
กรมคุกเตรียมคลอด "แบบประเมิน อ่านจิตอาชญากร"
กรมคุกเตรียมคลอด "แบบประเมิน อ่านจิตอาชญากร" : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย.. ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย
การหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำและก่ออาชญากรรมรุนแรงของอดีตผู้พ้นโทษรวมถึงการปล่อยตัวก่อนกำหนดให้นักโทษระดับบิ๊กเนม ล้วนเป็นข้อวิจารณ์ที่ถาโถมใส่งานเรือนจำของกรมราชทัณฑ์มาโดยตลอด คุกถูกมองเป็นโรงเพาะชำอาชญากร จนสโลแกนคืนคนดีให้สังคมก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการคืนคนที่เลวกว่ากลับออกมา
ความจริงที่ต้องยอมรับคือ นักโทษที่ถูกส่งเข้ามาไม่มีใครอยู่ในเรือนจำไปตลอดชีวิต เมื่อติดคุกจนครบกำหนดโทษก็ต้องถูกปล่อยตัว การพักโทษ ลดวันต้องโทษ ปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษ เป็นหลักในการบริหารโทษของกรมราชทัณฑ์ ที่มีสถิติรองรับว่านักโทษที่ได้รับการปล่อยตัวด้วยเกณฑ์ของการพักโทษ ทำผิดซ้ำน้อยกว่ากลุ่มที่ติดจนครบกำหนดโทษ ปล่อยตัวตามป้าย
แล้วจะทำอย่างไรให้การประเมินผลเพื่อพักการลงโทษเป็นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ อ่านแปลได้ง่าย มีผลคะแนนเป็นปรนัยที่น่าเชื่อถือ และมีคำตอบให้สังคมสิ้นสงสัย ว่าคนที่ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ คืนให้สังคมนั้น ได้รับการปรับเปลี่ยนจนดีพอ-เสี่ยงต่ำ
ล่าสุด พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผลักดันให้พัฒนาเครื่องมือจำแนกลักษณะผู้ต้องขังเพื่อประเมินความเสี่ยงในการกระทำความผิดซ้ำ เพื่อใช้เป็นแบบประเมินผู้ต้องขังก่อนได้รับการปล่อยตัว หรือ Offender Risk Assessment (OA) โดยแบบประเมินจะถูกใช้ยกระดับประสิทธิภาพและเป็นตัวช่วยในการกลั่นกรอง วิเคราะห์ และเชื่อมโยงข้อมูลผู้ต้องขังในรายที่มีความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ ของผู้ต้องขังก่อนได้รับการปล่อยตัว งานพักการลงโทษ และลดวันต้องโทษ
ก่อนที่จะออกมาเป็นแบบประเมิน สำนักทัณฑปฏิบัติได้ระดมนักทัณฑวิทยาและนักจิตวิทยาเข้ามาร่วมกันออกแบบคำถามและเกณฑ์ในการจัดความเสี่ยง มีการทดลองใช้และปรับแบบประเมินมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 แบบ โดยเน้นเข้าไปประเมินผู้ต้องขังในปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ต้องขังที่มีประวัติการกระทำความผิดซ้ำ เริ่มจาก ส่วนที่ 1 จะเป็นข้อมูลภูมิหลังส่วนบุคคลของผู้ต้องขัง ซึ่งส่วนนี้มีคะแนนเต็ม 55 แบ่งเป็น 8 ปัจจัย คือ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ประวัติการถูกดำเนินคดีอาญา อัตราโทษจำคุกสูงสุดตามคำพิพากษาครั้งแรก และสาเหตุของการกระทำความผิด
ในส่วนที่ 1 นี้ หากเป็นเพศชาย อยู่ในวัยฉกรรจ์ การศึกษาต่ำ ไม่มีอาชีพ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ทำผิดซ้ำซาก และไม่มีครอบครัวให้การรับรองดูแล ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 30 ปี ประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ก่อคดีสะเทือนขวัญ ไม่สำนึกต่อความผิดที่ก่อ จะจัดอยู่ในกลุ่มคะแนนเต็มทุกข้อ เสี่ยงสูงชนเพดาน ยังไม่สมควรปล่อย…แต่ถ้าเป็นกรณีตรงกันข้าม เช่น เป็นเพศหญิง หรือเป็นเพศชายอยู่ในวัยเรียน หรือวัยชรา มีการศึกษาปริญญาตรี ปริญญาโท มีอาชีพ มีเกณฑ์รายได้สูง มีครอบครัวพร้อมให้การดูแล และกระทำผิดเป็นครั้งแรก คะแนนการประเมินจะออกมาต่ำ จัดว่ามีความเสี่ยงต่ำ
ในส่วนที่ 2 ประเมินจากการปฏิบัติตัวในเรือนจำ คะแนนเต็ม 45 มีจำนวน 5 ปัจจัย คือ การอบรมหลักสูตรจากเรือนจำ ชั้นของผู้ต้องขัง ได้รับการพิจารณาประโยชน์จากเรือนจำ การถูกลงโทษทางวินัยในเรือนจำ การมีประวัติกระทำผิดอาญาในเรือนจำ และประวัติการเจ็บป่วย
เมื่อสรุปผลคะแนนจากทั้ง 2 ส่วน คะแนนความเสี่ยงจะเต็ม 100 และสามารถนำมาเทียบเท่าเป็นเกณฑ์ระดับความเสี่ยง 5 ระดับ 86-100 คะแนน = เสี่ยงมาก (ยังไม่ควรปล่อย ควรเพิ่มหลักสูตรการอบรมเสริมก่อนปล่อย) 61-85 คะแนน = มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก (หากได้รับการพักการลงโทษควรใส่กำไลอีเอ็มเพื่อติดตามพฤติกรรม หรือมีมาตรการคุมประพฤติที่เข้มงวด) 51-60 คะแนน = มีความเสี่ยงปานกลาง 26-50 คะแนน = มีความเสี่ยงค่อนข้างน้อย 1-25 คะแนน = มีความเสี่ยงน้อย
ถ้าไม่บอกคงไม่มีใครรู้ว่า เรือนจำใช้แบบประเมินความผิดทางอาญา หรือ Criminal mind เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของนักโทษทุกคนที่ก้าวเข้าสู่เรือนจำใน 3 ขั้นตอน รับตัว ควบคุม และพัฒนาพฤตินิสัย โดยมีแบบประเมินไม่ต่ำกว่า 22 แบบ ไล่เรียงตั้งแต่การทำประวัติผู้ต้องขัง จำแนกแยกแดน จัดทำแผนปฏิบัติต่อผู้ต้องขังรายบุคคล การฟื้นฟูจิตใจ พัฒนาพฤตินิสัย ฝึกอาชีพ กรณีของกลุ่มความผิดที่เสี่ยงต่อการกระทำผิดซ้ำเช่น ลักทรัพย์ คดีความผิดทางเพศ ก็จะมีคอร์สบำบัดแยกเสริมออกไปต่างหาก ซึ่งแบบประเมินความเสี่ยงในการกระทำความผิดซ้ำหรือ OA เป็นแบบประเมินสุดท้าย นำมาใช้ก่อนปล่อยตัว กรองกันในรอบท้ายๆ ว่ายังต้องจัดโปรแกรมเสริมเพื่อลดความเสี่ยงในด้านใดลงอีก
ขณะนี้แบบประเมิน OA ยังอยู่ในขั้นทดลองใช้ ก่อนตกผลึกนำไปสู่การใช้งานจริงภายในเดือนตุลาคมนี้ ผลการประเมินกับผู้ผิดเงื่อนไขคุมประพฤติ 58 ราย จากจำนวนผู้พักโทษ 2,000 คน โดยกรอกข้อมูลด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชนพบว่าทั้ง 58 ราย มีคะแนนอยู่ในระดับเสี่ยงสูง
การพัฒนาแบบประเมินเจาะจิตอาชญากร สะท้อนว่าราชทัณฑ์ไม่ได้ละเลยความรู้สึกของผู้คนในสังคม การกระทำผิดซ้ำของนักโทษซึ่งกลับเข้าสู่วงจรค้าและเสพยาเสพติดยังถือว่าพอรับได้ เพราะส่วนใหญ่มีปัจจัยจากตัวของผู้พ้นโทษเองที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนเมื่อกลับเข้าสู่สังคมเดิมๆ ที่ค้ายาตั้งแต่หัวซอยยันท้ายซอย แต่ต้องไม่ใช่การปล่อยเสือร้ายออกไปขย้ำคอคนตาย เพราะถ้าเกิดขึ้นเพียงรายเดียวจะถือเป็นตราบาปที่ติดตัวผู้ประเมินไปตลอดชีวิต



