
ปรากฏการณ์เขื่อนแตกที่ลาว
คอลัมน์ - รู้ลึกกับจุฬาฯ
การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอุทกภัยใน สปป. ลาวตั้งแต่สัปดาห์ก่อนกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง มีรายงานว่าพื้นที่ประสบภัยในแขวงอัตตะปือ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้สุดของลาวติดกับชายแดนเวียดนาม มีผู้ประสบภัยมากว่า 6,000 คน สูญหายกว่า 100 คน และมีจำนวนผู้เสียชีวิตขณะนี้ 27 ราย แต่ตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้
สาเหตุของอุทกภัยครั้งนี้เกิดจากการแตกของเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ซึ่งเป็นผลมาจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่ยากต่อการพยากรณ์และรับมือ มีฝนที่ตกหนักตามฤดูกาลอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการแจ้งเตือนภัยที่ล่าช้า ทำให้ผู้ประสบภัยไม่สามารถเตรียมความพร้อมได้ทัน
อดิศร เสมแย้ม นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญเรื่องประเทศลาว จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายเกริ่นว่า ลาวเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าหม้อไฟอาเซียน หรือแบตเตอรี่อาเซียน เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าส่งออกที่สำคัญในภูมิภาค เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์มีความเหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า มีแม่น้ำและมีพื้นที่ความสูงเหมาะสม
ประเทศในภูมิภาคที่ลาวเน้นส่งออกไฟฟ้ามากที่สุดคือประเทศไทยและประเทศเวียดนาม เพราะเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามาก ทั้งนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าเขื่อนที่เน้นส่งออกให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านมักอยู่ใกล้ติดชายแดน ในกรณีของเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยพบว่าอยู่ติดกับชายแดนเวียดนาม
“สินค้าที่เรียกว่าไฟฟ้า ไม่เหมือนสินค้าอื่นๆ ที่แพ็กใส่กล่องไปได้ มันต้องมีสายส่งต่อกระแสไฟฟ้าไปผู้ที่ซื้อไฟฟ้าจากลาว อีกทั้งลาวยังมีประเทศล้อมรอบอยู่ถึง 5 ประเทศ ทั้งพม่า กัมพูชา เวียดนาม ไทย จึงเหมาะมากที่จะมองตัวเองว่าเป็นแบตเตอรี่ออฟอาเซียน” อดิศรกล่าว พร้อมเสริมว่า การส่งไฟฟ้าไปยังมาเลเซียก็ต้องอาศัยสายส่งจากไทยเช่นกัน
ปัจจุบันเศรษฐกิจในลาวเติบโตสูงถึงปีละร้อยละ 6.5 ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอัตราการเจริญที่รุดหน้านี้สืบเนื่องจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่และกระแสไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ลาวเองก็ตั้งเป้าพัฒนาเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากการเป็นประเทศยากจน จึงมีความพยายามต่อเนื่องในการลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าว
“คนลาวมองว่าเขื่อนมันเป็นเรื่องดีนะ เขาเชื่อว่าเขื่อนทำให้ประเทศพัฒนา พวกเอ็นจีโอที่คัดค้านเพราะเห็นว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเขาเห็นว่าเป็นคนขัดขวางการพัฒนาประเทศ แต่เขื่อนแตกครั้งนี้ก็อาจจะตระหนักรู้กันมากขึ้น”
ทั้งนี้ เหตุการณ์อุทกภัยจากเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตกถือว่ามีปัจจัยจากภัยธรรมชาติส่วนหนึ่ง และจากมนุษย์อีกส่วน โดยเฉพาะการแจ้งเตือนภัยที่เป็นไปได้อย่างล่าช้า ทำให้ประชาชนเตรียมการอพยพไม่ทันท่วงที ซึ่งอดิศรระบุว่าเป็นปัญหาเรื่องการสื่อสารและคมนาคมในพื้นที่
“ปกติพื้นที่ของลาวจะมีความหนาแน่นประชากรต่ำ เขื่อนก็จะสร้างในป่าในเขา กระทบต่อประชาชนน้อย แต่ในอีกทางสภาพพื้นที่ก็เข้าถึงลำบากด้วย มีปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การเดินทางขนส่งก็ไม่สะดวก ถึงรู้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว แต่การจัดการและการแจ้งเตือนไม่มีประสิทธิภาพ”
อย่างไรก็ดี อดิศรกล่าวว่าการแตกของเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยไม่ได้มีผลกระทบต่อไทยมาก เพราะเขื่อนเซเปียนฯ เป็นเขื่อนที่ผลิตกระแสส่งไทยไม่มาก และเป็นเขื่อนที่ยังไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเต็มศักยภาพเพราะยังสร้างไม่เสร็จ กว่าจะเสร็จต้องใช้เวลาราวปีกว่า เมื่อถึงเวลานั้นจึงจะมีผลกระทบต่อไทยหากระบบการส่งไฟฟ้ามีปัญหา
ส่วนปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ปัจจุบัน ก็มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในและนอกประเทศให้การช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ซึ่งอดิศรกล่าวว่าเป็นเรื่องที่ไทยควรกระทำ ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในฐานะเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่เป็นการแสดงสปิริตของความเป็นอาเซียนที่จะไม่ทอดทิ้งกันเมื่อยามมิตรประเทศประสบปัญหา
สำหรับคำถามว่าไทยจะต้องทำอย่างไรต่อ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียศึกษาผู้นี้เห็นว่าคงต้องรอดูว่าบริษัทเอกชนที่มีส่วนร่วมทุนในการสร้างเขื่อนดังกล่าวจะมีท่าทีอย่างไร ซึ่งองค์กรภาครัฐของไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องมีความชัดเจน แต่เชื่อว่าบริษัทน่าจะต้องมีมาตรการที่เป็นระบบออกมา เช่น แผนพัฒนาและฟื้นฟู ทั้งในเชิงที่อยู่อาศัยของผู้ได้รับความเดือดร้อน และการฟื้นฟูอาชีพผู้ที่อยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม ตลอดจนการชดเชยในทางการเงินให้เหมาะสม
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องแน่นอนคือ เวลาและมาตรการเยียวยาที่จะตามมาภายหลัง เพราะอุทกภัยครั้งนี้น่าจะกินเวลายาวนานเป็นปีกว่าน้ำจะลด และต้องระดมทรัพยากรในทุกรูปแบบเพื่อฟื้นฟูและแก้ไขให้กลับสู่สภาวะปกติอีกครั้ง อดิศรสรุปในตอนท้าย



