คอลัมนิสต์

อ่านเกมดูด ผ่านการเมือง "สองขา"

อ่านเกมดูด ผ่านการเมือง "สองขา"

25 ก.ค. 2561

อ่านเกมดูด ผ่านการเมือง "สองขา" : คอลัมน์...  ขยายปมร้อน  โดย...   อรรยุทธ บุตรศรีภูมิ

 

          สัญลักษณ์ว่าวันเลือกตั้งใกล้เข้ามาอย่างเห็นได้ชัดคือ การขยับทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน แม้การเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการจะถูกห้ามด้วยคำสั่งคณะรัฐประหาร และเรื่องทางการที่ยังต้องทำตามกฎหมายก็ทำไม่ได้เนื่องจากคำสั่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง แต่ความเคลื่อนไหวเชิงนัย การจับหมู่รวมพวก เช็กชื่อ เริ่มปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งขึ้น

          แต่ละพรรคลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แม้ไม่เอิกเกริก แต่ก็พออ่านออกว่าต้องการอะไร

          พรรคการเมืองอย่างเพื่อไทยก็เริ่มมีการขยับบ้างแม้จะไม่ถนัดนักเพราะถูกจับตาอยู่ทุกฝีก้าว แต่ที่จับสังเกตได้คือความเคลื่อนไหวของคนที่อยู่ต่างประเทศอย่าง “ทักษิณ – ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่ปรากฏตัวบ่อยขึ้นเรื่อยๆ และมีสารที่ส่งออกมาเป็นระยะๆ

          แต่กับกลุ่มที่เคลื่อนไหวได้สะดวกโยธินอย่าง "สามมิตร" ที่พวกเขาเปิดหน้าอย่างไม่อายว่า เป็นกลุ่มเดียวกับชายที่ชื่อ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" ที่พร้อมจะขับเคลื่อนโยบาย “ประชารัฐ” ของรัฐบาลและพ่วงมาด้วยการสนับสนุนหัวหน้า คสช. ให้กลับมาสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้ง แต่จะมาในรูปแบบไหนค่อยตัดสินใจอีกครั้ง

          กลุ่ม “สามมิตร” เดินสาย “ดูด” อย่างต่อเนื่อง และเป้าหมายที่ชัดเจนก็พุ่งเป้าไปที่นักการเมืองในกลุ่มขั้ว “ทักษิณ ชินวัตร” ที่มาในหลายชื่อพรรคตามแต่ช่วงเวลาไม่ว่าจะเป็น “ไทยรักไทย – พลังประชาชน – เพื่อไทย”

          หลายป้อมค่ายถูกตีแตกยับ แน่นอนส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “เครื่องดูดพลังเทอร์โบ” อันพร้อมด้วย “อำนาจเงิน –อำนาจรัฐ” ที่ทำให้เชื่อได้ว่าพวกเขาจะชนะในศึกเลือกตั้ง และเลือกใช้ยุทธวิธีอันเหมาะกับแต่ละคนและแต่ละสถานการณ์

          ซึ่งพวกเขาดูเหมือนจะอ่านเกมออกว่าใครควรจะใช้วิธีไหน และที่สำคัญอ่านออกว่าพลังของ “พรรคเพื่อไทย” อยู่ที่ไหนบ้าง

          การเมืองหลังการรัฐประหาร 2549 เปลี่ยนรูปไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่การเมืองหวังพึ่งนักการเมืองและมีประชาชนเป็นฐานเสียงที่สำคัญ แต่ก็สำคัญเฉพาะวัน “กาบัตรเลือกตั้ง” เท่านั้น แต่หลัง 2549 เป็นต้นมาเกิดกระบวนการสำคัญที่ทำให้พลังของฐานเสียงมิได้มีเฉพาะวันเลือกตั้งเท่านั้น แต่ออกมาเคลื่อนไหวในนามของ “การเมืองภาคมวลชน”

          การเมืองภาคมวลชนนี้มีบทบาทสำคัญยิ่ง เพราะพวกเขาพร้อมเป็นพลังขับดันสำคัญหนุนหลังพรรคในฐานะทั้งเป็นแนวรับและหัวหมู่ทะลวงฟัน ฐานมวลชนเสื้อแดงมีความมั่นคงและเชื่อมั่นสูงต่อพรรค กลายเป็นฐานที่มั่นที่ยากจะมีใครมาสอดแทรกและเป็นฐานที่มั่นให้แก่พรรคเพื่อไทยได้พักพิง

          ในอดีตฐานเสียงของพรรคจะอยู่ที่นักการเมืองในพื้นที่ หากนักการเมืองไปไหนคะแนนเสียงก็จะตามติดไปด้วย แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยนรูปไปทำให้การเมืองที่ยึดติดกับตัวบุคคลมีบทบาทลดลง และมวลชนมีความยึดมั่นกับพรรคสูง ดังจะเห็นจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 และ 2557 ที่ชี้ให้เห็นว่าพวกเขาภักดีกับพรรคเพื่อไทยขนาดที่หากนักการเมืองคนไหนแปรพักตร์ โอกาสสอบตกมีสูงมาก

          หากนักการเมืองในพื้นที่มีฐานเสียงดีมีความนิยม และผนึกกับมวลชนเสื้อแดงได้ ก็เชื่อขนมกินได้เลยว่าเขตนั้นชนะเลือกตั้งแน่ๆ และนี่เองที่เป็นสองขาขับเคลื่อนพรรคเพื่อไทยให้ทะยานไปข้างหน้าสู่อำนาจ ซึ่งแน่นอนว่า ณ บัดนี้เริ่มมีคนเข้าใจและอ่านเกมออกว่า หากอยากชนะให้ได้สิ่งที่ดึงมาจะต้องมิใช่เพียงขาใดขาหนึ่ง หากแต่ต้องดึงมาให้ได้ทั้งสองขา

          พวกเขาจึงเลือกที่จะ “ดูด” ทั้งนักการเมืองคะแนนดีกับแกนนำคนเสื้อแดงด้วยหวังดึงมวลชนให้แปรเปลี่ยน

          และแน่นอนสูตรการดูดก็คล้ายกับการดูดนักการเมือง เพราะแกนนำมวลชนก็คือ “นักการเมือง” ประเภทหนึ่ง หลายคนตลอดการต่อสู้ที่ผ่านมาเจ็บตัวมาไม่น้อย หมดทั้งเงิน แถมคดียังติดตัวพะรุงพะรัง เป็นจุดอ่อนให้นักดูดเลือกใช้วิธีตามแต่สถานการณ์

          แต่ปัจจัยภายนอกมิใช่เพียงอย่างเดียวที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจย้ายข้าง แต่ปัจจัยภายในเองก็มีส่วน เพราะหลังการรัฐประหารมาหลายคนยังเดินงานมวลชน ขณะที่ ส.ส.หลายคนไม่ขยับตัวด้วยเหตุผลหลากประการ ทำให้พวกเขาเริ่มคิดว่าน่าจะมีสิทธิลงสมัคร ส.ส.บ้าง แต่พอถึงเวลากลับทำท่าจะไม่ได้ลงเพราะต้องสละที่ให้เจ้าถิ่นเดิม นี่เองทำให้เริ่มมีรอยร้าวและนี่เองที่พลังดูดสามารถสอดแทรกเข้ามาได้

          แต่สิ่งหนึ่งที่ “พลังดูด” ต้องระลึกไว้คือ การเมืองที่เปลี่ยนรูป อาจจะภักดีต่อพรรคใดพรรคหนึ่งหรือการเมืองแบบใดแบบหนึ่งซึ่งลดทอนความเชื่อมั่นในตัวบุคคล ดังนั้นการดูดแกนนำเสื้อแดง จึงอาจจะทำได้ แต่ต้องคำถามใหญ่ที่ว่ามวลชนจะไปด้วยหรือไม่ เป็นคำถามที่ยังต้องรอคำตอบ