน แพ้เลือกตั้งในสนามใหญ่มาตลอด ตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา การได้จัดตั้งรัฐบาล 2 ครั้งหลัง คือ 2540 และ 2551 เป็นเพราะอุบัติเหตุทางการเมือง หาใช่ชัยชนะในการเลือกตั้งใหม่

          การเลือกตั้งปี 2554 (ครั้งหลังสุด) ภาคอีสาน (ไม่รวมระบบบัญชีรายชื่อ) ทั้งสิ้น 126 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทยกวาดไป 104 ที่นั่ง ภูมิใจไทย 13 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ 4 ที่นั่ง ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 4 ที่นั่ง และชาติไทย 1 ที่นั่ง ชัยชนะแบบขาดลอยในพื้นที่อีสานส่งผลให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

          เรื่องการเมืองยกใหม่ ที่จะมีเลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2562 พื้นที่ภาคอีสาน เป็นการช่วงชิงที่ดุเดือดเช่นเคย ระหว่างเพื่อไทยกับพลังประชารัฐ จึงไม่น่าแปลกใจข่าวการ “ดูด-ดึง” อดีตส.ส.จึงพุ่งไปที่พื้นที่การเมืองภาคนี้แทบทั้งหมด ยุทธศาสตร์ของพลังประชารัฐคือดึงส.ส.อีสานของเพื่อไทยมาได้เท่าไหร่เท่ากับได้ผลประโยชน์สองเท่า หากดึงมาได้ 30 คนและได้รับชัยชนะหมด จะเป็นการลดที่นั่งส.ส.อีสานจากเพื่อไทยลงไปทันที 60 ที่นั่ง ซึ่งจะลดผลรวมของส.ส.เพื่อไทย ที่ไม่เป็นไปดังฝั่งฝันของทักษิณว่าจะได้ส.ส.รวมไม่น้อยกว่า 209 ที่นั่ง เพื่อความชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล

          จึงเป็นความจำเป็นยิ่ง เมื่อถูกดูดนักการเมืองอีสานมาก ทักษิณ ชินวัตร จึงใช้วันคล้ายวันเกิดตัวเอง เช็กเสียง และหวังว่าจะหยุดเลือดไหลก่อนปฏิบัติการ “ดูดกลับ” และพื้นที่การเมืองอีสานยังเป็นยุทธศสตร์ที่ ทักษิณ ชินวัตร สั่งเพื่อไทย “ห้ามแพ้” เด็ดขาด

          7 เดือนก่อนการเลือกตั้งจะมาถึง จึงเป็น 7 เดือนแห่งการเมืองอีสาน ที่จะร้อนระอุ จนต้องจับตาห้ามกะพริบ