
"เช่าแล้วเชิด" อีกเล่ห์ที่ไม่ลับของแก๊งโจรกรรมรถ..!!
"เช่าแล้วเชิด" อีกเล่ห์ที่ไม่ลับของแก๊งโจรกรรมรถ..!! : รายงาน โดย... กัมปนาท ละออง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า "รถ" กลายเป็นปัจจัยสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน เพราะเป็นยานพาหนะอำนวยความสะดวกในการเดินทางไปโน่นมานี่ โดยเฉพาะรถยนต์คือสิ่งจำเป็นที่ทุกคนปรารถนา ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงิน กว่าจะได้ถอยป้ายแดงออกมาขับ แต่แล้วจู่ๆ วันหนึ่ง รถยนต์ราคาแสนแพงของใครหลายคนเกิดอันตรธานหายไป เหลือไว้แต่กุญแจไว้ดูต่างหน้า จากน้ำมือของเหล่ามิจฉาชีพ “แก๊งโจรกรรมรถ” หรือไม่บางทีคนที่ซื้อรถ “มือสอง” อาจกลายเป็นผู้ต้องหา “รับของโจร” แบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็มี!!
คดีเกี่ยวกับการลักรถหรือโจรกรรมรถเป็นอีกหนึ่งปัญหาอาชญากรรมที่มียอดการก่อเหตุพุ่งสูงและต่อเนื่องกันมานานหลายปี ดังนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมีการตั้ง “ศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปจร.ตร.) สายด่วน รถหาย 1192” รวมถึงมี ศปจร.ทุกหน่วยงานในสังกัด ซึ่งการโจรกรรมรถมีมากหมายหลายวิธี แล้วแต่กลุ่มแก๊งไหนจะถนัดนำมาก่อเหตุ
จากข้อมูลพบว่าการโจรกรรมรถเกิดขึ้นหลักๆ อยู่ราว 10 รูปแบบที่เหล่าคนร้ายนำมาใช้ก่อเหตุ ประกอบด้วย 1.ทำกุญแจปลอม 2.ใช้เหล็กแข็งแทนกุญแจ 3.ใช้ลวดแข็งเกี่ยวตัวล็อกประตู 4.งัดประตูหูช้าง 5.ใช้น้ำกรด 6.ทุบกระจกประตูหรือกระจกหูช้าง 7.ช็อตวงจรไฟฟ้า 8.จูนสัญญาณจากรีโมท 9.ยกรถ และ 10.จี้หรือปล้น แต่ปัจจุบันมีรูปแบบโจรกรรมใหม่หลากหลายวิธีแต่ที่นิยมคงไม่พ้น “เล่ห์เช่าแล้วเชิด..!!” แม้ไม่ลึกลับซับซ้อนแต่ก็ได้ผล เพราะที่ผ่านมาตำรวจมีการจับกุมแล้วหลายคดี หากถามว่าโจรกรรมรถได้แล้วไปไหน? แน่นอนว่าอันดับแรก ส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน ถัดมาก็ แยกชิ้นส่วนขายเป็นอะไหล่มือสอง ถ้าจะให้เนียนขึ้นก็จะ สวมทะเบียน และ ทำทะเบียนปลอม ซึ่งสองอย่างหลังถูกนิยมใช้ หรือเรียกได้ว่าการ “สวมซาก” เพื่อนำรถที่โจรกรรมมาขายต่อตลาดมืด หรือตามเต็นท์รถมือสอง
ล่าสุดกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) โดย พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. พร้อม พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป. พ.ต.ท.วิวัฒน์ จิตโสภากุล รอง ผกก.3 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.3 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ กองบัญชาการสอบสวนกลาง ได้ดำเนินการจับกุมตัวผู้ต้องหาคดีโจรกรรมรถยนต์จำนวน 2 คดี สามารถยึดรถยนต์ของกลางได้จำนวนรวม 16 คัน รถจักรยานยนต์อีก 6 คัน
พ.ต.อ.บุญลือ อธิบายว่า ขบวนการฮุบรถที่กองปราบจับกุมทั้ง 2 เคส แบ่งพฤติกรรมออกเป็น 2 แบบ สำหรับคดีแรกมีผู้เสียหายจำนวนหลายรายร้องเรียนถึงพฤติการณ์ของ “เอ็ม” ศักรินทร์ ยิ่งชัชวาลชัย หรือชื่อเดิม วีรวัฒน์ ศรีโปฏก อายุ 28 ปี เป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่งย่านถนนพิบูลสงคราม ต.สวนใหญ่ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ซึ่งมีพฤติการณ์หลอกรับจำนำรถยนต์ และสิ่งของมีค่าต่างๆ ก่อนจะเชิดหนีหายไปเพื่อนำไปขายต่อในตลาดมืดอีกทอดหนึ่ง โดยปัจจุบันมีหมายจับในคดีเกี่ยวกับการประทุษร้ายต่อทรัพย์ที่เป็นรถยนต์จำนวน 3 หมายจับ อีกทั้งยังมีพฤติกรรมในการตระเวนหลอกเช่ารถจากผู้ประกอบการรถเช่าตามพื้นที่ต่างๆ ก่อนเชิดรถหนีหายไป ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างหลบหนีการจับกุม
“แก๊งนายศักรินทร์ทำเป็นเครือข่าย โดยนายศักรินทร์จะตระเวนออกไปหารถเป้าหมายตามร้านเช่ารถ เมื่อตกลงเช่ารถได้แล้วก็จะติดต่อหาเครือข่ายในกลุ่มผู้รับซื้อรถที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย ส่วนรถที่ตกเป็นเป้าหมายนั้นไม่มีการระบุถึงรุ่นที่ชัดเจน โดยสามารถเช่าคันไหนได้ก็เอาคันนั้น” พ.ต.อ.บุญลือ ระบุ
พ.ต.อ.บุญลือ แจกแจงว่าอีกคดีเป็น “แก๊งสวมทะเบียนรถ” เป็นการตรวจยึดรถหรูจากผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง โดยสอบปากคำในเบื้องต้นทราบว่าซื้อรถมาในราคามือสองปกติ ยังไม่พบความผิดปกติ หลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะไล่ตรวจสอบที่มาของรถคันนี้ว่าผู้ใดเป็นคนครอบครองคนแรก และจะออกหมายเรียกมาสอบปากคำ นอกจากนี้การสวมทะเบียนรถข้อมูลที่ผ่านมาพบว่ามีการทำเป็นกระบวนการ และเชื่อว่าจะต้องมีข้าราชการหรือบุคคลในหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมีส่วนรู้เห็นเนื่องจากการขอจดทะเบียนนั้นจะต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียด แต่กลับมีการออกทะเบียนให้รถที่มีลักษณะไม่ตรงกัน อย่างไรก็ดีในส่วนการเลือกรถที่จะนำทะเบียนหรือตัวเลขถังเครื่องมาสวมนั้น คนร้ายมักจะเจาะจงซื้อรถที่ขายซากหรือรถที่ประสบอุบัติเหตุ เนื่องจากง่ายต่อการสวมทะเบียน โดยรถสวมทะเบียนมักจะมีการขอเล่มทะเบียนรถใหม่ หรือจะมีการโอนย้ายหลายครั้งจนผิดปกติ และเพื่อเป็นการไม่ให้คนซื้อสงสัย
ขณะเดียวกันยังมีรูปแบบโจรกรรมที่เรียกว่า “ฉ้อฉลประกันภัย” หรือ “การโกงบริษัทประกันภัย” ซึ่งวิธีการนี้ถือเป็นพัฒนาการของแก๊งโจรกรรมรถที่สร้างปัญหาให้ทั้งตำรวจและบริษัทประกันภัยในฐานะผู้รับผิดชอบอย่างมาก โดยอาศัยรูปแบบการโจรกรรมรถมาเป็นเครื่องมือ วิธีการหลักที่นิยมทำกันในเวลานี้ 2 รูปแบบ คือ 1.การนำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ไปเช่าซื้อจ่ายเงินดาวน์ออกมาจากร้านตัวแทนจำหน่าย และนำรถไปจำนำ ก่อนจะไปแจ้งความเป็นคดีรถหาย และนำมาเบิกค่าสินไหมกับบริษัทประกันภัย และ 2.การนำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ไปเช่าซื้อจ่ายเงินดาวน์ออกมาจากร้านตัวแทนจำหน่าย ไปส่งต่อให้ขบวนโจรกรรมโดยตรง เพื่อนำออกไปขายยังพื้นที่เป้าหมายคือประเทศเพื่อนบ้าน
การ “เช่าแล้วเชิด” เป็นอีกเล่ห์เหลี่ยมที่ไม่ลึกลับซับซ้อนของแก๊งโจรกรรมรถที่ถูกนำมาใช้มากขึ้นในปัจจุบัน และจากข้อมูลพบว่าเกือบทั้งหมดของรถที่ถูกโจรกรรมมีเป้าหมายส่งไปขายราคาถูกยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาศัยการขนย้ายผ่านเส้นทางธรรมชาติในทุกพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสานที่ติดกับเมียนมาร์ กัมพูชา ลาว และภาคใต้ที่ติดมาเลเซีย ซึ่งการป้องกันหรือสกัดกั้นขบวนการนี้ทำได้ยากเพราะต้นตอของปัญหาเกิดขึ้นจากช่องว่างของกฎหมาย เงื่อนไขประกันภัย และโปรโมชั่นแข่งขันทางการตลาด จึงจำเป็นต้องอาศัยบริษัทประกันภัยและตัวแทนจำหน่ายเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหา เพื่อออกมาตรการอุดช่องโหว่เหล่านี้..!!



